พอช. ร่วมกับ เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนจัดการภัยพิบัติชายแดน 7 จังหวัด ประกอบด้วย อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ สระแก้ว ตราด และจันทบุรี และภาคีเครือข่าย สรุปบทเรียนการทำงานและสถานการณ์ความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล กระทรวง และหน่วยงานทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติและการพัฒนาคุณภาพชีวิตสู่การเป็น “เขตพัฒนาพิเศษเมืองชายแดน” บนฐานการพึ่งตนเอง การมีส่วนร่วมของชุมชน และการสร้างความมั่นคงมนุษย์อย่างรอบด้าน
สระแก้ว/20 กันยายน 69 -สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับ เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนจัดการภัยพิบัติชายแดน จัดเวที สรุปบทเรียนการทำงานและสถานการณ์ความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติและความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ โดยมีผู้เข้าร่วมจากเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนจัดการภัยพิบัติชายแดน 7 จังหวัด ประกอบด้วย อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ สระแก้ว ตราด และจันทบุรี และภาคีเครือข่าย กว่า 200 คน ณ โรงแรมอินโดจีน อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว
บทเรียนความสำเร็จและผลการดำเนินงานจริงในพื้นที่
จากการสังเคราะห์บทเรียนการดำเนินงานของเครือข่ายองค์กรชุมชนในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคอีสาน (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์) และ 3 จังหวัดภาคตะวันออก (สระแก้ว ตราด จันทบุรี) พบว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2549-2569) ชุมชนได้ลุกขึ้นมาจัดการภัยพิบัติและภัยสงครามด้วยตนเองผ่านกลไกการพึ่งตนเอง การจัดการข้อมูลเชิงลึก มีการสำรวจข้อมูลครัวเรือนและกลุ่มเปราะบางกว่า 30% ผ่านระบบดิจิทัล Co-Create เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการวางแผนช่วยเหลือ การจัดตั้งศูนย์พักพิงและครัวกลาง มีการจัดตั้งศูนย์พักพิงทั้งของรัฐและศูนย์พักพิงภาคประชาชน รวมถึงชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) พร้อมจัดตั้งครัวกลาง “ตุ้มโฮม ฮักแพง แบ่งปัน” และกองทุนสวัสดิการชุมชน การดำเนินงานในภาคตะวันออก จังหวัดสระแก้ว ตราด และจันทบุรี ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ มีประชาชนอพยพมากกว่า 30,000 คน โดยชุมชนได้ร่วมมือกับฝ่ายปกครองจัดตั้งศูนย์อพยพ 77 แห่ง พร้อมพัฒนาศักยภาพ ชรบ. กว่า 720 คน จัดหาอุปกรณ์สื่อสาร กล้อง Body Cam และจัดทำแผนที่ความปลอดภัย
นายวิรัตน์ สุขกุล ผู้แทนเครือข่ายองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า การบริหารจัดการที่ไม่ควรเน้นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องพัฒนาระบบเสริมสร้างความพร้อมของชุมชนไปสู่การจัดการบริหารเชิงพื้นที่ บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งด้านการสื่อสาร การให้ความรู้ การพัฒนาศักยภาพการช่วยเหลือตนเอง ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การพัฒนาอาชีพ การรักษาสุขภาพกายและจิต ความมั่นคงด้านที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า บริบทความมั่นคงในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ยังครอบคลุมถึงอาชีพ รายได้ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย หากประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี มีเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคง ย่อมส่งผลให้พื้นที่ส่วนหลังมีความปลอดภัยอย่างแท้จริง ทั้งนี้ พอช. ได้ดำเนินงานพัฒนาที่อยู่อาศัยและชุมชนมาอย่างยาวนาน เช่น โครงการบ้านมั่นคง ชุมชนริมคลอง และการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นฐานข้อมูลและบทเรียนสำคัญในการต่อยอดไปสู่โครงการ “บ้านมั่นคงชายแดน” ในครั้งนี้
นายสยาม กล่าวต่อ สำหรับการคัดเลือกพื้นที่เป้าหมาย จะพิจารณาจากหมู่บ้านที่อยู่ในรัศมี 10 กิโลเมตรตามแนวชายแดน ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความไม่สงบและความเสี่ยงภัยพิบัติ โดยชุมชนต้องมีความพร้อมในการบริหารจัดการตนเองร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ข้อมูลเบื้องต้นจากกรมการปกครองพบว่ามีเป้าหมายกว่า 752 ชุมชน และครัวเรือนรวมกว่า 259,000 ครัวเรือน ซึ่งทาง พอช. มีแผนลงพื้นที่สำรวจข้อมูลเชิงลึก ด้วยตนเอง เพื่อให้ได้ฐานข้อมูลที่แม่นยำที่สุดในการวางแผนช่วยเหลือ วัตถุประสงค์และยุทธศาสตร์หลัก 4 ประการการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญประกอบด้วย การพัฒนาศักยภาพคนและชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนทุกมิติ พร้อมสร้างเครือข่ายความมั่นคงเชิงรุก การสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย จัดระเบียบสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐอย่างถูกต้อง ผ่านรูปแบบการปรับปรุงบ้านในที่เดิม การจัดสรรที่ดินแปลงใหม่ หรือการสร้างหมู่บ้านใหม่รองรับกลุ่มเปราะบางและครอบครัวทหารผ่านศึกที่ได้รับบาดเจ็บ การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ จัดทำแผนที่ชุมชน แผนเผชิญเหตุ ศูนย์พักพิงมาตรฐาน ครัวกลาง และระบบเตือนภัยล่วงหน้า รวมถึงการจัดสร้างสิ่งป้องกันภัยที่จำเป็น เช่น บังเกอร์หลบภัยสำหรับประชาชน การฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากและสวัสดิการ ส่งเสริมอาชีพ รายได้ กองทุนชุมชน และระบบสาธารณสุขมูลฐาน รวมถึงการดูแลสุขภาพจิตของกลุ่มเปราะบางอย่างทั่วถึง
