พอช. จับมือสภาองค์กรชุมชนตำบลไล่โว่ และภาคีเครือข่ายชาติพันธุ์ ประกาศความสำเร็จในการขับเคลื่อนนวัตกรรมสังคม “ไล่โว่ โมเดล” ผ่านการจัดกิจกรรมเปิดตัวตลาดชุมชนมีชีวิตและเชื่อมโยงระบบนิเวศท้องถิ่นฝ่าวิกฤตประชากร บนผืนป่ามรดกโลกทุ่งใหญ่นเรศวร มุ่งยกระดับต้นทุนทางวัฒนธรรมอาหาร ภูมิปัญญากะเหรี่ยงโผล่ว และผลิตภัณฑ์จากฐานทรัพยากรธรรมชาติ สู่การสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ชุมชนจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน ภายใต้ปรัชญาความสมดุล “คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ สัตว์ป่าอยู่ได้” เร่งเดินหน้าอุดช่องว่างทางเศรษฐกิจ ปั้นเยาวชนคนรุ่นใหม่สืบทอดเจตนารมณ์ พร้อมเตรียมหนุนเสริมแผนพัฒนาตลาดเชิงรุกจับมือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พัฒนาโฮมสเตย์และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่ห่างไกลอย่างเป็นระบบ
กาญจนบุรี /20–21 มิถุนายน 2569 – สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนตำบลไล่โว่ จัดกิจกรรม “ตลาดชุมชนอาหารพื้นถิ่นตำบลไล่โว่ ของกินพื้นบ้าน วิถีชาติพันธุ์ และตลาดชุมชนที่มีชีวิต” เพื่อมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโผล่ว ที่อยู่อาศัยบนผืนป่าตะวันตกและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ผ่านการนำทุนทางวัฒนธรรมอาหารและภูมิปัญญามาแปรเปลี่ยนให้เป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ นำโดย นายยุทธพงษ์ เขื่อนเมือง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบลไล่โว่ โดยมี นายสมพร เมาศรี รองประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลไล่โว่ และผู้นำชุมชนในพื้นที่เข้าร่วม ณ พื้นที่บ้านกองม่องทะ และบ้านสะเน่พ่อง อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
บรรยากาศ ตลาดชุมชน บ้านกองม่องทะ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
เปิดมิติใหม่แห่งป่าตะวันตก ทลายข้อจำกัดเชิงพื้นที่สู่เศรษฐกิจชาติพันธุ์สร้างสรรค์
ตำบลไล่โว่ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางผืนป่าตะวันตก ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ เส้นทางคมนาคมที่ยากลำบาก และความห่างไกล ส่งผลให้ชาวบ้านบ้านกองม่องทะและหมู่บ้านบริวารไม่สามารถเข้าถึงตลาดภายนอก รวมถึงขาดช่องทางในการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ครัวเรือนส่วนใหญ่ในอดีตจึงทำการปลูกพืชผัก เก็บหาของป่า ทำสวนผลไม้ และปลูกกาแฟพันธุ์พื้นเมืองไว้เพียงเพื่อการบริโภคประทังชีพภายในครัวเรือนเท่านั้น โดยไม่มีโอกาสสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ด้วยข้อจำกัดนี้ แกนนำและคนในชุมชนจึงได้ริเริ่มร่วมกันคิดหาทางออก โดยต้องการสร้างพื้นที่กลางในการพบปะ แลกเปลี่ยน และสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรสิ่งที่มีอยู่ จนสามารถร่วมกันก่อตั้ง “ตลาดกองม่องทะ” ซึ่งเป็นตลาดวิถีชุมชนขนาดเล็กที่เติบโตขึ้นจากความร่วมมือและสปิริตของคนในท้องถิ่น โดยทุกเช้าวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 06.00 – 09.30 น. บริเวณพื้นที่ส่วนกลางหน้าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านกองม่องทะ จะกลายเป็นพื้นที่ตลาด ชาวบ้านจะพากันนำผลผลิตสดใหม่ตามฤดูกาลและวิถีไร่หมุนเวียน เช่น ผักกูดสดจากลำห้วยธรรมชาติ เห็ด หน่อไม้ ผักพื้นบ้าน เงาะ ทุเรียนป่า ผลไม้พื้นถิ่น ตลอดจนเมล็ดกาแฟที่ปลูก ดูแล เก็บเกี่ยว และคั่วเองด้วยมือในชุมชน มาวางจำหน่ายบนแผงค้าที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายใต้เพิงไม้หลังคาจาก คึกคักไปด้วยผู้คน และการแบ่งปันอาหารตามวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิม
นายสมพร เมาศรี
จากครูอาสาสู่ผู้ออกแบบระบบนิเวศ “คนอยู่-ป่ารอด”
