พอช. ร่วมกับ เครือข่ายองค์กรชุมชนจาก 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งภาคตะวันออกและภาคอีสาน (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด) จัดเวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การจัดการภัยพิบัติโดยองค์กรชุมชนเป็นฐานในพื้นที่วิกฤต” ระหว่างวันที่ 19-20 กันยายน 2569 ระดมสมองผู้นำชุมชน ภาครัฐ นักวิชาการ และภาคีเครือข่าย ถอดบทเรียนตั้งรับและปรับตัวต่อภัยพิบัติธรรมชาติและภัยพิบัติจากชายแดน ชูพลังท้องถิ่น เพื่อผลักดันนโยบายสาธารณะสร้างความมั่นคงและปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดน
สระแก้ว/19-20 กันยายน 69 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับ เครือข่ายองค์กรชุมชนจาก 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เครือข่ายองค์กรชุมชนกับการจัดการภัยพิบัติชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด ภาคตะวันออกและภาคอีสาน “การจัดการภัยพิบัติโดยองค์กรชุมชนเป็นฐานในพื้นที่วิกฤต” ระหว่างวันที่ 19-20 กันยายน 2569 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนติดกับประเทศกัมพูชา ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด เพื่อสร้างความตระหนักรู้ เตรียมความพร้อม และออกแบบแนวทางการรับมือกับวิกฤตการณ์ภัยพิบัติทั้งทางธรรมชาติและภัยพิบัติจากสถานการณ์ความขัดแย้งหรือสงครามที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน โดยมี นางสาวเฉลิมศรี ระดากูล รักษาการแทนผู้อำนวยการ พอช. นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ประธานคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและการจัดการที่ดิน พอช. หน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายองค์กรชุมชนกับการจัดการภัยพิบัติชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด เข้าร่วมกว่า 200 คน ณ โรงแรมอินโดจีน อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ประธานคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและการจัดการที่ดิน พอช. กล่าวถึง ทิศทางการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนชายแดนไทย ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันและความเข้มแข็งให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนทั่วประเทศ โดยระบุว่าที่ผ่านมา ชุมชนตามแนวชายแดนไทยทั้งด้านประเทศกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และมาเลเซีย มักเผชิญกับภาวะความเปราะบางและความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งหรือภัยพิบัติ จนต้องอพยพหลบภัยและรอคอยความช่วยเหลืออยู่เสมอ ถึงเวลาแล้วที่ชุมชนจะต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนผ่านจากการเป็น “เหยื่อที่อ่อนแอ” สู่การเป็น “กองกำลังชุมชน” ที่มีความรู้ มีการจัดการ และมีความพร้อมในการบริหารจัดการตนเองอย่างยศฐาบรรดาศักดิ์
นางสาวสมสุข กล่าวว่า บริบทความท้าทายตามแนวชายแดน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 26 จังหวัด 94 อำเภอ 225 ตำบล และกว่า 700 ชุมชน มีครัวเรือนรวมกันกว่า 250,000 ครอบครัว ที่ผ่านมายังขาดนโยบายรัฐที่ชัดเจนในการพัฒนาพื้นที่ตะเข็บชายแดนเหล่านี้อย่างเป็นระบบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้หารือร่วมกับฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงมหาดไทย จนได้ข้อสรุปและรับ “ไฟเขียว” ในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างฝ่ายพัฒนาและฝ่ายความมั่นคงเข้าด้วยกัน เพื่อขับเคลื่อนโครงการพัฒนาชุมชนชายแดนให้เป็นรูปธรรม โดยจะเริ่มดำเนินงานใน 5 พื้นที่นำร่อง เพื่อสร้างเป็นโมเดลต้นแบบก่อนขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ
