เครือข่ายชุมชนจัดการภัยพิบัติอุตรดิตถ์ ร่วมกับ พอช. จัดเวที “รู้ สู้ สร้าง แบ่งปัน ประสานมือ ฟื้นฟูพลังชีวิต สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนตำบลน้ำไคร้” โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมมอบงบประมาณโครงการบ้านมั่นคงชนบท (ภัยพิบัติ) 459 ครัวเรือน วงเงินกว่า 13.9 ล้านบาท มอบงบซ่อมบ้านผู้สูงอายุ-คนพิการ และกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกรัฐมนตรีกว่า 6 ล้านบาท เพื่อเยียวยาและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
อุตรดิตถ์/5 กันยายน 2569– เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอุตรดิตถ์ ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. และหน่วยงานภาคี จัดเวที “รู้ สู้ สร้าง แบ่งปัน ประสานมือ ฟื้นฟูพลังชีวิต สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนตำบลน้ำไคร้” โดยมี นายสันติ รังษิรุจิ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานในการเปิดงาน พร้อมด้วย นายวิเชียร พลสยม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. นางสาวรสรินทร์ ศรัณย์เกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต 2 นางสาวกริสนา พลชา พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุตรดิตถ์ นายวัลลภ หรั่งเพชร นายอำเภอน้ำปาด ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่ายพี่น้องชุมชน เข้าร่วมงานกว่า 300 คน ณ โรงเรียนบ้านนากล่ำ ตำบลน้ำไคร้ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์
นายสันติ รังษิรุจิ
นายสันติ รังษิรุจิ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า หลังจากเหตุการณ์พายุโซนร้อนผ่านพ้นไปเป็นเวลาเกือบ 11 เดือน แม้เวลาจะผ่านไปรวดเร็ว แต่ตระหนักดีว่าพี่น้องประชาชนที่รอคอยความช่วยเหลืออาจรู้สึกว่าการเยียวยาล่าช้า ตนเองซึ่งเข้ามารับตำแหน่งตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รู้สึกเศร้าใจที่ไม่สามารถช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากติดขัดเรื่องระเบียบและกฎหมายราชการ ทำให้การดำเนินการมีความล่าช้า และบางครั้งไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเต็มที่
นายสันติ กล่าวต่อ อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดยังคงพยายามติดตามแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนนหนทางและสะพาน รวมถึงการแสวงหาแหล่งเงินทุนต่างๆ เพื่อนำมาทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนกลับคืนสู่ภาวะปกติให้มากที่สุด การทำงานทั้งหลายแหล่เหล่านี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องบูรณาการร่วมกัน ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคเครือข่าย ในการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและซ่อมแซมบ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้กลับมาใกล้เคียงกับสภาพเดิมมากที่สุด
แม้ความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินจะไม่สามารถทำให้กลับคืนมาเหมือนเดิมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ทุกภาคส่วนจะร่วมกันทำทุกวิถีทางเพื่อให้ประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตในบ้านที่อบอุ่นและมีสภาพใกล้เคียงก่อนเกิดภัยให้มากที่สุด เพราะการฟื้นฟูที่แท้จริงไม่ได้มีเพียงการซ่อมแซมบ้านเรือนเท่านั้น แต่ยังต้องช่วยกันฟื้นฟูความหวังและมอบกำลังใจให้แก่กันและกัน เพื่อสร้างความมั่นคงในการดำเนินชีวิตและสร้างชุมชนตำบลน้ำไคร้ให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน นายสันติ กล่าวในตอนท้าย
นายชาญณรงค์ วงศ์สกุลภักดี
นายชาญณรงค์ วงศ์สกุลภักดี ประธานคณะทำงานโครงการบ้านมั่นคงชนบท (ภัยพิบัติ) ตำบลน้ำไคร้ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ภัยพิบัติดินสไลด์และน้ำป่าไหลหลากจากพายุบัวลอยเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ได้สร้างความเสียหายและผลกระทบอย่างหนักหน่วงต่อที่อยู่อาศัย ระบบสาธารณูปโภค และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การสร้างขวัญและกำลังใจจึงถือเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยให้พี่น้องผู้ประสบภัยสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากและมีพลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป ทางคณะทำงานงมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความยั่งยืนในการจัดการภัยพิบัติ โดยมีองค์กรชุมชนเป็นแกนหลักในการพัฒนา ผ่านทางการสร้างและยกระดับกองทุนการจัดการภัยพิบัติตำบลน้ำไคร้ให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นางสาวคูณพรวจี ปะนะที