นายสมพร เมาศรี รองประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลไล่โว่ เล่าถึง ศักยภาพภายในและทุนทางปัญญาอันทรงคุณค่าของชุมชนชาติพันธุ์ ที่มีวิถีคิดและกติกาในการรักษาธรรมชาติแบบ “คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ สัตว์ป่าอยู่ได้” มาอย่างช้านาน ในอดีตตนจึงตัดสินใจลาออกจากบทบาทครูอาสา แล้วหันกลับมาลงมือทำ “ไร่หมุนเวียน” ด้วยตนเองในช่วงที่เกิดสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 เพื่อให้เข้าใจและสัมผัสถึงวิถีชีวิตที่แท้จริงของบรรพบุรุษ ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้รวบรวมและชวนกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ในพื้นที่รวมถึงหมู่บ้านใกล้เคียง มาร่วมกันศึกษาธรรมชาติ เรียนรู้ภูมิปัญญา และขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้ชื่อ One Community Project อย่างต่อเนื่อง
นายสมพร เล่าต่อ ปัญหาสำคัญที่พบในเวลาต่อมาคือ เมื่อเยาวชนเหล่านั้นเริ่มเติบโตขึ้น มีครอบครัวและมีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ต่างจำเป็นต้องเดินทางออกจากป่าและชุมชนเพื่อไปหางานประจำในเมืองหลวงที่มีรายได้มั่นคง บทเรียนจากการสูญเสียกำลังคนรุ่นใหม่นี้ กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้คุณสมพรเปลี่ยนวิธีคิดในการพัฒนา โดยหันมามุ่งเน้นการสร้าง “อาชีพและรายได้ที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศและการอยู่ร่วมกันระหว่างคน ป่า และสัตว์ป่า” เพื่อให้ชุมชนและคนรุ่นใหม่สามารถพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องทิ้งถิ่นฐาน ซึ่งโครงการนี้ได้รับการหนุนเสริมและสนับสนุนจากเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองและกองทุนสวัสดิการต่างๆ จนประสบความสำเร็จในการสร้างระบบบริหารจัดการขยะชุมชน และการจัดตั้ง “ตลาดส่วนกลางของชุมชน” ขึ้นที่บ้านสะเน่พ่อง ซึ่งตลาดแห่งนี้ได้กลายเป็นพื้นที่หมุนเวียนสำคัญที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้มาพบปะค้าขาย แลกเปลี่ยนผลผลิต และสะท้อนปัญหาความเดือดร่วมกันบ่อยขึ้น จากเดิมที่เคยจัดประชุมเพียงเดือนละครั้ง ปัจจุบันสามารถขับเคลื่อนได้เป็นประจำสัปดาห์ละครั้ง
“ตลาดส่วนกลางของชุมชน” บ้านสะเน่พ่อง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
ปัจจุบัน โมเดลการจัดการตลาดชุมชนที่มีชีวิตนี้ กำลังถูกขยายผลไปหนุนเสริมที่หมู่บ้านเกาะสะเดิ่ง (กระมังทะ) พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงสว็อปผลิตภัณฑ์เด่นระหว่างหมู่บ้านชาติพันธุ์ร่วมกัน เช่น การนำเส้นบุกจากบ้านทิไล่ป้า ผ้าทอพื้นเมืองจากบ้านจะแก และทุเรียนป่ารสชาติดีจากบ้านเกาะสะเดิ่ง มาวางจำหน่ายร่วมกัน ถึงแม้ว่าการขยายงานไปยังพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดารอย่างบ้านจะแก ซึ่งมีระยะทางห่างออกไปกว่า 80 กิโลเมตร จะยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคข้อจำกัดด้านงบประมาณและระบบการสื่อสารที่ยากลำบาก แต่ทางคณะทำงานและสภาองค์กรชุมชนก็ยังคงเดินหน้าค้นหาแนวทางเพื่อขับเคลื่อนและทลายข้อจำกัดร่วมกันต่อไป นายสมพร เล่าในตอนท้าย
นายยุทธพงษ์ เขื่อนเมือง
นวัตกรรมสังคมสร้าง Community Ecosystem
นายยุทธพงษ์ เขื่อนเมือง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า โมเดลการบริหารจัดการตลาดชุมชนและการบริหารงบประมาณบนฐานทุนวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติของตำบลไล่โว่ สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนและลดรายจ่ายให้แก่คนในพื้นที่ได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมกันนี้ได้ให้ข้อคิดเห็นเชิงยุทธศาสตร์ในการเตรียมยกระดับชุมชนสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างรอบคอบ ภายใต้เงื่อนไขและข้อกฎหมายของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอย่างเคร่งครัด โดย พอช. ได้ให้คำแนะนำแก่สภาองค์กรชุมชนและแกนนำในพื้นที่ ให้ร่วมกันออกแบบระบบรองรับการท่องเที่ยวรอบด้าน ทั้งการจัดการเส้นทางคมนาคม การกำหนดและจัดการจุดท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การชูเมนูอาหารอัตลักษณ์ท้องถิ่นเพื่อสร้างจุดขาย และการบริหารจัดการที่พักโฮมสเตย์ชุมชนที่ไม่กระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาติพันธุ์ ตลอดจนการจัดตั้ง “กองทุนกลาง” เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการดูแลรักษาพื้นที่สาธารณะร่วมกัน
