กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมและสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรชุมชนฐานราก มุ่งเน้นการเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ให้การสงเคราะห์” สู่ “ผู้สร้างโอกาส” เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง พม. ลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัด พร้อมรับฟังผลการดำเนินงานของเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน ย้ำนโยบายขับเคลื่อนงานด้วยระบบและหัวใจ ภายใต้แนวคิด “พม.สร้างสุข เติมใจ ไม่ทิ้งกัน” ทำหน้าที่เป็น “กำแพงพิงหลัง” ให้แก่กลุ่มเปราะบางในสังคมอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม พร้อมผลักดันขยายผล “กองทุนสวัสดิการชุมชนวันละบาท” ให้ครอบคลุมครบทั้ง 140 ท้องถิ่นในสกลนคร พร้อมเติมงบส่วนกลางสมทบสร้างขวัญกำลังใจและหลักประกันที่พึ่งพิงให้ประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
สกลนคร/20 มิถุนายน 2569 – นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง พม. เดินทางลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร ในการตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง พม. เพื่อรับฟังปัญหาและขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคม การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้เดินทางมายังศูนย์เรียนรู้ผ้าครามบ้านดอนกอย “วิชชาลัยดอนกอย วิถีแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการสืบสานภูมิปัญญาการทอผ้าครามและเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงประจักษ์ในการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ โดยมีนางนฤมล สัพโส นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ดร.สังข์ทอง รอญศึก นายกเทศมนตรีตำบลบัวสว่าง พร้อมด้วยผู้นำชุมชน พี่น้องประชาชน และหน่วยงานราชการในพื้นที่ เข้าร่วมกว่า 200 คน ณ ศูนย์เรียนรู้ผ้าครามบ้านดอนกอย ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร
นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ปัจจุบันจังหวัดสกลนครมีประชากรรวมประมาณ 1,100,000 กว่าคน และมีสัดส่วนของผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ 17 หรือมีจำนวนประชากรสูงวัยอยู่ราว 200,000 กว่าคน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือว่าน้อยที่สุดและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานเมื่อเทียบกับภาพรวมของทั้งประเทศ ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนผู้สูงอายุเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 22 ของประชากรทั้งหมด จากการเดินทางไปตรวจราชการในพื้นที่ต่างๆ กว่า 10 จังหวัด พบว่าเกือบทุกจังหวัดมีสัดส่วนผู้สูงอายุทะยานเกินร้อยละ 20 ไปหมดแล้ว การที่สกลนครมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 17 แสดงให้เห็นว่าในพื้นที่ยังคงหนาแน่นไปด้วยกลุ่มคนหนุ่มสาวและมีอัตราการเกิดของเด็กและเยาวชนที่ดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องรักษามาตรฐานนี้ไว้
