นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง พม. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงาน สหกรณ์หมู่บ้านมั่นคงนครพนม จำกัด ชื่นชมความเข้มแข็งของชุมชนที่ร่วมมือกันดูแลคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม พร้อมประกาศปรับบทบาทกระทรวง พม. จากผู้ให้การสงเคราะห์สู่ “ผู้สร้างโอกาส” และเป็น “กำแพงพิงหลัง” ให้กับกลุ่มเปราะบาง ขับเคลื่อนนโยบาย “พม.สร้างสุข เติมใจ ไม่ทิ้งกัน” ผ่านโครงการบ้านมั่นคงและบ้านพอเพียงอย่างเป็นรูปธรรม
นครพนม/ 5 ตุลาคม 2569—นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง พม. ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจหวัดนครพนม เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัด โดยได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการบ้านมั่นคงเมืองนครพนม ซึ่งดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. ณ สหกรณ์หมู่บ้านมั่นคงนครพนม จำกัด ตำบลหนองญาติ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม
ปรับบทบาท พม. สู่ “ผู้สร้างโอกาส” และการเป็น “กำแพงพิงหลัง”
นายนิกร โสมกลาง รมว.พม. กล่าวว่า ทิศทางและภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายผ่านแนวคิด “พม.สร้างสุข เติมใจ ไม่ทิ้งกัน” บุคลากรทุกคนของกระทรวง พม. ต่างมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็น “กำแพงพิงหลัง” ให้กับกลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พร้อมทั้งมีการปรับเปลี่ยนบทบาทสำคัญของกระทรวง พม. จากเดิมที่เป็นเพียง “ผู้ให้การสงเคราะห์” ยกระดับไปสู่การเป็น “ผู้สร้างโอกาส” ให้แก่ประชาชน
โครงการบ้านมั่นคง ถือเป็นกลไกสำคัญยิ่งที่เกิดจากการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชน ภาคีเครือข่าย และองค์กรชุมชน ในการร่วมกันสร้างหลักประกันและดูแลคุณภาพชีวิตของคนทุกช่วงวัย ความสำเร็จดังกล่าวครอบคลุมทั้งการจัดสวัสดิการสังคม การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส การสนับสนุนการสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในยามวิกฤต ซึ่งบทพิสูจน์ที่ปรากฏในวันนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เมื่อชุมชนมีความเข้มแข็ง มีความสามัคคี และร่วมมือกันลงมือทำ ชุมชนย่อมสามารถสร้างโอกาสและความมั่นคงให้กับตนเองได้อย่างยั่งยืน และพร้อมที่จะก้าวขึ้นเป็น “ต้นแบบ” ที่ทรงคุณค่าสำหรับพื้นที่อื่น ๆ ต่อไปในอนาคต นายนิกร กล่าว
ขับเคลื่อนนโยบาย 8 ด้าน ผ่าน พอช. และหลักการ Universal Design
นายนิกร กล่าวถึง กรอบนโยบายในการขับเคลื่อนงานด้านต่าง ๆ ทั้ง 8 ด้าน โดยในมิติด้านที่อยู่อาศัยนั้น ได้รับความร่วมมือจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมความมั่นคงผ่านโครงการ “บ้านมั่นคง” และ “บ้านพอเพียง” นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยให้รองรับคนทุกกลุ่มตามหลักการออกแบบอารยสถาปัตย์ หรือ Universal Design ซึ่งให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มคนเปราะบาง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้พิการ ตลอดจนการส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มด้านที่อยู่อาศัยและการสร้างวินัยการออมและการเงินในระดับครัวเรือน สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นประจักษ์ว่า ชุมชนไม่ได้ขับเคลื่อนเฉพาะเรื่องบ้านพักอาศัยเพียงอย่างเดียว อีกทั้งมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกระดับอย่างรอบด้าน
กระทรวง พม. จะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน โดยพร้อมที่จะเป็น “กำแพงพิงหลัง” ของผู้ที่ไม่มีที่พิง พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการเชื่อมประสานกับองค์กรและหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อเข้ามาดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในพื้นที่ ภารกิจของกระทรวง พม. คือการดูแลชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางที่สุด และงานของพวกเราทุกคนคือภารกิจที่ต้องใช้ทั้งระบบและหัวใจเดินหน้าเคียงข้างประชาชนไปพร้อม ๆ กัน นายนิกร กล่าวในตอนท้าย
บ้านมั่นคงนครพนม จากวิกฤตถูกไล่รื้อสู่ต้นแบบการแก้ปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยเมืองพนม
“สหกรณ์หมู่บ้านมั่นคงนครพนม จำกัด” นับเป็นหนึ่งในต้นแบบความสำเร็จอันโดดเด่น ที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งประสบความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยจาก 25 ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองนครพนม ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้าขาย รับจ้างทั่วไป และหาเช้ากินค่ำ ประสบปัญหาภาระรายได้ไม่พอรายจ่าย มีหนี้สินนอกระบบ ขาดการเข้าถึงระบบการออมเงิน อีกทั้งยังต้องอาศัยอยู่บนที่ดินเอกชนอย่างเบียดเสียด เป็นบ้านเช่าที่มีสภาพแวดล้อมทรุดโทรมและสาธารณูปโภคไม่ได้มาตรฐาน จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2550 เมื่อชุมชนวัดศรีเทพประดิษฐาราม และชุมชนพร้อมพันพัฒนา ถูกคำสั่งไล่รื้อในเวลาไล่เลี่ยกัน วิกฤตดังกล่าวจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันเพื่อลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยด้วยตนเอง ผ่านการสนับสนุนและบูรณาการการทำงานร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.
