จังหวัดนครศรีธรรมราช ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “มหานครสีเขียว” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการ “พลิกขยะเป็นทรัพยากร สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยนวัตกรรมปุ๋ยชีวภาพไร้อากาศ” พอช. มหาวิทยาลัยทักษิณ อบจ.นครศรีธรรมราช และเครือข่ายองค์กรชุมชน ชูนวัตกรรมถังย่อยขยะอินทรีย์แบบไร้อากาศจากงานวิจัย วช. นำร่อง 21 ตำบล 300 ครัวเรือน เปลี่ยนเศษอาหารเป็นปุ๋ยชีวภาพไร้กลิ่น ลดต้นทุนการเกษตร พร้อมถอดบทเรียนกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลแม่เจ้าอยู่หัว สร้างธนาคารขยะลดงบกำจัดขยะได้ปีละครึ่งล้าน ตั้งเป้าขยายผลสร้างวิสาหกิจเพื่อสังคมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั่วทั้งจังหวัด
นครศรีธรรมราช/ 21 มิถุนายน 2569 – สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยทักษิณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กองทุนสวัสดิการชุมชน และเครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วทั้งจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดเวทีเวทีสัมมนา “พลิกขยะเป็นทรัพยากร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยนวัตกรรมปุ๋ยชีวภาพไร้อากาศ” ประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนนโยบายสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจฐานรากสู่การเป็น “มหานครสีเขียว” อย่างเป็นรูปธรรม ร่วมกันประกาศจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปทางสังคม มุ่งปรับเปลี่ยนทัศนคติของสาธารณชนจากการมองว่า “ขยะ” คือภาระและปัญหาสังคม ให้กลายเป็นการมองว่า “ขยะคือทรัพยากร” ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สามารถนำมาสร้างคุณค่า สร้างรายได้เสริม และสร้างความเข้มแข็งสวัสดิการให้กับชุมชนได้ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คน ณ โรงแรมเกียรตินคร อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช
ปัจจุบัน จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นจังหวัดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 1,500,000 คน ส่งผลให้มีปริมาณขยะมูลฝอยเกิดขึ้นเฉลี่ยสูงถึงวันละ 1,500–1,800 ตัน สถิติที่น่าสนใจ คือกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณขยะทั้งหมดเป็นขยะอินทรีย์หรือขยะเปียกที่เกิดขึ้นจากครัวเรือนและการประกอบอาหารในแต่ละวัน ซึ่งระบบการจัดการในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาการขนส่งไปกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบ ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทั้งปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นรบกวนชุมชน ปัญหาน้ำชะขยะไหลซึมลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศอันเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน ตลอดจนภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายของส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการขยะที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี วิกฤตการณ์นี้จึงได้กลายเป็นความท้าทายสำคัญต่อสุขภาวะ คุณภาพชีวิตของประชาชน และขีดความสามารถในการพัฒนาท้องถิ่นระยะยาว ซึ่งทุกภาคส่วนต่างยอมรับตรงกันว่า ปัญหาขยะไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการพึ่งพาหน่วยงานภาครัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป หากแต่ต้องอาศัยการจัดระเบียบและสร้างส่วนร่วมจากประชาชนในฐานะ “ผู้สร้างขยะตั้งแต่ต้นทาง”
หัวใจหลักที่จะนำมาใช้ขับเคลื่อนปัญหาขยะในโครงการนี้ คือการนำเอาผลงานวิจัยและเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริงมาปรับใช้ในระดับครัวเรือน โดยเป็นการนำนวัตกรรมการจัดการขยะของมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ซึ่งวิจัยและพัฒนาโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิรมล จันทรชาติ อาจารย์ประจำหลักสูตรวิชาเอกวิศวกรรมปิโตรเคมี และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการขยะด้วยนวัตกรรมผลิตปุ๋ยชีวภาพแบบไร้อากาศสู่การอนุรักษ์วิถีโหนดนาเล ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) คาบสมุทรสทิงพระ ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ซึ่งผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณโครงการวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