นายยุทธพงษ์ กล่าวถึง บทบาทหน้าที่ของสภาองค์กรชุมชนตำบลในการเป็นกลไกหลักจัดทำแผนพัฒนาตลาดชุมชน เพื่อขับเคลื่อนการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งผลักดันการขยายเครือข่ายตลาดชุมชนจากเดิม 2 หมู่บ้าน ให้ครอบคลุมครบทั้ง 6 หมู่บ้านในตำบลไล่โว่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเสนอขอรับงบประมาณสนับสนุนจากภาคส่วนราชการต่างๆ ตลอดจนแนะให้ยกระดับการแปรรูปสินค้าชุมชนเพื่อส่งออกสู่ตลาดภายนอก ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนในท้องถิ่นให้กลายเป็น “มัคคุเทศก์น้อย” เพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของกะเหรี่ยงโผล่วให้แก่ผู้มาเยือน
“โครงการพัฒนาโครงการสร้างระบบนิเวศชุมชนท้องถิ่น ฝ่าวิกฤตประชากรสู่ความมั่นคงของมนุษย์”
เพื่อยกระดับและเชื่อมโยงเครือข่ายให้เหนียวแน่น พัฒนาพื้นที่ตลาดให้แปรเปลี่ยนเป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิต และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ครัวเรือนเปราะบาง ผ่านการเปลี่ยนสินทรัพย์และภูมิปัญญาให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมชาติพันธุ์ โดยการบูรณาการในครั้งนี้ ขับเคลื่อนผ่าน 4 มิติของระบบนิเวศชุมชนจัดการตนเอง ดังนี้:
1.ระบบนิเวศด้านคนและเครือข่าย พอช. เข้าไปพัฒนาและหนุนเสริมศักยภาพความเข้มแข็งของสภาองค์กรชุมชนตำบลไล่โว่และกองทุนสวัสดิการชุมชนให้เป็นแกนกลางหลักในการบริหารจัดการ เปิดพื้นที่ให้กลุ่มแม่บ้าน เกษตรกรผู้ทำไร่หมุนเวียน และกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีบทบาทและส่วนร่วมในการสืบทอดภูมิปัญญาและสร้างแรงบันดาลใจพัฒนาบ้านเกิด
2.ระบบนิเวศด้านเศรษฐกิจและมูลค่าทางวัฒนธรรม มุ่งเน้นการแปรรูปและนำสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมรวมถึงอาหารพื้นถิ่นที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวในผืนป่าทุ่งใหญ่ฯ มาสร้างสรรค์เป็นเมนูเด่นประจำถิ่น เชื่อมโยงเข้ากับระบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและโฮมสเตย์ชาติพันธุ์ เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
3.ระบบนิเวศด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม บนพื้นที่ป่าต้นน้ำที่สำคัญ ชุมชนได้ร่วมกันวางกติกาและระเบียบในการบริหารจัดการข้าวไร่หมุนเวียนและผักป่าอย่างยั่งยืน รณรงค์การลด ละ เลิกใช้พลาสติก โดยเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์จากวัสดธรรมชาติ 100% และสร้างระบบจัดการขยะร่วมกัน เพื่อเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์พิสูจน์ว่าคนสามารถอยู่ร่วมดูแลป่าได้อย่างเกื้อกูล
4.ระบบนิเวศด้านข้อมูลและการสื่อสาร นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยจัดทำฐานข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและทำเนียบเมนูอาหารชาติพันธุ์ พร้อมทั้งอบรมบ่มเพาะเยาวชนในพื้นที่ให้กลายเป็น “นักสื่อสารชุมชน” เพื่อทำหน้าที่ผลิตสื่อ ถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่โลกภายนอกผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อสร้างโอกาสและอนาคตใหม่ๆ ให้แก่ชุมชน
ในวันนี้ “ตลาดกองม่องทะ” และ “ไล่โว่ โมเดล” คือรูปธรรมแห่งความสำเร็จของการพัฒนาประเทศที่เริ่มต้นจากฐานรากและความต้องการของชุมชน เมื่อกลไกความเข้มแข็งภายในของกลุ่มชาติพันธุ์ ได้รับการหนุนเสริมและเติมเต็มระบบ Community Ecosystem ที่ถูกทิศทางจากภาครัฐอย่าง พอช. สินทรัพย์และภูมิปัญญาที่เคยถูกจำกัดอยู่ในผืนป่าลึก จึงสามารถแปรเปลี่ยนเป็นคุณค่าและมูลค่าอันยิ่งใหญ่ สร้างโอกาสทางอาชีพและรายได้ ช่วยให้ชุมชนชาติพันธุ์บนผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแห่งนี้ สามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้าบนรากฐานทางวัฒนธรรมของตนเองได้

