นายนิกร โสมกลาง รมว.พม. กล่าวถึง ความท้าทายครั้งใหญ่ของประเทศไทยในภาพรวม ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับภาวะวิกฤตประชากรอย่างรุนแรง เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะที่สถิติต่างๆ บ่งชี้ว่าเด็กและเยาวชนไทยมีอัตราลดลงทุกปี จากในอดีตที่มีเด็กเกิดใหม่เฉลี่ยปีละกว่า 1,000,000 คน แต่ในปัจจุบันอัตราการเกิดของเด็กไทยลดฮวบลงมาเหลือเพียงปีละประมาณ 400,000 คนเท่านั้น รมว.พม. จึงได้กล่าวเย้าเยือนและฝากความหวังกับพี่น้องชาวบ้านดอนกอยให้ช่วยกันส่งเสริมการมีบุตรและผลิตลูกหลานเพิ่มขึ้น โดยระบุว่าในปีหน้าหากมีโอกาสกลับมาเยือนพื้นที่อีกครั้ง จะขอติดตามดูตัวเลขสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ทั้งนี้ ความท้าทายเรื่องโครงสร้างประชากรดังกล่าวทำให้กระทรวง พม. มีภารกิจเร่งด่วนที่จะต้องเข้าไป “ติดอาวุธ” และเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ลูกหลานเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีคุณภาพชีวิตและทักษะที่ดีขึ้นเพื่อเป็นกำลังหลักในการดูแลสังคมต่อไป
นายนิกร กล่าวต่อ ภารกิจของกระทรวง พม. ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การดูแลเรื่องสังคมและระบบสวัสดิการขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยของประชาชนด้วย การลงพื้นที่ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคมในวันนี้ ตั้งใจมาติดตามความคืบหน้าผลการดำเนินงานของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ในเขตพื้นที่จังหวัดสกลนคร ซึ่งจากการรับฟังรายงานของ นายจักรวรรดิ เลิศสงคราม ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสกลนคร ทำให้ทราบว่าในด้านการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลนั้น สกลนครสามารถขับเคลื่อนได้ครบถ้วนเต็มพื้นที่แล้วทั้ง 140 องค์กร ถือเป็นกลไกภาคประชาชนที่เข้มแข็งมาก แต่ในส่วนที่ยังคงเป็นช่องว่างและยังขับเคลื่อนได้ไม่ครบถ้วนคือ “กองทุนสวัสดิการชุมชน” หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในนาม “กองทุนสวัสดิการวันละบาท” ซึ่งปัจจุบันจัดตั้งไปได้แล้วประมาณ 100 กองทุน จากทั้งหมด 140 ท้องถิ่น
ภารกิจหลักของ พอช. ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวง พม. ออกเป็น 3 เรื่องสำคัญ โดยเรื่องแรกคือโครงการ “บ้านมั่นคง” ซึ่งดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง เรื่องที่สองคือโครงการ “บ้านพอเพียง” ซึ่งเป็นโครงการซ่อมแซมบ้านหลังเก่าที่ทรุดโทรมของผู้มีรายได้น้อยและผู้ยากไร้ โดย พอช. มีงบประมาณสนับสนุนให้โดยตรงหลังละ 40,000 บาท ในส่วนนี้รัฐมนตรีได้ประกาศกลางที่ประชุมอย่างชัดเจนว่า ในแต่ละปีตนเองมีงบประมาณสนับสนุนโครงการบ้านพอเพียงเพื่อซ่อมแซมบ้านเรือนทั่วประเทศรวมกันกว่า 10,000 หลังคาเรือน จนรู้สึกมีความกังวลว่าหากพื้นที่ไม่เสนอโครงการเข้ามา งบประมาณก้อนนี้จะใช้ไม่หมด จึงขอสั่งการและฝากไปยังท่านนายอำเภอ สส. ในพื้นที่ นายกเทศมนตรี รวมถึง สจ. และผู้ใหญ่บ้าน หากลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมประชาชนแล้วพบเห็นบ้านเรือนของผู้ยากไร้ที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรมและไม่มีทุนทรัพย์ในการซ่อมแซม ขอให้เร่งประสานงานส่งเรื่องมายัง “พี่ต๋อม” พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) สกลนคร ทันที เพื่อให้ พมจ. จับมือกับ พอช. นำงบประมาณหลังละ 40,000 บาท ลงไปซ่อมแซมบ้านสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชน โดยย้ำว่าทุกหน่วยงานคือทีมเดียวกันที่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของชาวสกลนคร สิ่งมุ่งหวังให้เกิดการประชาสัมพันธ์และขยายผลเพิ่มเติมคือ “กองทุนสวัสดิการชุมชน” ซึ่งมีรูปแบบการดำเนินงานที่เป็นการร่วมทุนและลงขันกันจาก 3 ฝ่าย ได้แก่ 1. พี่น้องประชาชนในชุมชนที่เป็นสมาชิกออมเงินวันละ 1 บาท 2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต. หรือ เทศบาล) ในพื้นที่เข้ามาช่วยสมทบเติมเงินเข้ามา และ 3. พอช. เติมงบประมาณลงไปสมทบ ถือเป็นกองทุนทางเลือกที่เข้ามาช่วยรองรับความเดือดร้อนยามเจ็บไข้ได้ป่วย ยามคลอดบุตร หรือยามเสียชีวิต ซึ่งเงินกองทุนนี้จะกลายเป็นสวัสดิการที่ชุมชนบริหารจัดการดูแลกันเองอย่างอิสระ นายนิกร กล่าว