นายวิริยะ แต้มแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวถึง วาทกรรมสำคัญที่ชุมชนต้องตระหนักคือ “ขยะเป็นของทุกคน” ไม่ใช่เป็นเพียงภาระหน้าที่ของเทศบาลหรือ อบต. เท่านั้น วิกฤตขยะในวันนี้ควรถูกมองให้เป็นโอกาสในการสร้างรายได้ การจัดสวัสดิการชุมชน และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมๆ กัน โมเดลที่ พอช. กำลังขับเคลื่อนร่วมกับภาคีในขณะนี้ คือการเชื่อมโยงขยะเปียกและขยะแห้งจากห้องครัวเข้าสู่กองทุนสวัสดิการชุมชน เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและผลักดันขับเคลื่อนจังหวัดนครศรีธรรมราชให้เป็นเมืองสีเขียวอย่างแท้จริง แนวทางนี้ถือเป็นการปรับเปลี่ยนบทบาทค่านิยมจากการที่ชาวบ้านคอยพึ่งพาหรือรอคอยการบริการจากภาครัฐ มาเป็นการที่ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการข้อจำกัดด้วยศักยภาพของตนเองอย่างยั่งยืน
นายวิริยะ กล่าวต่อ ปัจจุบันโครงการดังกล่าวมีพื้นที่นำร่องเปิดรับสมัครเข้าร่วมแล้วรวม 21 ตำบล ครอบคลุมจำนวน 300 ครัวเรือนต้นแบบ จากเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน กองทุนสวัสดิการชุมชน และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในหลายอำเภอทั่วจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยตั้งเป้าหมายระยะแรกในการลดปริมาณขยะอินทรีย์ในพื้นที่นำร่องให้เห็นผลเป็นรูปธรรม พร้อมสร้างศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจหมุนเวียนที่สามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นได้ในอนาคต จากการดำเนินงานนำร่องที่ผ่านมา พอช. มีแผนงานและเป้าหมายที่จะขยายผลสัมฤทธิ์จาก 20 กว่าตำบลนี้ไปให้ครอบคลุมในทุกตำบลของจังหวัดนครศรีธรรมราช และผลักดันยกระดับเรื่องนี้ให้กลายเป็น “วาระสาธารณะระดับจังหวัด” ภายใต้สโลแกน “ใช้ขยะเป็นเครื่องมือ ส่งนโยบายไปที่จังหวัด เป็นเมืองสีเขียว ขยะเป็นปัญหาโลกแตก แต่นครกล้าทำ” โดยในอนาคตอันใกล้จะทำการยกระดับกลุ่มจัดการขยะเหล่านี้ไปสู่การจดทะเบียนเป็น “วิสาหกิจเพื่อสังคม” (Social Enterprise: SE) และวิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างระบบธุรกิจชุมชนที่โปร่งใส นำรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีกลับคืนสู่คนในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
ผศ.ดร.นิรมล จันทรชาติ มหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการจัดการขยะในระดับชุมชนให้ประสบความสำเร็จคือ “นวัตกรรมที่เหมาะสม” ต้องมีความสอดคล้องกับวิถีชีวิต มีรูปแบบไม่ซับซ้อน ใช้งานง่าย และที่สำคัญต้องช่วยเพิ่มรายได้หรือลดรายจ่ายให้กับชุมชนได้จริง นวัตกรรม “ถังย่อยขยะอินทรีย์แบบไร้อากาศ” นี้ ออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เปลี่ยนเศษอาหาร เศษผัก ผลไม้ และวัสดุอินทรีย์ต่างๆ จากห้องครัว ให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพชนิดแห้งและน้ำหมักชีวภาพสูตรเข้มข้น ซึ่งมีผลงานวิจัยรองรับประสิทธิภาพอย่างชัดเจนว่า สามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ในแปลงเกษตรกรรมและการปลูกพืชผักสวนครัวปลอดภัยเพื่อการบริโภค ช่วยลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตรจากการใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีได้อย่างมีนัยสำคัญ จุดเด่นของนวัตกรรมถังหมักไร้อากาศนี้คือ มีกระบวนการย่อยสลายที่สมบูรณ์ทำให้ไม่มีกลิ่นเหม็นรบกวน ตัวถังมีความทนทานสูง มีต้นทุนราคาถูก และถูกออกแบบให้มีขนาดกะทัดรัด เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับชุมชนเมืองหรือครัวเรือนที่มีพื้นที่จำกัด ช่วยลดปริมาณขยะเปียกที่จะต้องถูกส่งต่อไปยังบ่อฝังกลบได้อย่างมหาศาล
นางเสาวลักษณ์ ปรปักษ์พ่าย ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาองค์ความรู้และสื่อสารองค์กร พอช. กล่าวว่า พอช. และ วช. ได้จับมือร่วมกันทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเพื่อผลักดันการนำงานวิจัยและนวัตกรรมสร้างสรรค์ที่พร้อมใช้งาน ลงไปสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ชุมชน เพื่อตอบสนองและแก้ไขปัญหาให้ตรงกับความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะประเด็นการบริหารจัดการขยะซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการพัฒนาสภาวะแวดล้อมและคุณภาพชีวิต “หากทุกครัวเรือนร่วมมือกันอย่างจริงจังและต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 1 ปี ขยะอินทรีย์ในครัวเรือนจะลดปริมาณลงอย่างชัดเจน ประชาชนจะมีปุ๋ยไว้ใช้งานและสามารถสร้างรายได้เสริมจากการจัดการขยะอย่างถูกวิธี นำไปสู่การต่อยอดพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชุมชนได้ในอนาคต” นวัตกรรมนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชนผ่านผลประโยชน์ที่จับต้องได้ อย่างไรก็ดี บทเรียนจากงานวิจัยในหลายพื้นที่ยืนยันว่า ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแจกอุปกรณ์หรือนำถังขยะไปวางไว้ในชุมชนเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือกระบวนการมีส่วนร่วม การสร้างความเข้าใจผ่านการสื่อสารที่ง่าย ระบบการติดตามผลที่ต่อเนื่อง และการสร้างแรงจูงใจร่วมกันภายในชุมชน