ในการขับเคลื่อนโครงการบ้านมั่นคง พอช. ได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนรวมทั้งสิ้น 2 โครงการ ครอบคลุม 233 ครัวเรือน คิดเป็นงบประมาณอุดหนุนรวม 15,666,700 บาท โดยมีรายละเอียดการดำเนินงานแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ปีงบประมาณ 2552 อนุมัติงบประมาณสนับสนุนจำนวน 120 ครัวเรือน วงเงินรวม 6,909,200 บาท ประกอบด้วย งบพัฒนาระบบสาธารณูปโภค: 4,359,200 บาท งบอุดหนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย: 2,400,000 บาท งบบริหารจัดการปรับปรุงชุมชน: 150,000 บาท สถานะความคืบหน้าปัจจุบัน ก่อสร้างเสร็จสิ้นและพร้อมเข้าอยู่แล้ว 105 ครัวเรือน, อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 10 ครัวเรือน และยังไม่ได้ดำเนินการก่อสร้าง 5 ครัวเรือน ปีงบประมาณ 2560อนุมัติงบประมาณสนับสนุนจำนวน 113 ครัวเรือน วงเงินรวม 8,757,500 บาท ประกอบด้วย งบพัฒนาระบบสาธารณูปโภค: 5,650,000 บาท งบอุดหนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย: 2,825,000 บาท งบบริหารจัดการปรับปรุงชุมชน: 240,250 บาท สถานะความคืบหน้าปัจจุบัน ก่อสร้างเสร็จสิ้นและเข้าอยู่ได้แล้ว 93 ครัวเรือน, ในขณะที่มีอีก 20 ครัวเรือนที่ดำเนินการสร้างตามกรอบงบประมาณแล้วเสร็จ แต่ยังไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยได้เนื่องจากประสบปัญหาต้นทุนราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น นอกจากงบประมาณอุดหนุนดังกล่าวแล้ว ยังได้รับการสนับสนุนงบสินเชื่อเพื่อสร้างบ้าน รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 50,083,562 บาท แบ่งเป็นสินเชื่อในโครงการที่ 1 ปี 2552 จำนวน 20,596,762 บาท และสินเชื่อในโครงการที่ 2 ปี 2560 จำนวน 29,486,800 บาท ซึ่งช่วยให้สมาชิกสามารถเข้าถึงแหล่งทุนในระบบที่มีดอกเบี้ยต่ำและสามารถทยอยผ่อนชำระได้ตามศักยภาพ
ในปี พ.ศ. 2560 ชุมชนต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อกรมโยธาธิการและผังเมืองมีแผนตัดถนนสายใหม่พาดผ่านกลางพื้นที่ชุมชน โดยเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่รังวัดและบันทึกภาพบ้านเรือน พร้อมกำหนดเวลาภายใน 6 เดือนเพื่อให้ชาวบ้านส่งมอบพื้นที่คืน โดยในเบื้องต้นไม่มีการกำหนดมาตรการจ่ายค่าเวนคืน สร้างความกังวลใจให้แก่สมาชิกหลายครัวเรือนที่เพิ่งลงทุนสร้างบ้านใหม่
สมาชิกได้รวมตัวกันเพื่อวางแผนรับมือและเจรจาต่อรอง ต่อมาสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครพนม จึงได้จัดกระบวนการประชาคมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานท้องถิ่น และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เข้ามาเปิดโต๊ะเจรจาหารือร่วมกันหลายครั้ง จนกระทั่งได้ข้อสรุปร่วมกันอย่างเป็นธรรม โดยชุมชนยินยอมให้เวนคืนพื้นที่เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเมือง
ภายใต้เงื่อนไขที่หน่วยงานรัฐต้องมีมาตรการรองรับและชดเชยที่เหมาะสม คือ การชดเชยอาคารและสิ่งปลูกสร้าง สำหรับ 33 หลังคาเรือนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ยอดรวมค่าชดเชยสิ่งปลูกสร้างเป็นจำนวนเงิน 17,830,000 บาท โดยให้โอนเข้าบัญชีของสหกรณ์โดยตรง เพื่อนำไปใช้ในการปิดหนี้สินเชื่อบ้านของสมาชิกบางส่วน ใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน และเก็บไว้เป็นทุนสำหรับสร้างบ้านหลังใหม่ ค่าเช่าบ้านชั่วคราว สนับสนุนเงินค่าเช่าบ้านให้แก่ 27 ครัวเรือน ในอัตราครัวเรือนละ 4,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 ปี เพื่อรองรับการย้ายออกจากพื้นที่เดิมในระหว่างรอการพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่ การจัดสรรที่ดินใหม่ ภาครัฐได้จัดสรรพื้นที่แปลงใหม่เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 3 งาน ตั้งอยู่ติดกับพื้นที่เดิม พร้อมทั้งให้คำมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งการตัดถนน ระบบไฟฟ้า ประปา และคูคลองระบายน้ำอย่างครบถ้วน ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน กำหนดอัตราการช่วยเหลือตามสภาพบ้านและวัสดุก่อสร้าง โดยบ้านพักอาศัยชั้นเดียว ได้รับเงินช่วยเหลือไม่เกิน 400,000 บาท และบ้านพักอาศัยสองชั้น ได้รับเงินช่วยเหลือไม่เกิน 1,000,000 บาท



