นางสาวสมสุข กล่าวต่อ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชุมชนชายแดนเข้มแข็ง มุ่งเน้นการดำเนินงานบน 3 ประเด็นหลัก สำคัญ ได้แก่ 1.การปรับเปลี่ยนเป็นชุมชนชายแดนที่มีถิ่นฐานมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดี พัฒนาพื้นที่ให้มีความมั่นคงในด้านที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ชุมชนต้องมีความเข้มแข็ง มีรายได้ และสามารถจัดการตนเองได้ ซึ่งจะช่วยป้องกันการแทรกซึมจากภายนอกและปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือภัยสีเทาตามแนวชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.การมีส่วนร่วมในการป้องกันและจัดการความมั่นคงร่วมกับหน่วยงานรัฐ ชุมชนต้องมีความพร้อม มีการฝึกฝนและเตรียมแผนรองรับทั้งในยามปกติและยามวิกฤต มีระบบการข่าวภาคประชาชน และสามารถประสานงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง (ทหาร ตำรวจ) ได้อย่างกลมกลืน 3.การสร้างโอกาสการพัฒนาตามบริบทชายแดน ใช้ประโยชน์จากความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม ภาษา และความสัมพันธ์อันดีกับประชาชนประเทศเพื่อนบ้าน ในการสร้างมิตรภาพ การค้าชายแดน และการเชื่อมโยงการพัฒนาในมิติต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
กระบวนการทำงานใน 5 พื้นที่นำร่องว่า จะต้องทำหน้าที่เป็น “ห้องทดลองและแหล่งสร้างความรู้” ของขบวนองค์กรชุมชน โดยไม่ต้องพึ่งพาตำราจากมหาวิทยาลัย แต่เกิดจากการปฏิบัติจริงของประชาชน ผ่านกระบวนการสำรวจทุนชุมชน (ทั้งทุนคน ทุนทรัพยากร ทุนความรู้ และทุนความสัมพันธ์) การจัดวางผังชุมชนใหม่ (Community Layout) ที่มีการจัดการป่าชุมชน แหล่งน้ำ พื้นที่เกษตร และเขตที่อยู่อาศัยร่วมกันอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ทาง พอช. ได้เตรียม “งบกลางพิเศษนอกกรอบ” ไว้สนับสนุนให้ 5 พื้นที่นำร่องสามารถคิดค้น ทดลอง และสร้างสรรค์แนวทางการทำงานใหม่ๆ ได้อย่างเต็มที่ โดยเน้นย้ำเรื่อง “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” หากพื้นที่ใดมีความพร้อมและตั้งใจจริง ก็จะสามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมและดึงดูดความสนใจจากสังคมวงกว้างได้ นางสาวสมสุข กล่าว
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่คือ “การดึงคนรุ่นใหม่ (ลูกหลาน) กลับคืนถิ่น” เพื่อนำมันสมองและพลังความสดใหม่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนชุมชน เนื่องจากปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่ชายแดนประกอบด้วยผู้สูงอายุและเด็ก การสร้างพื้นที่การทำงานและการจัดสรรงบประมาณเพื่อจ้างงานคนรุ่นใหม่ให้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดจึงเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่ ควบคู่ไปกับการดึงศักยภาพของผู้สูงอายุและพลังของผู้หญิงในชุมชนที่มีความละเอียดรอบคอบ ประนีประนอม และเก่งในการบริหารจัดการ มาหลอมรวมเป็นพลังขับเคลื่อนชุมชน เชื่อมั่นว่าไม่มีสิ่งใดที่ประชาชนไทยทำไม่ได้ หากมีความกล้าที่จะคิดใหญ่และร่วมมือกันอย่างจริงจัง ภายใต้การสนับสนุนอย่างเต็มที่จากทุกภาคส่วน โครงการนำร่องในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างมาตรฐานใหม่ และผลักดันให้เกิด “นโยบายแห่งรัฐ” ว่าด้วยการพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนชายแดน นำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศไทยในระยะยาว นางสาวสมสุข กล่าวในตอนท้าย
นางสาวเฉลิมศรี ระดากูล รักษาการแทนผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า ทุกปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องยากลำบากเพียงใด หากชุมชนมี “คนทำงาน” ที่เข้มแข็ง มีความพร้อม และลุกขึ้นมาขับเคลื่อนร่วมกัน ปัญหานั้นย่อมไม่ใช่เรื่องยากที่จะแก้ไข คำถามสำคัญคือ เราจะปลุกพลังคนในตำบลให้ลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของปัญหาร่วมกัน เป็นเจ้าภาพร่วมกัน และช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้อย่างไร การสร้างความเข้มแข็งเริ่มต้นจากการพัฒนาคนและการรวมกลุ่ม ในแต่ละหมู่บ้านควรมีแกนนำขับเคลื่อนอย่างน้อยหมู่บ้านละ 10 คน เพื่อทำหน้าที่ดูแลครอบคลุมทุกมิติ เช่น การจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ด้อยโอกาสในหมู่บ้านว่ามีจำนวนเท่าใด โซนหรือกลุ่มย่อยไหนดูแลรับผิดชอบใคร หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินหรือวิกฤตเฉพาะหน้าขึ้น ชุดทำงานเหล่านี้จะสามารถเข้ามารับไม้ต่อและจัดการได้อย่างทันท่วงที รู้เส้นทางอพยพ รู้การบริหารจัดการความช่วยเหลือ หากชุมชนมีข้อมูลที่แม่นยำอยู่ในมือ การรับมือและการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ย่อมมีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างแน่นอน