นายอนันต์ ทองอุ่น รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า อบจ.นครศรีธรรมราช ได้ยกให้ปัญหาขยะเป็นวาระสำคัญอันดับต้นๆ ของจังหวัด และมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการหนุนเสริมและทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง เพื่อสร้างระบบการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้และจิตสำนึกในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางในระดับครัวเรือน “แม้ว่าในระดับจังหวัด อบจ. จะมีแผนงานในการพัฒนาระบบกำจัดขยะรวมขนาดใหญ่เพื่อรองรับปริมาณขยะโดยรวม แต่ขอยืนยันว่าการบริหารจัดการขยะจากต้นทางในครัวเรือนยังคงเป็นสิ่งสำคัญและทรงพลังที่สุด เพราะหากทุกหลังคาเรือนสามารถลดและคัดแยกขยะอินทรีย์ได้ด้วยตนเอง ปริมาณขยะรวมที่จะเข้าสู่ระบบกำจัดของจังหวัดก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และช่วยเซฟงบประมาณแผ่นดินได้มหาศาล”
ตัวอย่างความสำเร็จเชิงประจักษ์ที่มีการหยิบยกมาบอกเล่าและถอดบทเรียนบนเวทีจนได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง คือผลงานของ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลแม่เจ้าอยู่หัว อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบที่สามารถพัฒนาระบบ “ธนาคารขยะ” เข้ามาเชื่อมโยงกับระบบการจัดสวัสดิการชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรมและไร้รอยต่อ โดยในอดีตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ต้องแบกรับภาระงบประมาณในการขนส่งและกำจัดขยะสูงถึงเกือบ 1,000,000 บาทต่อปี แต่หลังจากที่ชุมชนได้รวมตัวกันจัดตั้งระบบธนาคารขยะและรณรงค์คัดแยกขยะอย่างจริงจัง ปัจจุบันสามารถลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะของท้องถิ่นลงได้เกือบ 500,000 บาทต่อปี ยิ่งไปกว่านั้น ชุมชนยังสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนจากการบริหารจัดการคัดแยกขยะรีไซเคิลส่งคืนกลับเข้าสู่กองทุนสวัสดิการชุมชนได้มากกว่า 300,000 บาทต่อปี เพื่อนำไปใช้เป็นเงินสวัสดิการดูแลช่วยเหลือสมาชิกในยามเจ็บป่วย คลอดบุตร หรือเสียชีวิต
สำหรับรายชื่อเครือข่ายองค์กรชุมชนและพื้นที่นำร่องในจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่เข้าร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมถังหมักไร้อากาศและธนาคารขยะสวัสดิการในเฟสแรก ประกอบด้วยหน่วยงานและชุมชนสำคัญ ดังนี้
- กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลที่วัง อำเภอทุ่งสง
- เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลนาหลวงเสน อำเภอทุ่งสง
- กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลกรุงยัน อำเภอทุ่งใหญ่
- เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม
- เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลควนทอง อำเภอขนอม
- เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลช้างซ้าย อำเภอพระพรหม
- กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลการะเกด อำเภอเชียรใหญ่
- กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลแม่เจ้าอยู่หัว อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช
- เครือข่ายวิสาหกิจเพื่อสังคม เกษตรกรลุ่มน้ำปากพนัง จำกัด
- กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลกำโลน อำเภอลานสกา
- เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลท่าดี อำเภอลานสกา
- เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช
- เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลขอนหาด อำเภอชะอวด
- เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลร่อนพิบูลย์ อำเภอร่อนพิบูลย์
- เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลสิชล อำเภอสิชล
- กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลหัวไทร อำเภอหัวไทร
- เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลฉวาง อำเภอฉวาง
- เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลนาแว อำเภอฉวาง
- เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลไสหร้า
- เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลปากน้ำฉวาง
- กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลฉวาง





