ขอชื่นชมและยกย่อง เครือข่ายคนทำงานขบวนองค์กรชุมชนสกลนคร ที่สามารถร่วมกันขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชนจนมีเงินทุนหมุนเวียนสะสมใน 100 กองทุนรวมกันกว่า 200 ล้านบาท เฉลี่ยมีเงินกองทุนสูงถึงประมาณ 2,000,000 บาทต่อกองทุน ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่เข้มแข็งมากเมื่อเทียบกับบางจังหวัดที่ตนไปและขอความร่วมมือไปยังท่านนายอำเภอ และท่านนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้ช่วยเป็นตัวกลางในการประสานงานกับนายก อบต. ทั่วทั้งจังหวัดสกลนคร เพื่อร่วมกันเร่งรัดจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนในส่วนที่เหลืออีกประมาณ 40 ท้องถิ่นให้ครบถ้วน 140 แห่งโดยเร็วที่สุด เพื่อที่กระทรวง พม. และ พอช. จะได้สามารถโอนงบประมาณส่วนกลางลงมาสมทบเติมเงินเข้ากองทุนให้แก่พี่น้องประชาชนได้เต็มพื้นที่ ยกระดับให้สกลนครเป็นจังหวัดต้นแบบที่มีตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมที่เข้มแข็ง ประชาชนมีเงินสวัสดิการไว้ดูแลตัวเอง และเติบโตเป็นชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน นายนิกร กล่าวในตอนท้าย
นายจักรวรรดิ เลิศสงคราม ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสกลนคร กล่าวว่า ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสกลนครได้ขับเคลื่อนงานมาอย่างต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 2549 – 2569 รวมระยะเวลา 20 ปี โดยทำหน้าที่เป็นกลไกกลางประสานงานเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับโซน อำเภอ และตำบล ยกระดับความเข้มแข็งทั้งด้านที่อยู่อาศัย สวัสดิการชุมชน เศรษฐกิจชุมชน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย ปัจจุบันขบวนชุมชนจังหวัดสกลนครมีพื้นที่ดำเนินงานเต็มพื้นที่ครอบคลุมทั่งทั้ง 140 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีการขับเคลื่อนงานพัฒนารวมกันไม่ต่ำกว่า 596 โครงการ แบ่งเป็น พื้นที่ปฏิบัติการสภาองค์กรชุมชน 140 แห่ง, กองทุนสวัสดิการชุมชน 100 แห่ง ซึ่งมีสมาชิกสะสมรวม 50,047 คน มีเงินกองทุนหมุนเวียนสะสมสูงถึง 256,376,387 บาท และสามารถพัฒนาที่อยู่อาศัยภายใต้โครงการบ้านพอเพียงและบ้านมั่นคงร่วมกับ พอช. ได้ถึง 87 แห่ง ครอบคลุมกว่า 1,867 ครัวเรือน ซึ่งความสำเร็จทั้งหมดนี้เกิดจากความร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่นระหว่างภาคประชาชน ภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน
นายสังข์ทอง รอญศึก นายกเทศมนตรีตำบลบัวสว่าง กล่าวว่า ที่ผ่านมาเทศบาลตำบลบัวสว่างได้ให้ความสำคัญและมุ่งมั่นกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ โดยตัวกลไกหลักในการขับเคลื่อนงานจะยึดหลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในพื้นที่ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนา ในการเข้ามามีส่วนร่วมรับรู้ ร่วมคิด และร่วมลงมือทำ โดยเฉพาะการบูรณาการงานพัฒนาเพื่อดูแลช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม การปรับปรุงและพัฒนาที่อยู่อาศัยให้มีความมั่นคงปลอดภัย การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนในครัวเรือน ตลอดจนการสร้างความเข้มแข็งภายในองค์กรชุมชน ทั้งนี้ก็เพื่อให้ประชาชนชาวตำบลบัวสว่างมีขีดความสามารถที่จะพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนสอดรับกับนโยบายของกระทรวง พม. ต่อไป
นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวถึงรายละเอียดการสนับสนุนงบประมาณของ พอช. ต่อเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสกลนคร ประจำปี พ.ศ. 2569 ว่า พอช. มีภารกิจสำคัญในการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาและหนุนเสริมศักยภาพของภาคประชาชน โดยในพื้นที่จังหวัดสกลนคร ถือเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีจุดเด่นในเรื่องความเข้มแข็งของขบวนองค์กรชุมชนที่ร่วมกันทำงานมาอย่างยาวนานถึง 20 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 จนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ปฏิบัติการครอบคลุมเต็มพื้นที่ทั่วทั้งจังหวัดใน 140 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีการขับเคลื่อนงานพัฒนารวมกันไม่ต่ำกว่า 596 โครงการ มีสภาองค์กรชุมชนตำบล 140 แห่ง และมีกองทุนสวัสดิการชุมชนที่เปิดดำเนินการแล้วถึง 100 แห่ง
นายสยาม กล่าวต่อ สำหรับในปีงบประมาณ 2569 นี้ พอช. ได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนเพื่อขับเคลื่อนงานพัฒนาผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ ของเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสกลนคร รวมทั้งสิ้น 59 โครงการ เป็นเงินจำนวน 9,690,446 บาท ซึ่งงบประมาณก้อนนี้จะถูกกระจายลงไปขับเคลื่อนกิจกรรมสำคัญ 6 ด้าน ประกอบด้วย โครงการบ้านพอเพียงเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้มีรายได้น้อย, โครงการเสริมสร้างระบบนิเวศชุมชนท้องถิ่นฝ่าวิกฤตประชากรสู่ความมั่นคงของมนุษย์และความเข้มแข็งของชุมชน, โครงการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน, โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถของชุมชน, โครงการสนับสนุนพื้นที่ภัยพิบัติตำบลนาเพียง อำเภอกุสุมาลย์ และโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการจังหวัด เพื่อให้คนทำงานในพื้นที่มีงบประมาณขับเคลื่อนงานได้อย่างคล่องตัว
ในส่วนของการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าและกรณีฉุกเฉิน พอช. ยังได้จัดสรรงบประมาณโครงการสนับสนุนช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยพิบัติ (ภัยพิบัติเร่งด่วน) ลงไปยังพื้นที่ตำบลนาเพียง อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร เพิ่มเติมอีกจำนวน 792,000 บาท เพื่อเร่งรัดซ่อมแซมและฟื้นฟูบ้านเรือนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติรวมจำนวน 44 หลังคาเรือน (เฉลี่ยหลังละ 18,000 บาท) เพื่อให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงปลอดภัยโดยเร็วที่สุด ควบคู่กับการมอบงบประมาณโครงการสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนจังหวัดสกลนคร ปี 2569 อีกจำนวน 531,512 บาท ให้แก่กองทุนสวัสดิการชุมชนจำนวน 3 กองทุน เพื่อสมทบเป็นทุนหมุนเวียนและสร้างหลักประกันทางสังคมให้แก่สมาชิกในระดับฐานราก นายสยาม กล่าว