ในมิติทางเศรษฐกิจ หากไม่มีปัญหาเรื่องความเดือดร้อนปากท้อง ชุมชนก็จะมีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น ชาวบ้านจะมีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง สามารถปลดหนี้สิน และยกระดับศักยภาพของตนเองได้ องค์กรชุมชนจึงต้องรวมกลุ่มรวมก้อนกันให้แน่นแฟ้น จะต่างคนต่างอยู่ไม่ได้ จำเป็นต้องประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องที่ และภาคีพัฒนาทุกภาคส่วน นางสาวเฉลิมศรี กล่าว
“โจทย์ที่ท้าทายของพี่น้องที่เรามาคุยกันวันนี้ เราพร้อมไหมจากสิ่งที่เราคุยกันเมื่อเช้า เราพร้อมไหม… พร้อมไหมคะ?” ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมได้ตอบรับด้วยเสียงอันดังพร้อมเพรียงกันว่า “พร้อมค่ะ!” เสียงตอบรับดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและพลังของประชาชนที่พร้อมจะกำหนดอนาคตของตนเอง โดย “ชุมชนเข้มแข็งอยู่ในมือเรา” พอช. เป็นเพียงหน่วยงานส่วนหนึ่งที่เข้ามาสนับสนุนและจัดกระบวนการให้พี่น้องได้ลุกขึ้นมาร่วมมือกัน แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ความพร้อมของพี่น้องประชาชนที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าร่วมกัน นางสาวเฉลิมศรี กล่าวทิ้งท้าย
นายวันชัย เพ็ชรสิน ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของการมารวมตัวกันของพวกเราทุกท่านในวันนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อจัดเวทีเทียบถ่ายอุปกรณ์และเครื่องมือของชุมชน ในการจัดการภัยพิบัติครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 7 จังหวัดชายแดน โดยได้สรุปกรอบแนวคิดและวัตถุประสงค์การดำเนินงานออกเป็น 3 ประเด็นหลักที่ชัดเจนและครอบคลุมทุกมิติ คือ การสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการเตรียมพร้อมอย่างมืออาชีพ มุ่งเน้นการสร้างความรู้และความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยพิบัติที่ผ่านมา ตลอดจนการประเมินความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนและผู้นำชุมชนจากพื้นที่ต่างๆ ได้นำบทเรียน ประสบการณ์ และแนวทางการรับมือภัยพิบัติที่เคยปฏิบัติจริงมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อนำไปสู่การเตรียมความพร้อม การปรับตัว และการบริหารจัดการสถานการณ์ในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมืออาชีพ การสร้างพลังและการเชื่อมโยงภาคีเครือข่าย มุ่งเน้นการสร้างพลังความเข้มแข็งและการเชื่อมโยงเครือข่ายขององค์กรชุมชนเข้ากับหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการภัยพิบัติ ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การจัดทำข้อเสนอจากพื้นที่อิงตามประสบการณ์และความร่วมมือที่ผ่านมา ตลอดจนการเปิดช่องทางให้ชุมชนสามารถเข้าถึงทรัพยากร งบประมาณ และแผนงานสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างราบรื่นและทั่วถึง การสังเคราะห์บทเรียนและขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบาย มุ่งเน้นการร่วมกันสังเคราะห์บทเรียนองค์ความรู้ และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายที่กลั่นกรองมาจากการปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่ ระดับภูมิภาค และยกระดับสู่ระดับชาติ ข้อเสนอเหล่านี้จะต้องสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของชุมชน เพื่อนำไปขับเคลื่อนและออกแบบระบบการจัดการภาวะวิกฤตที่มีการส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง นำไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
จากบทเรียนความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ทำให้ พอช. และเครือข่ายองค์กรชุมชน ได้ร่วมกันถอดบทเรียนผ่านโครงการดังกล่าวในพื้นที่ 31 ตำบล 11 อำเภอ 7 จังหวัด โดยดำเนินงานผ่าน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน ระยะต่อเนื่อง และระยะฟื้นฟูเยียวยา ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ความมั่นคงไม่อาจแยกออกจากเศรษฐกิจและสังคมได้” จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนระบบจากการจัดการปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่ “การจัดการเชิงระบบและเชิงพื้นที่”
























