คณะประสานงานเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน (คปอ.) 5 ภาค เพื่อจัดทัพและปรับขบวนขับเคลื่อนงานพัฒนาภายใต้แนวคิด “ชุมชนเป็นแกนหลัก พื้นที่ เป็นตัวตั้ง” โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารและที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมวางทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ มุ่งสร้างเวทีกลางในการถ่วงดุลอำนาจอย่างสร้างสรรค์ ผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากล่างขึ้นบน พร้อมหนุนเสริมพลังคนรุ่นใหม่คืนถิ่นเพื่อขับเคลื่อนอนาคตชุมชน
กรุงเทพมหานคร /เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569– คณะประสานงานเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน (คปอ.) 5 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อร่วมกันถกแถลงถึงหลักคิด องค์ประกอบ และแนวทางการขับเคลื่อนของขบวนองค์กรชุมชน พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนทิศทางการดำเนินงานที่สำคัญของแต่ละพื้นที่ โดยยึดหลักการให้ชุมชนเป็นแกนหลักและใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ดึงพลังจากล่างขึ้นบน เพื่อสร้างกลไกการทำงานที่ถ่วงดุลอย่างสร้างสรรค์ บนฐานวัฒนธรรมการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการเป็นพื้นที่กลางสำหรับทุกกลุ่มคน มีผู้เข้าร่วมประชุม กว่า 60 คน ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม พอช. บางกะปิ กรุงเทพฯ
นายวิเชียร พลสยม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า พอช. ได้ดำเนินงานผ่านกลไกใน 2 ส่วนหลัก ได้แก่ กลไกที่เป็นทางการ ซึ่งมีอนุกรรมการประสานงานองค์กรชุมชนจำนวน 35 คน และ 60 คน และกลไกที่ไม่เป็นทางการซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้งานในแต่ละพื้นที่ขับเคลื่อนไปได้ด้วยความคล่องตัว ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะได้นำมาทบทวนร่วมกันว่า กลไกลักษณะใดจะมีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการดำเนินงานปัจจุบัน
นายวิเชียร กล่าวต่อ ที่ผ่านมากลไกขบวนองค์กรชุมชนได้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานหลากหลายมิติ ทั้งผ่านการขับเคลื่อนในรูปแบบ “จังหวัดจัดการตนเอง” ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่การสร้างเครือข่าย 9 ภาคีอาสาสมัคร การประชุมในวันนี้จึงถือเป็นโอกาสและทิศทางอันดีในการฟื้นฟูขบวน พร้อมทั้งวางจังหวะก้าวเดินหน้าไปพร้อมกัน เพื่อให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน
เจาะลึกหลักคิด องค์ประกอบ และแนวทางการขับเคลื่อน
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ที่ปรึกษาคณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า การมี คปอ. ที่มีบทบาทและตัวตนอย่างชัดเจน ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นความพยายามในการสร้างให้ชุมชนกลายเป็นเวทีกลางที่แท้จริง แนวคิดดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานกันทั้งขบวน แต่ในอดีตอาจยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากเมื่อตัวแทนชุมชนเข้ามาทำหน้าที่แล้วมักจะมีความรู้สึกว่าโครงสร้างมีความแข็งตัว จึงทำให้แนวคิดดังกล่าวต้องสลายตัวไป เพราะไม่ต้องการให้เกิดความ rigid หรือความแข็งกระด้างในการทำงาน เท่าที่จำได้ในอช่วงเวลาที่ผ่านมา ขบวนองค์กรชุมชนหรือ คปอ. เคยทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการคัดเลือกผู้แทนเพื่อเข้าร่วมเป็นกรรมการสถาบัน ซึ่งที่มาของตัวแทนกลุ่มนี้ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและมีน้ำหนักมาก แม้จะดำเนินงานไปได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีจุดอ่อนในเรื่องของการพึ่งพาการทำงานของกองเลขานุการเป็นหลัก ทำให้รู้สึกว่ามีขั้นตอนและระเบียบพิธีการมากมาย จึงเกิดแนวคิดที่อยากจะเป็นอิสระ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อมีการดึงตัวเองออกมาจากกรอบความเป็นทางการที่เคร่งครัด ความเป็นเวทีกลางของทุกฝ่ายก็มีเพิ่มมากขึ้น และทำให้การทำงานมีชีวิตชีวามากขึ้นตามไปด้วย