นางสาวคูณพรวจี ปะนะที ประธานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวถึง ความสำคัญของการตระหนักรู้ร่วมกันในชุมชนเกี่ยวกับการฟื้นฟูพื้นที่ภายหลังการเกิดภัยพิบัติ คณะทำงานซึ่งนำโดยแกนนำ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พร้อมด้วยแกนสำคัญในการฟื้นฟูซึ่งก็คือตัวผู้เดือดร้อนโดยตรง ได้ร่วมกันนำเสนอความช่วยเหลือไปยัง พอช. โดยได้นำกระบวนการของโครงการบ้านมั่นคงภัยพิบัติ)มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้เดือดร้อน อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
นางสาวคูณพรวจี กล่าวต่อ ทางชุมชนยังได้มีการจัดตั้งและพัฒนกลไกการจัดการภัยพิบัติในระดับพื้นที่อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม การรับมือเมื่อเกิดภัย ไปจนถึงกระบวนการฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และสามารถลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป ชุมชนได้วางเป้าหมายที่จะพัฒนาระบบการจัดการภัยพิบัติให้มีความต่อเนื่องและครอบคลุมในทุกมิติ เริ่มตั้งแต่ระบบการเฝ้าระวังและการแจ้งเตือนภัย การจัดทำแผนและการซักซ้อมการรับมือ การพัฒนาพื้นที่ปลอดภัย การดูแลช่วยเหลือครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตภายหลังเกิดภัยพิบัติ โดยทั้งหมดนี้จะอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด
นายวิเชียร พลสยม
นายวิเชียร พลสยม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวถึง แนวทางการสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยและการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ ผ่านการขับเคลื่อน โครงการบ้านมั่นคงชนบท (ภัยพิบัติ) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างเป็นระบบ โดยมีสาระสำคัญในการขับเคลื่อน คือ การใช้ชุมชนเป็นแกนหลักในการพัฒนา ให้กระบวนการฟื้นฟูเริ่มต้นจากฐานของขบวนองค์กรชุมชน โดยให้ผู้เดือดร้อนและผู้นำท้องถิ่นเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสำรวจข้อมูล วิเคราะห์ปัญหา และร่วมออกแบบการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ของตนเอง การสนับสนุนงบประมาณและการบูรณาการ พอช. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหนุนเสริมงบประมาณ พร้อมประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมทั้งการซ่อมแซมและสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ให้มีความมั่นคงปลอดภัย การสร้างความยั่งยืนในการรับมือภัยพิบัติ มุ่งเน้นการยกระดับกองทุนบริหารจัดการภัยพิบัติ การจัดทำแผนเตรียมความพร้อม และการสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ เพื่อให้พร้อมรับมือกับความเสี่ยงและภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การบูรณาการทำงานผ่านโครงการบ้านมั่นคงภัยพิบัตินี้ ถือเป็นกลไกสำคัญในการประสานพลังระหว่างรัฐและประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงทางที่อยู่อาศัยให้กับผู้ประสบภัยอย่างยั่งยืน นายวิเชียร กล่าวทิ้งท้าย
ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ และคณะ ได้มอบงบประมาณและเงินช่วยเหลือสำคัญต่าง ๆ ดังนี้โครงการบ้านมั่นคงชนบท (ภัยพิบัติตำบลน้ำไคร้) จำนวน 459 ครัวเรือน วงเงินงบประมาณ 13,905,293 บาท บ้านผู้รับผลประโยชน์โครงการบ้านมั่นคงชนบท (ภัยพิบัติ) ครอบคลุมพื้นที่ 9 หมู่บ้าน ปรับสภาพที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุและคนพิการ: สนับสนุนโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมซ่อมแซมบ้านทั้งสิ้น 79 หลัง งบประมาณรวม 3,160,000 บาท แยกเป็นการซ่อมบ้านผู้สูงอายุ 55 หลัง (งบประมาณ 2,200,000 บาท) และซ่อมบ้านคนพิการ 24 หลัง (งบประมาณ 960,000 บาท) งบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยมี นายชื้น วันเกลี้ยง นายก อบต.น้ำไคร้ เป็นผู้รับมอบ งบประมาณกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอน้ำปาด ตำบลน้ำไคร้ หมู่ที่ 1, 2, 3, 4 และหมู่ที่ 6 รวมงบประมาณ 6,074,970 บาท พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการภายในงานเพื่อชมสรุปผลการดำเนินงานการพัฒนาที่อยู่อาศัยและการบริหารจัดการภัยพิบัติในพื้นที่
ในช่วงบ่ายได้จัด กิจกรรมสานสัมพันธ์ “รู้ สู้ สร้าง แบ่งปัน ประสานมือ ฟื้นฟูพลังชีวิต สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนตำบลน้ำไคร้” โดยทีมสร้างสุขจากตำบลพญาแมน อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ เชื่อมความสัมพันธ์ และสร้างพลังใจในการขับเคลื่อนชุมชนร่วมกัน



