งบประมาณรวมทั้งหมดกว่า 11 ล้านบาทที่ พอช. มอบให้แก่เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสกลนครในครั้งนี้ คือการลงทุนทางสังคมเพื่อสร้างคน สร้างผู้นำ และสร้างระบบจัดการตนเองของชุมชน ผลลัพธ์จากการดำเนินงานที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นเชิงประจักษ์แล้วว่า สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการซ่อมบ้านพอเพียงและบ้านมั่นคงสะสมกว่า 1,867 ครัวเรือน และการเติบโตของกองทุนสวัสดิการชุมชนที่มีเงินหมุนเวียนสะสมสูงถึงกว่า 256 ล้านบาท พอช. พร้อมที่จะเป็นหน่วยงานหนุนเสริมและเดินหน้าทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้ตรงจุดและยั่งยืน นายสยาม กล่าวในทิ้งท้าย
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ รมว.พม. ได้มอบเงินงบประมาณสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (พอช.) ในพื้นที่จังหวัดสกลนคร ประจำปี 2569 และมอบเอกสารสิทธิ์รับรองสภาองค์กรชุมชน รวมงบประมาณทั้งสิ้นกว่า 11,143,958 บาท โดยแบ่งออกเป็น 5 ส่วนสำคัญ ได้แก่
- โครงการสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสกลนคร เป็นเงินจำนวน 9,690,446 บาท เพื่อขับเคลื่อนงานพัฒนาใน 59 โครงการ ผ่านกิจกรรมหลัก ได้แก่ โครงการบ้านพอเพียง, โครงการเสริมสร้างระบบนิเวศชุมชนท้องถิ่นฝ่าวิกฤตประชากรสู่ความมั่นคงของมนุษย์และความเข้มแข็งของชุมชน, โครงการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน, โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถของชุมชน และโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการจังหวัด
- โครงการสนับสนุนช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยพิบัติ (ภัยพิบัติเร่งด่วน) ตำบลนาเพียง อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร จำนวนเงิน 792,000 บาท เพื่อดำเนินการซ่อมแซมและฟื้นฟูที่อยู่อาศัยให้แก่พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างทันท่วงที จำนวนทั้งสิ้น 44 หลังคาเรือน
- โครงการสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนจังหวัดสกลนคร ปี 2569 จำนวนเงิน 531,512 บาท มอบให้แก่กองทุนสวัสดิการชุมชนจำนวน 3 กองทุน เพื่อสมทบเป็นทุนหมุนเวียนในการจัดสวัสดิการช่วยเหลือเกื้อกูลสมาชิกในชุมชนตามวงจรชีวิต
- โครงการเสริมสร้างระบบนิเวศ (Eco – System) ชุมชนท้องถิ่นฝ่าวิกฤตประชากรสู่ความมั่นคงของมนุษย์และความเข้มแข็งของชุมชน ปี 2569 เทศบาลตำบลบัวสว่าง อำเภอพรรณนานิคม เป็นเงินจำนวน 125,000 บาท เพื่อพัฒนากลไกชุมชนให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร รองรับการดูแลคนทุกช่วงวัย
- พิธีมอบใบรับรองสภาองค์กรชุมชนตำบลบัวสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เพื่อเป็นการรับรองสถานะและเสริมพลังทางกฎหมายให้แก่กลไกภาคประชาชนในพื้นที่ในการลุกขึ้นมาจัดการตนเอง
ในช่วงท้ายของการลงพื้นที่ รมว.พม. และคณะผู้บริหารกระทรวง พม. ได้เดินเยี่ยมชมกระบวนการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้ผ้าครามบ้านดอนกอย “วิชชาลัยดอนกอย วิถีแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน” พร้อมทั้งพบปะพูดคุยให้กำลังใจกลุ่มสตรีทอผ้าครามอย่างเป็นกันเอง โดยรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่า ผลิตภัณฑ์ผ้าครามดอนกอยไม่เพียงแต่เป็นสินค้าวัฒนธรรมที่สร้างรายได้ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเพียรพยายามและความเข้มแข็งของชุมชนในการลุกขึ้นมาจัดการตนเอง ซึ่งกระทรวง พม. จะมุ่งหนุนเสริมกระบวนการเช่นนี้ให้ขยายผลครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงของมนุษย์ในสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป



























