คิกออฟเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการองค์กรภาคประชาสังคม ประจำปี 2569 (CSOs Forum 2026) ครั้งที่ 3 หลอมรวมพลังหุ้นส่วนรัฐ-ประชาสังคมภาคกลาง ปลดล็อกวิธีคิดการทำงานแนวดิ่ง สู่การบริหารงานเชิงพื้นที่ เอาปัญหาประชาชนเป็นตัวตั้ง พร้อมลุยระดมสมองกระบวนการ World Café ยกร่างแผนพัฒนางานสวัสดิการสังคมไทย ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571-2575) เร่งเครื่องปรับฐานข้อมูลกลางและข้อกฎหมายที่ทันสมัย หวังอุดรอยรั่วนโยบายรัฐ และสร้างธรรมาภิบาล
สุพรรณบุรี/18 มิถุนายน 2569- กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับ เครือข่ายภาคประชาสังคม จัด “เวทีประชุมเชิงปฏิบัติการองค์กรภาคประชาสังคม ประจำปี 2569 (CSOs Forum 2026)” ครั้งที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหมุดหมายและเวทีกลางในการหลอมรวมพลัง พัฒนาศักยภาพ และสร้างกลไกความร่วมมืออย่างยั่งยืนระหว่างหน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคประชาสังคม (CSOs) ในพื้นที่ภาคกลางทั้งหมด ซึ่งเป็นการร่วมแสดงพลังเพื่อพิสูจน์ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า “ภาคประชาสังคม” คือกลไกสำคัญที่มีความยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพ และสามารถขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะลงไปถึงประชาชนในระดับฐานรากได้ดีที่สุด ทั้งยังเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะเข้ามาช่วยปิดช่องว่างของนโยบายส่วนกลาง ตลอดจนทำหน้าที่ร่วมตรวจสอบการทำงานของภาครัฐให้มีความโปร่งใสและตอบโจทย์ความต้องการของท้องถิ่น ณ โรงแรมสองพันบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี
นางสาวสิชากาณจ์ ศิไพบุณณากาณจ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ กล่าวถึง ความสำคัญขององค์กรภาคประชาสังคมอย่างลึกซึ้งว่า ภาคประชาสังคมคือฟันเฟืองและกลไกหลักในการขับเคลื่อน สื่อสาร และแปลงนโยบายสาธารณะจากระดับประเทศลงสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เสมือนกระจกเงาที่คอยสะท้อนปัญหาจริงของพี่น้องประชาชนกลับขึ้นมา เพื่ออุดรอยรั่วและปิดช่องว่างในส่วนที่กฎระเบียบของรัฐอาจจะยังเอื้อมไปไม่ถึง นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการร่วมสอดส่องและตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐให้เป็นไปด้วยความสุจริต โปร่งใส ยุติธรรม สำหรับทิศทางและก้าวต่อไปนับจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติจะมุ่งเน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อเสริมพลัง และคืนกำลังใจให้แก่คนทำงานภาคประชาสังคมอย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการเร่งรัดจัดการ “ฐานข้อมูลกลาง” ขององค์กรภาคประชาสังคมให้เป็นระบบและเป็นเอกภาพ เนื่องจากในปัจจุบัน ยินยอมรับความจริงว่า นิยามตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีกับฟังก์ชันการทำงานจริงในพื้นที่ของภาคประชาสังคมยังมีความคลาดเคลื่อนและแตกต่างกันอยู่ ส่งผลให้ระบบฐานข้อมูลยังไม่ตรงกันทั้งหมด การเดินหน้าปรับปรุงและสังคายนาฐานข้อมูลกลางในครั้งนี้ จะช่วยให้ภาครัฐและภาคประชาสังคมสามารถ “จับคู่” ขับเคลื่อนงานได้อย่างแม่นยำ ทั้งในมิติของพื้นที่จัดทำ มิติของสภาพปัญหา และมิติของกลุ่มเป้าหมายกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดในการใช้งบประมาณแผ่นดิน