นางสาวสมสุข กล่าวถึง รูปแบบการมีตัวตนในลักษณะ “กึ่งทางการ” ว่า คือการที่มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการแต่บริหารจัดการโดยขบวนองค์กรชุมชนอย่างเต็มที่ มีระเบียบและกติกาที่ชัดเจนแต่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่แต่ละฝ่ายจะตีความแตกต่างกันไปคนละทิศละทาง แต่อยากให้เป็นความจริงที่นำเนื้อหามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างตรงไปตรงมา เปิดพื้นที่ให้ผู้คนหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนหรือภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิด “คนฐานรากเป็นเจ้าของงาน” ซึ่งถือว่าสวนทางกับระบบโครงสร้างและการบริหารราชการแผ่นดินแบบเดิม แต่เราได้ประจักษ์แล้วว่า เมื่อชุมชนสามารถเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งมากขึ้น ก็จะเกิดแรงผลักดันในเรื่องต่างๆ ตามมาอย่างทรงพลัง ทั้งในวงสภาองค์กรชุมชนและวงเครือข่ายในประเด็นต่างๆ ในส่วนของ คปอ. ระดับชาติ นั้น มีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่บริหารขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศไทยให้ก้าวไปสู่การเป็น “เวทีกลางของทุกขบวน” โดยต้องไม่ติดสุขอยู่กับการทำกิจกรรมเฉพาะหน้าที่มีเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อนโดยไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ คปอ. จะต้องทำงานในลักษณะที่ทำให้เกิดเวทีกลางอย่างแท้จริง เปิดพื้นที่ให้กว้างขวาง และปรับโครงสร้างให้รองรับความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการดึงนโยบายให้ลงมาหาประชาชน ลงมาสัมผัสพื้นที่จริง และเห็นรูปธรรมที่ชุมชนปฏิบัติจริง ไม่ใช่เป็นเพียงการเรียกร้องทั่วไปที่ผลของการเรียกร้องไม่เคยเดินทางมาถึงมือประชาชนในพื้นที่
นางสาวสมสุข กล่าวต่อไปอีกว่า วง คปอ. จึงต้องเป็นวงที่ทำหน้าที่ “ออกแบบเชิงยุทธศาสตร์” ที่สร้างเนื้อหาแท้จริงจากขบวนองค์กรชุมชน นำไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง โดยไม่มุ่งเน้นเพียงเรื่องงบประมาณสนับสนุนเท่านั้น แต่ต้องมีกลยุทธ์ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับเพื่อเข้ามาปรับปรุงระบบที่มีจุดอ่อนให้กลับมาแข็งแกร่ง ซึ่งต้องเป็นการมองในภาพรวมระดับระบบ Systemic View หมายความว่า “ต้องมองเชิงโครงสร้างและเชิงระบบ ไม่มองเพียงกิจกรรมที่ทำแล้วมีความสนุกสนานเพลิดเพลินเท่านั้น” ทำงานแล้วต้องเกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่การทำงานไปเรื่อยๆ ตามวาระแล้วคาดหวังให้ผู้อื่นเข้ามาร่วมมือกับเราเท่านั้น
คปอ. ต้องเป็นวงยุทธศาสตร์ที่เป็นของชาวบ้านอย่างแท้จริง สามารถขับเคลื่อนในเชิงโครงสร้าง มีกระบวนการแทรกแซงเชิงนโยบาย และมีการนำเสนอแนวทางเชิงบริหารที่เชื่อมโยงกับผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนอย่างกว้างขวาง มีความสามารถในการเคลื่อนไหวด้วยลีลาใหม่ๆ ที่ทันต่อสถานการณ์ การมี คปอ. จะช่วยสร้างกระบวนการ “ถ่วงดุล” ที่ไม่ได้เป็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ หรือมีความเป็น “ต่อนๆ” แต่ คปอ. ต้องสร้างดุลยภาพในการประสานความหลากหลายของขบวนงานต่างๆ ให้เกิด “วัฒนธรรมของการร่วมมือ” ตั้งแต่ระดับตำบล ขยายไปจนถึงระดับจังหวัด เชื่อมโยงงานที่ทำและฐานข้อมูลเข้าด้วยกัน จนเกิดการผสมผสานและหลอมรวมพลังที่จะสามารถไปเชื่อมต่อกับระบบนโยบายระดับชาติต่อไปได้ เพราะ คปอ. คือตัวแทนของทุกขบวนองค์กรชุมชนอย่างแท้จริง นางสาวสมสุข กล่าวทิ้งท้าย
