พอช. ร่วมกับ เทศบาลนครหาดใหญ่ และ รฟท. จัดเวทีสร้างความเข้าใจสิทธิ์การเช่าที่ดินการรถไฟฯ และแนวทางสนับสนุนงบประมาณพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อขับเคลื่อนโครงการ “บ้านมั่นคงริมราง” ปลดล็อกปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน 23 ชุมชนในพื้นที่หาดใหญ่-สงขลา ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบราง พร้อมชี้แจงกรอบงบประมาณช่วยเหลือกว่า 7,700 ล้านบาท
หาดใหญ่/9 สิงหาคม 69 – สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับ เทศบาลนครหาดใหญ่ และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดเวที ชี้แจงสร้างความเข้าใจเรื่องการเช่าที่ดินการรถไฟฯ และแนวทางการสนับสนุนงบประมาณพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยมี นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. นายสมชัย จันทร์ประทีป รองนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ นายชัชวาลย์ กนิษฐายน ผู้ตรวจการรถไฟฯ1 นายปัฐตพงษ์ บุญแก้ว วิศวกรกำกับการกองปรับปรุงทางเขต1 ผู้แทนจากบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายและผู้นำชุมชน จาก 23 ชุมชนในเขตอำเภอหาดใหญ่และพื้นที่เกี่ยวเนื่อง ประกอบไปด้วย ชุมชนเกาะเสือ 1, 2, จันวิโรจน์, ต้นโด, รัตนอุทิศ, เทียนจ่ออุทิพย์ 1 (ขนส่ง), สามทหาร, ตลาดคอมเพล็กซ์, จันทร์นิเวช, ริมทางรถไฟหลังคลองหวะ, รัชมังคลาภิเษก, สถานี 2, จันทร์ประทีป, ทุ่งเสา, สถานีอู่ตะเภา, รัตนวิบูลย์, ขนส่ง, ปลักกริม, ป้อม 6, ซอยโชคสมาน, หลังโรงพักตำรวจ, เทศบาลตำบลบ้านพรุ, และชุมชนในเส้นทางปาดังเบซาร์–สุไหงโกลก กว่า 250 คน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมสำนักงานเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
นายสมชัย จันทร์ประทีป (นั่งที่ลำดับที่ 2 จากซ้ายมือ)
นายสมชัย จันทร์ประทีป รองนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ กล่าวว่า การจัดเวทีในครั้งนี้สืบเนื่องจาก พอช. ได้เข้าหารือกับเทศบาลนครหาดใหญ่เพื่อบูรณาการการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่อาศัยอยู่ริมรางรถไฟ ซึ่งในปัจจุบันพบว่าหลายชุมชนยังไม่มีสัญญาเช่าที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และกำลังได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานทางราง ทั้งโครงการรถไฟทางคู่ โครงการรถไฟฟ้า Monorail และแผนพัฒนาพื้นที่ย่านสถานี การจัดเวทีครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจระหว่างหน่วยงานรัฐและชาวบ้าน นำไปสู่การจัดระเบียบที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช.
นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวถึง กรอบการสนับสนุนภายใต้ “โครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบราง” โดยมีวงเงินรวม 7,718.94 ล้านบาท ครอบคลุม 300 ชุมชนทั่วประเทศ หรือคิดเป็น 27,084 ครัวเรือน ทั้งนี้ การตัดสินใจเช่าที่ดินการรถไฟฯ ตามหลักเกณฑ์ต่างๆ จะต้องขึ้นอยู่กับการปรึกษาหารือและสรุปผลร่วมกันของผู้นำและสมาชิกชุมชน หากชุมชนใดไม่ประสงค์จะเช่าผ่าน พอช. สามารถทำหนังสือยื่นมายัง พอช. ได้ เพื่อที่ทาง พอช. จะได้นำเรียนแจ้งต่อการรถไฟแห่งประเทศไทยต่อไป
นายปัฐตพงษ์ บุญแก้ว
นายปัฐตพงษ์ บุญแก้ว วิศวกรกำกับการกองปรับปรุงทางเขต 1 กล่าวว่า ความคืบหน้าการพัฒนาระบบรางในพื้นที่ภาคใต้ ประกอบด้วย รถไฟทางคู่ ระยะที่ 1 ก่อสร้างแล้วเสร็จ (ช่วงนครปฐม–หัวหิน–ประจวบคีรีขันธ์–ชุมพร รวม 430 กิโลเมตร) รถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 (รวม 531.67 กิโลเมตร) คณะรัฐมนตรีมีกำหนดพิจารณาอนุมัติในเดือนกันยายน 2569 ในการประชุม ครม.สัญจร จังหวัดสงขลา และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงกลางปี 2570 ซึ่งครอบคลุมช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่–สงขลา (320.87 กิโลเมตร) และช่วงชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ (42.60 กิโลเมตร) รถไฟทางคู่ ระยะที่ 3 อยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาเส้นทางในช่วงชุมทางหาดใหญ่–สุไหงโกลก (216 กิโลเมตร) โครงการ Monorail หาดใหญ่ (ภายใต้ความรับผิดชอบของ รฟม.): คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว ระยะทาง 12.54 กิโลเมตร จำนวน 12 สถานี (ตั้งแต่สถานีคลองหวะ ถึง สถานีรถตู้)
นายปัฐตพงษ์ กล่าวถึง หลักเกณฑ์การเช่าที่ดินการรถไฟฯ ที่สำคัญ โดยกำหนดให้พื้นที่ในระยะ 0 – 20 เมตร จากกึ่งกลางรางรถไฟเป็นเขตความปลอดภัย ซึ่งไม่อนุญาตให้ปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างใดๆ หากมีบ้านเรือนเดิมตั้งอยู่ จะต้องทำการรื้อถอนและขยับออก โดย พอช. และหน่วยงานท้องถิ่นจะจัดหาที่ดินใหม่รองรับในรัศมีใกล้เคียงไม่เกิน 5 กิโลเมตร ทั้งนี้ ในช่วง 3-6 เดือนที่ผ่านมาที่เจ้าหน้าที่การรถไฟฯ ลงพื้นที่ชี้แจงและเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นเพียงการสำรวจข้อมูลผู้อยู่อาศัยเท่านั้น ไม่ใช่การให้สิทธิ์การเช่าที่ดิน เนื่องจากกระบวนการยื่นเช่าที่ดิน การเปิดสัญญา และการกำหนดราคาเช่า จะถูกกำหนดโดยบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) โดยตรง














