พอช. จัดเวทีสรุปบทเรียนการดำเนินงานโครงการเสริมสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ประจำปี 2569 ออกแบบแนวทางปี 2570 มุ่งเน้นการสร้างชุมชนเข้มแข็งเต็มพื้นที่ประเทศไทยผ่าน 9 ทิศทางหลัก ครอบคลุมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยดึงบทเรียนรูปธรรมจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ มาบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย “ชุมชนจัดการตนเอง” อย่างยั่งยืน ท่ามกลางวิกฤตโครงสร้างประชากรและภัยพิบัติที่ท้าทายในปัจจุบัน
กรุงเทพฯ/16 กันยายน 2569– สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)หรือ พอช. จัดเวทีสรุปบทเรียนการดำเนินงานโครงการเสริมสร้างระบบนิเวศชุมชนท้องถิ่น (Ecosystem) ประจำปี 2569 ออกแบบแนวทางและทิศทางการดำเนินโครงการ Ecosystem ประจำปี 2570 เพื่อร่วมกันทบทวนประสบการณ์ ความสำเร็จ และอุปสรรคจากการทำงานในพื้นที่ที่ผ่านมา พร้อมทั้งสังเคราะห์บทเรียนและวางแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานในอนาคตให้มีความเข้มแข็งและสอดคล้องกับบริบทความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย โดยมีผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนจากทั่วประเทศเข้าร่วม กว่า 80 คน ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) บางกะปิ กรุงเทพฯ
นายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า เนื่องจากการดำเนินงานที่ผ่านมาเกิดพัฒนาการและผลที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่อย่างชัดเจน จึงควรนำประสบการณ์และกระบวนการทำงานมาทบทวนร่วมกัน เพื่อออกแบบการดำเนินงานในปีต่อไปให้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งต่อขบวนองค์กรชุมชนและระบบการทำงานในพื้นที่ เชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น และขยายผลไปสู่พื้นที่เพิ่มเติม รวมถึงรวบรวมปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดจากการดำเนินงาน เพื่อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการร่วมกันหาแนวทางแก้ไข พร้อมกันนี้ ยังได้เชิญชวนผู้เข้าร่วมเวทีร่วมออกแบบโครงการเตรียมความพร้อมขององค์กรชุมชนต่อการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยร่วมกำหนดตัวชี้วัดและกระบวนการดำเนินงานให้ตอบสนองต่อบริบทพื้นที่ มีระบบเชื่อมโยงการทำงานสู่ระดับจังหวัด และสามารถขยายผลไปสู่การรับมือในระดับประเทศ ซึ่งทั้งสองโครงการมีความเชื่อมโยงกันในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นายวิชัย กล่าวต่อ สำหรับทิศทางการขับเคลื่อนงานของ พอช. ปี 2570 มีเป้าหมายหลักคือ “มุ่งสร้างชุมชนเข้มแข็งเต็มพื้นที่ประเทศไทย” โดยกำหนดทิศทางสำคัญ 9 ประการ ได้แก่ 1. การขับเคลื่อนงานโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง สู่จังหวัดจัดการตนเอง 2. การพัฒนาความเข้มแข็งของสภาองค์กรชุมชนให้เป็นพื้นที่กลางในการจัดทำแผนพัฒนา 3. การพัฒนาและยกระดับกองทุนสวัสดิการชุมชนให้เป็นกองทุนกลางจัดสวัสดิการสังคม ขยายฐานสมาชิกให้ได้ 10 ล้านคน 4. การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยทั้งในเมืองและชนบท 5. การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและจัดตั้งบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม (SE) 6. การเตรียมความพร้อมของชุมชนในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการภัยพิบัติ 7. การพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนและคนรุ่นใหม่ 8. การศึกษาและปรับปรุงระบบบริหารจัดการและโครงสร้างของ พอช. ให้มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และทันสมัย และ 9. การฟื้นฟูกลไกคณะประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชน (คปอ.) ด้านโครงการและงบประมาณอุดหนุนประจำปีงบประมาณ 2570 มีวงเงินรวม 1,396,385,200 บาท โดยโครงการเสริมสร้างระบบนิเวศ (Eco-system) ได้รับจัดสรรงบประมาณ 37,416,600 บาท เป้าหมาย 100 ตำบล และโครงการเตรียมความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำนวน 25,646,500 บาท เป้าหมาย 100 ตำบล
นายวิริยะ แต้มแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า ให้มองงบประมาณเป็น “จุดเชื่อมและกระตุ้น” การทำงานไม่ควรยึดติดกับกรอบวงเงินงบประมาณ แต่ควรใช้เม็ดเงินและโครงการเป็นเครื่องมือหรือโอกาสในการกระตุ้นให้เกิดการขับเคลื่อนในพื้นที่ สร้าง “พื้นที่กลาง” สำหรับพัฒนาภูมินิเวศ และเชื่อมโยงภารกิจต่างๆ ขององค์กรเข้าด้วยกัน ผสานมิติสิ่งแวดล้อมเข้ากับปากท้อง การดูแลทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมต้องเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวที่ตอบโจทย์การดำรงชีวิตและการทำมาหากินของคนในชุมชนควบคู่กันไป ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากที่เกื้อหนุนธรรมชาติ ส่งเสริมกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำ (การผลิต) กลางน้ำ (การแปรรูป) จนถึงปลายน้ำ (การจำหน่าย) เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจชุมชนเติบโตไปพร้อมกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ใช้กลไกพื้นที่และสภาองค์กรชุมชน สนับสนุนพื้นที่ที่มีความพร้อมให้เป็น “Eco Model” โดยอาศัยทุนทางสังคมและความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย พร้อมให้ สภาองค์กรชุมชน ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการหนุนเสริม สร้างความต่อเนื่องในระดับระบบและกลไก: ความท้าทายสำคัญคือการขยายผลรูปธรรมไปสู่การฟื้นฟูกลุ่มอาชีพ การพัฒนากลไกสภาองค์กรชุมชน และงานสวัสดิการชุมชน เพื่อให้ระบบของชุมชนมีชีวิตและขับเคลื่อนต่อได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดอยู่แค่การจบโครงการ
นายทองใบ สิงสีทา นักปฏิบัติการชุมชนชำนาญการพิเศษ กล่าวว่า เป้าหมายโครงการฯมุ่งให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถรับมือกับวิกฤตประชากร นำไปสู่ความมั่นคงของมนุษย์และความเข้มแข็งของชุมชน โดยให้ชุมชนร่วมวิเคราะห์สถานการณ์และกำหนดแนวทางพัฒนาของตนเอง ยกระดับคุณภาพชีวิตใน 5 มิติ ได้แก่ ความเป็นอยู่ดี เศรษฐกิจดี สุขภาพดี การศึกษาดี และการเข้าถึงระบบสวัสดิการ ทั้งนี้ โครงการกำหนดเป้าหมายให้ตำบลจำนวน 125 ตำบล มีระบบนิเวศที่เหมาะสม เป็นชุมชนที่น่าอยู่สำหรับคนทุกช่วงวัย (Community for All) และพัฒนาตำบลต้นแบบชุมชนเข้มแข็งรวม 508 ตำบล (ขยายผลพื้นที่ใหม่ 231 ตำบล และติดตามพื้นที่เดิม 277 ตำบล) พร้อมดำเนินกิจกรรมสำคัญ 4 ด้าน ทั้งการสนับสนุนตำบลเป้าหมาย การพัฒนาตำบลต้นแบบ การสนับสนุนกลไกขับเคลื่อน 53 จังหวัด และการขับเคลื่อนขบวนองค์กรชุมชนระดับจังหวัด กลุ่มจังหวัด และภาค
บทเรียนการดำเนินงานจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ
นายสาคร สงมา ตัวแทนภาคเหนือ กล่าวถึง บทเรียนการขับเคลื่อนใน 34 ตำบล โดยให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเปราะบางของประชากรสูงวัย และเทคโนโลยี เกิดพื้นที่รูปธรรม เช่น การใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ในจังหวัดเชียงใหม่ ระบบสุขภาวะในจังหวัดพะเยา และเครือข่ายจัดการภัยพิบัติลุ่มน้ำเมย จังหวัดตาก สำหรับทิศทางปี 2570 ได้ยกร่างการจัดระบบชุมชนรองรับการเปลี่ยนแปลงใน 5 มิติ
นายธนาธร พานทอง ตัวแทนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวถึง กระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดย นางกชพร คันธะเสน ได้นำเสนอความสำเร็จของตำบลหนองนาง จังหวัดหนองคาย ผ่านโครงการอบรม “หมอน้อย” และโครงการ “พี่สอนน้อง” ขณะที่ นายเหมราช สุดาชาติ นำเสนอบทเรียนจังหวัดศรีสะเกษในการแก้ปัญหาภัยแล้งผ่านองค์กรผู้ใช้น้ำ ขอรับงบประมาณภายนอกกว่า 21 ล้านบาท ดูแลป่าชุมชนกว่า 5,000 ไร่ จนได้รับรางวัลโลกสีเขียว พร้อมจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังภัยพิบัติชายแดนและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
นายวิบูรณ์ สุขสวัสดิ์ ตัวแทนภาคใต้ กล่าวถึง ผลการดำเนินงานใน 30 ตำบล/เทศบาล ใช้งบประมาณ 3.6 ล้านบาท ครอบคลุมผลงาน 4 มิติ ได้แก่ การพัฒนาอาชีพให้ประชาชน 3,976 คน มีรายได้เสริมเพิ่มขึ้น 1,000–3,000 บาทต่อเดือน การดูแลกลุ่มเปราะบางกว่า 410 คน การฟื้นฟูป่าชุมชน 3,692 ไร่ และการผลักดันธรรมนูญชุมชน นอกจากนี้ นายสายันต์ ทองสม ยังได้นำเสนอบทเรียนจังหวัดตรังในตำบลละมอ กับความสำเร็จของระบบประปาภูเขาที่ช่วยลดรายจ่ายครัวเรือนและสร้างกองทุนพัฒนาชุมชน รวมถึงตำบลกระดังงา อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ที่ใช้วิถี “โหนด–นา–เล” และตำบลแม่ทอม อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา กับโครงการ “ปิ่นโตร้อยสาย” และส้มโอหอม GI
นายสมชาย แข็งบุญ ตัวแทนภาคกลางและตะวันตก กล่าวถึง นำเสนอบทเรียนการขับเคลื่อนผ่านกลไก 3 ระดับ โดยมีพื้นที่รูปธรรมสำคัญคือ ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ชุมชนชาติพันธุ์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ที่ใช้ธรรมนูญชุมชน 47 ข้อ ภายใต้วิสัยทัศน์ “สร้างระบบนิเวศที่คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ และสัตว์ป่าอยู่ได้” รวมถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ขับเคลื่อนการรับมือภัยพิบัติใน 4 ตำบลร่วมกับบริษัทเนสเล่และผู้นำท้องถิ่น
นายสถาพร เหล่าสีงา ตัวแทนภาคกรุงเทพฯ ปริมณฑล และตะวันออก กล่าวถึงภาพรวมใน 13 จังหวัด 25 ตำบล ภายใต้แนวทาง “5 ดี วิถีเมือง–บูรพา” พร้อมด้วย นางรพีพรรณ ศักดามินทร์ ผู้แทนจังหวัดสมุทรปราการ ที่นำเสนอความสำเร็จของเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพรายในการฟื้นฟูคลองบางฝ้าย และตำบลคลองด่านกับการพัฒนา “ซูเปอร์มาร์เก็ตชุมชน” และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งการลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่าง 31 องค์กรเพื่อขับเคลื่อน “5 ดี สมุทรปราการ เมืองสุขภาพดี”
พอช. มีแผนที่จะขยายการขับเคลื่อนงานโครงการ Ecosystem ไปสู่พื้นที่ใหม่จำนวน 100 ตำบลในปี 2570 โดยนำบทเรียนและความสำเร็จทั้งหมดมาเป็นฐานในการพัฒนา เพื่อให้ขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศสามารถบริหารจัดการตนเอง กำหนดทิศทางการพัฒนาในระยะยาว และสร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชนท้องถิ่น



