ในส่วนของการบริหารจัดการงบประมาณ ในระยะนำร่องปีแรก (พ.ศ. 2700) ทาง พอช. จะใช้เงินงบประมาณภายในของสถาบันเพื่อสร้างรูปธรรมและการเรียนรู้ร่วมกัน ก่อนที่จะเสนอขอตั้งงบประมาณประจำปีผ่านคณะรัฐมนตรี ในปีถัดไป โดยงบประมาณจะมุ่งเน้นไปยังหมวดการสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาคุณภาพชีวิต หมวดที่อยู่อาศัยและความปลอดภัย ตลอดจนงบบริหารจัดการโครงการ เพื่อให้มั่นใจว่าเม็ดเงินจะสามารถกระจายลงสู่มือประชาชนและสร้างผลสัมฤทธิ์ได้อย่างแท้จริง นายสยาม กล่าวทิ้งท้าย
ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลและระดับกระทรวง
ด้านที่อยู่อาศัยและแผนยุทธศาสตร์ ขอให้รัฐบาลมอบหมายกระทรวงกลาโหม ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ขับเคลื่อนแผนแก้ไขปัญหาและพัฒนาที่อยู่อาศัยโครงการ “บ้านมั่นคงชายแดน” พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571 – 2575)
การกำหนดเขตพิเศษ: กำหนดพื้นที่ชายแดนเป็นเขตพัฒนาพิเศษเมืองชายแดน ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และทรัพยากรธรรมชาติ โดยใช้พื้นที่เป็นฐานและสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่าย 7 จังหวัด
ระบบเตรียมความพร้อมและอพยพ จัดทำแผนเผชิญเหตุให้สอดรับกับแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังระดับอำเภอและจังหวัด พัฒนาศูนย์พักพิงมาตรฐาน ระบบดูแลกลุ่มเปราะบาง และเส้นทางคมนาคมที่ปลอดภัย
เศรษฐกิจฐานรากและกองทุนชุมชน พัฒนาระบบสนับสนุนฟื้นฟูเศรษฐกิจ จัดตั้ง “กองทุนชุมชน” เพื่อช่วยเหลืออาชีพผู้ได้รับผลกระทบ และพัฒนาระบบประกันความเสี่ยงทางการเกษตร
ระบบสุขภาพและสาธารณสุข มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน การจัดการสุขภาพกายจิต และจัดตั้งทีมชำนาญการเคลื่อนที่ดูแลเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบางในยามวิกฤต
การจัดระเบียบพื้นที่และกฎหมาย ให้เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนมีส่วนร่วมจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน พร้อมปรับปรุงระเบียบข้อจำกัดทางกฎหมาย งบประมาณชดเชย เยียวยา และฟื้นฟูผ่านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
ความมั่นคงทางอาหารและนโยบายการเงิน สนับสนุนแผนงานสร้างความมั่นคงทางอาหารผ่านพื้นที่เศรษฐกิจสีเขียว และขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับสถาบันการเงินกำหนดนโยบายสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 0-2 ต่อปี สำหรับผู้ประสบภัย
ข้อเสนอต่อเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน
ในส่วนของเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนและสภาองค์กรชุมชน ได้มุ่งเน้นการพัฒนากลไกความร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชน ดำเนินภารกิจตามมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 ยกระดับกองทุนสวัสดิการชุมชนและกองทุนรักษาดินรักษาบ้านให้ครอบคลุมการจัดการภัยพิบัติ จัดทำผังตำบลผังชุมชนเพื่อรับมือภัยพิบัติ พัฒนาศักยภาพแกนนำคนรุ่นใหม่ และสร้างพื้นที่รูปธรรมในการจัดการภัยพิบัติก่อน ระหว่าง และหลังเผชิญเหตุ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสูงสุดคือ “ชุมชนเข้มแข็ง ชายแดนปลอดภัย สังคมยั่งยืน ประเทศไทยมั่นคง”
การบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาคีและท้องถิ่น
เครือข่ายฯ เสนอให้หน่วยงานภาคีเข้ามาหนุนเสริมการทำงานในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การสนับสนุนเครื่องมือตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ จาก สช. การส่งเสริมทุนการศึกษาและพื้นที่ปลอดภัยจาก กสศ. การจัดตั้ง “ศูนย์สุขภาพชุมชน” โดยสาธารณสุขจังหวัดร่วมกับ อปท. และ รพ.สต. การสนับสนุนแผนบริหารจัดการชายแดนจาก ปภ.จังหวัด การศึกษาวิจัยจากสถาบันการศึกษา การส่งเสริมพลังพลเมืองจาก กสม. การสนับสนุนจาก พอช. ตลอดจนการสร้าง “รั้วชุมชน” ร่วมกับ กอ.รมน. และ ป.ป.ส. พร้อมทั้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นกลไกหลักในการจัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการชายแดน” และขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมในระดับตำบล



