นางสาวจิตรลดา พิศาลสุพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคกลาง (สพศ.) กล่าวว่า หัวใจหลักของการพัฒนาประเทศในยุคปัจจุบันคือ ‘การบริหารงานเชิงพื้นที่’ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ต้องเอาพื้นที่และปัญหาความเดือดร้อนที่แท้จริงของประชาชนเป็นตัวตั้งในการจัดทำแผนงาน สิ่งสำคัญที่สุดที่จะต้องเร่งดำเนินการคือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และวิธีคิด จากเดิมที่เป็นการทำงานใน “แนวดิ่ง” หรือการสั่งการจากบนลงล่าง มาเป็นการสร้าง “พลังหุ้นส่วน” ในแนวราบร่วมกันอย่างเท่าเทียม โดยกำหนดบทบาทให้หน่วยงานภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก และหนุนเสริมในเชิงนโยบาย ข้อกฎหมาย หรือทรัพยากร ขณะที่ภาคประชาสังคมคือ ‘ตัวจริงในพื้นที่’ เป็นผู้ที่คลุกคลี เข้าใจทุนทางสังคม วัฒนธรรม และเข้าถึงรากเหง้าของปัญหาได้อย่างลึกซึ้งและแท้จริงที่สุด ดังนั้น การเข้ามาหนุนเสริมภารกิจภาครัฐของภาคประชาสังคมในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่การทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยรับจ้างทำตามคำสั่ง หรือช่วยทำในสิ่งที่รัฐบอก แต่คือการเป็นหุ้นส่วนร่วมคิด ร่วมวางแผน ยกร่างยุทธศาสตร์ตั้งแต่ระดับฐานราก เพื่อให้แผนพัฒนาของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดตอบโจทย์ชีวิตประชาชนได้จริง และร่วมกันดูแลกระบวนการทำงานให้เกิดความต่อเนื่อง มั่นคง และยั่งยืน ไม่แปรเปลี่ยนไปตามกระแสการเมือง
เวที CSOs Forum 2026 ได้มีการเปิดพื้นที่ร่วมกันออกแบบอนาคตระบบสวัสดิการของประเทศไทย ผ่านกระบวนการระดมความคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์แบบ World Café เพื่อนำไปขยายผลและขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมอย่างเป็นระบบ นำกระบวนการโดย นางนันทิยา สิงสีทา จากสมาคมประชาสังคมจังหวัดสุพรรณบุรี และดำเนินกระบวนการหลักโดย นายทองใบ สิงสีทา จาก พอช. ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนจาก 3 ภาคส่วนหลัก ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชน
ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมกันสะท้อนบทเรียนและความคิดเห็นที่ตรงกันว่า การพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืนและการขจัดความยากจนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากแต่ละหน่วยงานยังคงทำงานแบบแยกส่วนหรือต่างคนต่างทำ แต่ต้องอาศัย “พลังหุ้นส่วนที่แท้จริง” โดยมีภาคประชาสังคมทำหน้าที่เป็น “โซ่ข้อกลาง” คอยร้อยรัดและเชื่อมโยงนโยบายลงสู่พื้นที่ พร้อมทั้งนำสภาพปัญหาจริงสะท้อนกลับขึ้นไปอุดรอยรั่วของภาครัฐ ซึ่งข้อคิดเห็นทั้งหมดในเวที World Café นี้ ได้ถูกสกัดและรวบรวมเพื่อนำไปยกร่างเป็น “ร่างแผนพัฒนางานสวัสดิการสังคมไทย ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571-2575)” โดยได้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงใน 3 มิติหลักสำคัญ
มิติที่1 คือ การสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคมที่เป็นหุ้นส่วนกับรัฐอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างความร่วมมือ ยึดโยงหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และร่วมกันส่งเสริม บ่มเพาะ พลังของพลเมืองยุคใหม่ ให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นตนเอง
มิติที่2 คือ การขับเคลื่อนด้านกฎหมายและระเบียบที่เอื้อต่อการทำงาน ซึ่งในเวทีได้มีการพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติที่จะช่วยปรับปรุง ยกร่าง และยกระดับระบบการบริหารงานของภาครัฐและภาคประชาสังคมให้มีความทันสมัย ยืดหยุ่น และเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในยุคดิจิทัล
มิติที่3 คือ การเจาะลึกและการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ ไม่มีลักษณะงานที่ซ้ำซ้อน และสามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มเปราะบางในสังคมได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วทันท่วงที


















