พอช. ลงพื้นที่ “บ้านเนินสมบูรณ์” ม.12 ตำบลตาพระยา เพื่อสำรวจพื้นที่ขับเคลื่อนโครงการบ้านมั่นคงชายแดน ปี 2569 เพบความท้าทายรอบด้าน ทั้งประเด็นบ้านเรือนทรุดโทรมของกลุ่มเปราะบางและทหารผ่านศึก ประชากรหนาแน่นเกินทะเบียนราษฎร์ ปัญหาปากท้องและการว่างงานของคนรุ่นใหม่ที่ละถิ่นฐาน รวมถึงปมเร่งด่วนเรื่องเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่ป่าโคกสูงที่ยังไม่มีโฉนด มุ่งบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ ทหาร และชุมชนเพื่อสร้างทางออก
สระแก้ว/19 กันยายน 69 –สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. โดย นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. พร้อมด้วย พันเอก จิรเมธ กองแก้ว ผู้อำนวยการกองนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักนโยบายและแผนกลาโหม และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและสำรวจข้อเท็จจริง เพื่อเตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อน โครงการบ้านมั่นคงชายแดน ประจำปี 2569 เน้นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่แนวหน้า ทั้งในมิติความมั่นคง ปัญหาที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน และคุณภาพชีวิตอย่างครบวงจรณ ณ บ้านเนินสมบูรณ์ หมู่ที่ 12 ตำบลตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว
บ้านเนินสมบูรณ ถือเป็นหมู่บ้านที่มีประวัติความเป็นมาสำคัญ โดยจัดตั้งขึ้นตาม โครงการป้องกันชายแดน (ปชด.) ในอดีต ซึ่งมีหลักคิดในการสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนด้วยการคัดเลือกและรับสมัครอาสาสมัครเข้าไปจัดตั้งเป็นชุมชนใหม่ พร้อมทั้งมีการจัดสรรที่ดินในรูปแบบ 1 ไร่สำหรับเป็นพื้นที่อยู่อาศัย และ 14 ไร่สำหรับเป็นที่ดินทำกิน โดยในอดีตมีการกำหนดแปลงจัดสรรไว้ทั้งหมด 206 แปลง
จากการลงพื้นที่สำรวจและตรวจสอบข้อเท็จจริงในปัจจุบัน พบว่าสภาพการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยมีการขยายตัวของสิ่งปลูกสร้างและบ้านเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 465 หลังคาเรือน มีประชากรอยู่อาศัยหนาแน่นรวมกันประมาณ 1,200 คน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าจำนวนแปลงและบ้านเรือนที่ตรวจสอบจากบันทึกของกรมการปกครองที่มีอยู่เพียง 403 หลัง สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของชุมชนที่ต้องการการดูแลและจัดระบบใหม่อย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ ภายในชุมชนยังเป็นที่อยู่อาศัยของกำลังพลที่เป็นพลทหาร และกลุ่มผู้ผ่านศึกที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ ซึ่งบางส่วนกำลังเผชิญกับปัญหาความยากลำบาก
นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า ปัญหาหลักของบ้านเนินสมบูรณ์นอกจากมิติด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน ยังมีความซับซ้อนในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และกฎหมายที่ดิน ปัญหาอาชีพและรายได้ (ปากท้องของคนในชุมชน) ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาอาศัยภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก เช่น การทำนาปีละหนึ่งครั้งและการทำไร่ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากสภาพภูมิอากาศและราคาผลผลิต ส่งผลให้เกิดปัญหาความยากจนและขาดรายได้ที่มั่นคง นอกจากนี้ ยังพบปรากฏการณ์การละถิ่นฐานของคนรุ่นหนุ่มสาวที่ต้องเดินทางออกไปทำงานนอกหมู่บ้าน ปล่อยให้ผู้สูงอายุและเด็กเล็กต้องอาศัยอยู่ตามลำพัง กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุในพื้นที่ชายแดน ปัญหาที่อยู่อาศัยทรุดโทรม บ้านเรือนของประชาชนหลายหลังมีสภาพเก่าและทรุดโทรมอย่างหนัก โดยเฉพาะบ้านเรือนของกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และกลุ่มทหารผ่านศึก ซึ่งขาดแคลนงบประมาณและกำลังในการซ่อมแซมให้มีความมั่นคงแข็งแรง ปลอดภัยต่อการอยู่อาศัยในระยะยาว ปัญหาข้อกฎหมายและสิทธิที่ดินทำกิน ประเด็นสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาคือ สิทธิในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ดินที่กองทัพบกได้ขออนุญาตใช้ประโยชน์จากกรมป่าไม้ ภายใต้พื้นที่ที่เรียกว่า “ป่าโคกสูง” ซึ่งมีการจัดสรรให้ราษฎรอยู่อาศัยในลักษณะ 1 ไร่สำหรับปลูกบ้าน และ 14 ไร่สำหรับที่ดินทำกิน แต่จนถึงปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินอย่างเป็นทางการ ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนในระบบ หรือนำเอกสารสิทธิ์ไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาอาชีพได้อย่างเต็มที่
โครงการบ้านมั่นคงชายแดน ปี 2569 โดยจะมุ่งเน้นการหนุนเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสำรวจข้อมูลทุนชุมชน การจัดทำผังชุมชนใหม่ การหารือร่วมกับหน่วยงานทหารและกรมป่าไม้เพื่อหาแนวทางปลดล็อกปัญหาเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกิน การพัฒนาอาชีพและสร้างรายได้เสริมเพื่อลดการพึ่งพาการทำเกษตรเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียว ตลอดจนการสนับสนุนงบประมาณในการซ่อมแซมบ้านเรือนที่ทรุดโทรมให้กับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง การขับเคลื่อนโครงการบ้านมั่นคงชายแดน จะเป็นพื้นที่ต้นแบบ ของการบูรณาการงานพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของชาติเข้าด้วยกันอย่างสมดุล นำไปสู่การสร้างชุมชนชายแดนให้มีความเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ และเป็นรั้วของชาติที่มั่นคง















