Page 189 - สานต่อความคิดบัณฑร_29-1-63
P. 189
สานต่อความคิด บัณฑร อ่อนดำา • 189
ที่อยู่ในใจกลางของประเทศก็จับปลานำ้าจืดตามคูคลองหนองบึง แม่นำ้าและทุ่งนา
ตอนนำ้าท่วม
วัสดุสำาหรับก่อสร้างและเป็นเชื้อเพลิงรวมทั้งฟืนก็หาเก็บรวบรวมจาก
ป่า เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เครื่องมือต่างๆ เครื่องมือการเกษตร เกวียน เรือ และ
สิ่งของต่างๆ ที่จำาเป็นซึ่งมิใช่อาหารของชาวบ้านนั้น ทุกครัวเรือนจะผลิตใช้เอง
หรือไม่ก็มีช่างหมู่บ้านเป็นผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ที่ช่างหมู่บ้านผลิตได้นั้นจะนำาไปแลก
ข้าวมากิน ถือว่าเป็นการนำาผลิตภัณฑ์ไปแลกสินค้าส่วนเกินของเกษตรกรมากิน
นั่นเอง ในสมัยโบราณ แต่ละหมู่บ้านจะทำาการผลิตข้าวและผลิตของจำาเป็นอื่นๆ
พอกินพอใช้ไม่ต้องอาศัยบ้านอื่น นอกจากการถูกเกณฑ์แรงงานไปทำางานให้แก่
รัฐแล้ว เกษตรกรก็นำาข้าวซึ่งเป็นสินค้าส่วนเกินจำานวนไม่มากนักเสียภาษีให้แก่
กษัตริย์และขุนนาง
ในสมัยอาณาจักรสุโขทัย ก็ได้มีการสร้างระบบการชลประทานขึ้น
ดังที่กล่าวไว้ในศิลาจารึกของสมัยสุโขทัย ปรากฏว่า เมืองสุโขทัยมีความต้องการ
ข้าวมากขึ้น เนื่องจากเมืองสุโขทัยได้กลายเป็นศูนย์การค้าที่ใหญ่ขึ้น หลักจาก
พ่อขุนรามคำาแหงมหาราชทรงยกเลิกภาษีขาเข้าทุกอย่าง เมื่อพระองค์เสด็จ
สวรรคตแล้วได้มีการเรียกเก็บภาษีขาเข้ากันใหม่ และมีการนำาระบบทาสเข้ามา
ใช้อีกอาณาจักรสุโขทัยจึงต้องประสบกับความยุ่งยาก และในไม่ช้าก็ต้องถูกผนวก
เข้ากับอาณาจักรอยุธยา
ในสมัยอยุธยา มีการรวมอำานาจไว้ ณ ส่วนกลางอย่างมาก การแบ่งลำาดับ
ชั้นทางสังคมจึงเพิ่มขึ้น ในระยะประมาณ 400 ปีของอาณาจักรอยุธยา ปรากฏว่า
อยุธยาต้องทำาสงครามกับรัฐไทยอื่นๆ จักรวรรดิอังกอร์ (เขมร) และพม่าอยู่เสมอ
ส่วนรัฐไทยอื่นๆ นับตั้งแต่ตอนต้นอาณาจักรเชียงแสนมาจนถึงกลางศตวรรษ
ที่ 19 บางครั้งก็ถูกประเทศเพื่อนบ้านที่มีกำาลังมากกว่ารุกราน บางครั้งก็เป็นฝ่าย
เริ่มรุกรานโต้ตอบประเทศเพื่อนบ้าน ชัยชนะในสงครามแต่ละครั้งทำาให้ฝ่ายแพ้
ถูกกวาดต้อนไปส่วนมากได้แก่ เกษตรกร สงครามทำาให้ชนบทของฝ่ายแพ้ต้อง
สูญเสียประชากรไปเป็นจำานวนมาก เพื่อไปเป็นทาสของฝ่ายชนะ