ทิศทางและข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนของ คปอ. 5 ภาค
การสร้างขบวนคนรุ่นใหม่ให้เข้มแข็ง มุ่งเน้นการสร้างพลังในการขับเคลื่อนงานของขบวนองค์กรชุมชนในประเด็นที่คนรุ่นใหม่มีความถนัดและความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงกลุ่มเด็กและเยาวชนทั้งที่อยู่ในระบบและนอกระบบการศึกษา ซึ่งถือเป็นการสร้างรากฐานพลังแกนนำใหม่ตั้งแต่เริ่มต้น ตลอดจนการหนุนเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านโครงการต่างๆ เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายสำคัญคือ “การนำลูกหลานคืนสู่ถิ่นฐาน” นำพาชุมชนไปสู่ความทันสมัยและความรุ่งเรืองในบริบทโลกปัจจุบัน เช่น การตั้งเป้าหมายสร้างคนรุ่นใหม่ให้ได้อย่างน้อย 100 คนในแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณค่าตอบแทนเพื่อให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ และมีพื้นที่สาธารณะให้ได้แสดงออกถึงความสามารถอย่างเต็มที่
การจัดทัพ คปอ. ทุกระดับให้เป็นเอกภาพ จัดระเบียบโครงสร้างของ คปอ. ในทุกระดับบนพื้นฐานความหลากหลายให้มีความเป็นเอกภาพ ตั้งแต่ระดับจังหวัด ระดับภาค จนถึงระดับชาติ โดยมีตัวแทนจากทุกเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนเข้ามาร่วมขับเคลื่อน เป็นวงที่เป็นศูนย์รวมของทุกประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร และประสานการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเสนอนโยบายเพื่อเอื้ออำนวยให้ขบวนองค์กรชุมชนสามารถปฏิบัติงานได้อย่างราบรื่น มองงานในเชิงยุทธศาสตร์ และกำหนดกลยุทธ์ที่เป็น “คานงัด” (Leverage) ในการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง
การสร้างระบบการพัฒนาคนและพัฒนางานโดยขบวนฯ ขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพคนและพัฒนางานของขบวนองค์กรชุมชนด้วยกำลังของคนในขบวนเองโดยไม่ต้องรอคอยความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐเพียงอย่างเดียว เนื่องจากทุกประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่คือเนื้อหางานจริงที่หน่วยงานภาครัฐต้องเข้ามาร่วมมือกับขบวนองค์กรชุมชนในการ “สร้างคนทำงาน สร้างคนรุ่นใหม่ และสร้างรูปธรรมพื้นที่” ยกตัวอย่างเช่น งานด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งถือเป็นการสร้างถิ่นฐานที่เป็นระบบร่วมกันในรูปแบบ Area Base โดยมีโครงการบ้านมั่นคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย พร้อมทั้งพัฒนาคนให้ก้าวขึ้นมาเป็นเสนาธิการของขบวนองค์กรชุมชน ไม่ใช่ทำหน้าที่เป็นเพียงเลขานุการที่คอยบริหารจัดการกิจกรรมหรือโครงการทั่วไป
การเปิดพื้นที่ประสานความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วน เปิดกว้างพื้นที่สำหรับการเชื่อมประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน นำจุดเด่นและความเชี่ยวชาญของแต่ละเครือข่ายมาหนุนเสริมให้ขบวนองค์กรชุมชนมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นในทุกมิติที่ส่งผลเชิงบวกต่อชุมชน ทั้งในเรื่องที่อยู่อาศัย สวัสดิการชุมชน สุขภาพ เศรษฐกิจชุมชน การจัดการภัยพิบัติ สิ่งแวดล้อม การพัฒนาคนรุ่นใหม่ และการยกระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมของประชาชนในสังคม

















