Page 158 - สานต่อความคิดบัณฑร_29-1-63
P. 158
158 • สานฝัน ตั้งมั่นต่อไป
แห่งประเทศไทยได้แสดงความรู้สึกว่า “เนื่องจากเงินกู้เพื่อเกษตรมีจำานวนจำากัด
เกษตรกรขนาดใหญ่เท่านั้นที่ได้รับเงินกู้เพื่อการเกษตร ส่วนเกษตรกรขนาดเล็ก
กลับถูกมองข้ามไป เนื่องจากเกษตรกรขนาดเล็กไม่มีโฉนดที่ดินและหลักประกัน
อื่นๆ สำาหรับคำ้าประกันการกู้เงิน” ความรู้สึกดังกล่าว เป็นตอนหนึ่งของสุนทรพจน์
ในการสัมมนาเรื่องนโยบายและโครงการเงินกู้เพื่อการเกษตร เมื่อเดือนธันวาคม
2520 ผู้ยืมซึ่งเป็นเกษตรกรขนาดเล็กรู้สึกท้อแท้ในการที่จะกู้เงินจากสถาบัน
การเงิน เพราะต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมาก นอกจากนั้นยังมีกฎเกณฑ์และ
พิธีรีตองยุ่งยากซับซ้อนอีกด้วย การกู้เงินจากธนาคารจะกู้ได้เพียง 2 วิธีเท่านั้น
คือ วิธีแรกกู้ได้เพียงจำานวน 60 เปอร์เซ็นต์ของค่าของสินค้าที่ขายได้เท่านั้น (เงินกู้
ระยะสั้น) ส่วนวิธีที่สองจะกู้ได้โดยต้องนำาเอาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีค่ามากกว่า
เงินกู้สองเท่าไปจำานองไว้ เกษตรกรจึงหันมากู้จากพ่อค้าและนายทุนเงินกู้ ซึ่งให้
ครั้งละมากๆ และไม่ค่อยมีเงื่อนไขการกู้มากนัก แต่ดอกเบี้ยสูงมาก ธนาคารพาณิชย์
ยังขาดข่ายงานและเจ้าหน้าที่ระดับสนามอีกมาก โครงการเงินกู้จะล้มเหลว
เสียเป็นส่วนมาก ถ้าหากธนาคารไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับสนามคอยแนะนำาลูกค้า
เงินกู้ขนาดเล็กที่ธนาคารปล่อยออกไปเป็นจำานวนมากมักจะไม่ได้รับการใช้คืน
เนื่องจากผู้กู้ยืมได้นำาเงินไปลงทุนในการผลิตหรือไม่ก็การลงทุนในการผลิต
ไม่ได้ผล เนื่องจากดินฟ้าอากาศไม่อำานวยและราคาผลผลิตตกตำ่า
การสำารวจภาวะหนี้สินของเกษตรกรที่รัฐบาลจัดทำาเมื่อปี 2517
เปิดเผยว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ครอบครัวเกษตรกรแต่ละครอบครัวจะมีหนี้สิน
ครอบครัวละ 2,512 บาท เกษตรกรภาคเหนือมีหนี้สูงสุด โดยเฉลี่ยครอบครัวละ
4,547 บาท ติดตามมาด้วยเกษตรกรภาคกลางโดยมีหนี้เฉลี่ยครอบครัวละ
3,866 บาท เกษตรกรภาคตะวันออกมีหนี้เฉลี่ยครอบครัวละ 3,316 บาท
เกษตรกรภาคตะวันตกมีหนี้เฉลี่ยครอบครัวละ 1,606 บาท เกษตรกรภาคตะวัน
ออกเฉียงเหนือมีหนี้เฉลี่ยครอบครัวละ 717 บาท ส่วนเกษตรกรภาคใต้มีหนี้ตำ่าสุด
โดยเฉลี่ยครอบครัวละ 495 บาท แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะเป็นตัวเลขจากปี 2517
เราก็มีความสงสัยอย่างมากเกี่ยวกับความถูกต้องของตัวเลขดังกล่าว ถ้าหาก
เราพิจารณาถึงข้อเท็จจริงประการหนึ่งว่า รายได้ของเกษตรกรในระยะ 4-5 ปี

