ขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย หรือ คพท. กว่า 200 คน เดินทางเข้าพบนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. เพื่อยื่นหนังสือ “วาระที่อยู่อาศัยแห่งชาติ 2569” บ้านต้องเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ใช่แค่ทรัพย์สินของผู้มีกำลังซื้อ ข้อเสนอหลักมุ่งเน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทั้งการควบคุมดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านไม่เกินร้อยละ 2 การเพิ่มงบอุดหนุนสร้างบ้านเป็น 160,000 บาทต่อหน่วยเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง และการนำที่ดินรัฐมาแบ่งปันเพื่อที่อยู่อาศัยราคาถูก ด้าน รมว.พม. ขานรับเตรียมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเปลี่ยนระบบการช่วยเหลือจากการสงเคราะห์สู่การสร้างหลักประกันชีวิตระยะยาวให้กลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ
กรุงเทพฯ/7 พฤษภาคม 2569 – กลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนในนาม ขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย หรือ คพท. เดินทางเข้าพบ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเสนอให้กระทรวง พม. ผลักดัน “วาระที่อยู่อาศัยแห่งชาติ 2569” เป็นนโยบายเร่งด่วน เพื่อปฏิรูปการจัดการที่ดินและที่อยู่อาศัยของประเทศให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง คนไร้บ้าน ชุมชนริมราง ชุมชนริมคลอง และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐ สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งประกอบด้วยชุมชนริมราง ชุมชนริมคลอง คนจนเมือง และกลุ่มคนไร้บ้าน กว่า 200 คน ณ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
นายนิกร โสมกลาง
นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุว่าประเด็นที่อยู่อาศัยเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงของมนุษย์ เพราะบ้านเป็นรากฐานของทั้งครอบครัว อาชีพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยกระทรวง พม. จะนำข้อเสนอทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาร่วมกับภาคีเครือข่ายทันที โดยเฉพาะการพัฒนาที่อยู่อาศัยราคาถูกและการใช้ที่ดินรัฐเพื่อประโยชน์ทางสังคม ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของกระทรวงที่มุ่งหวังจะเปลี่ยนบทบาทของรัฐจากการช่วยเหลือเยียวยาเฉพาะหน้า ไปสู่การสร้างหลักประกันชีวิตในระยะยาวให้กับคนไทยทุกคน
นายบุญส่ง หมอยา
นายบุญส่ง หมอยา ประธานเครือข่ายสลัมสี่ภาค กล่าวว่า ปัญหาบ้านของคนจนไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับรายได้ หนี้สิน และกฎหมายที่ไม่เอื้ออำนวย ข้อเสนอของ คพท. จึงแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือมาตรการสำหรับประชาชนทั่วไปที่ต้องการให้รัฐประสานธนาคารเพื่อผ่อนปรนเงื่อนไขสินเชื่อ โดยเฉพาะการลดอัตราดอกเบี้ยให้ไม่เกินร้อยละ 2 สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทจนกว่าจะผ่อนหมด พร้อมทั้งขอให้มีมาตรการอุดหนุนค่าเช่าที่อยู่อาศัยรายเดือนในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของรายได้ครัวเรือน เพื่อพยุงค่าครองชีพในภาวะปัจจุบัน
สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง คพท. มีข้อเสนอที่ชัดเจนในการขอให้หน่วยงานรัฐ อาทิ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. การเคหะแห่งชาติ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามามีบทบาทเชิงรุกในการจัดสร้างและปรับปรุงที่อยู่อาศัยในลักษณะบ้านเช่าราคาถูกที่มีคุณภาพ เพื่อให้คนจนเมืองและผู้ใช้แรงงานมีทางเลือกในการอยู่อาศัยที่เหมาะสม ไม่ถูกผลักออกจากพื้นที่ทำกินเดิม นอกจากนี้ยังเสนอให้ปรับเพิ่มงบประมาณสนับสนุนการจัดสร้างที่อยู่อาศัยเป็นไม่น้อยกว่า 160,000 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นการอ้างอิงจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าแรงที่สูงขึ้นจริงในปัจจุบัน โดยยกตัวอย่างความสำเร็จจากโครงการบ้านมั่นคงชุมชนริมคลองและริมรางที่ผ่านมา
ประเด็นหนึ่งในวาระนี้ คือการเรียกร้องให้รัฐบาลนำที่ดินของหน่วยงานรัฐทุกหน่วยมาแบ่งปันเพื่อใช้ประโยชน์สาธารณะในการจัดสร้างที่อยู่อาศัยราคาถูก คพท. มองว่าที่ดินของรัฐควรถูกใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนฐานรากต้องอยู่ในสภาวะไม่มั่นคงหรือถูกไล่รื้อจนไม่สามารถเข้าถึงสิทธิพื้นฐาน เช่น ทะเบียนบ้าน ไฟฟ้า และน้ำประปา นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายและกฎกระทรวงที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย ทั้งกฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายผังเมือง และภาษีที่ดิน เพื่อให้ชุมชนสามารถรวมกลุ่มจัดการที่ดินของตนเองได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ในมิติของการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ขบวนคนจนฯ ได้เสนอให้รัฐบาลเร่งรัดการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยแห่งชาติ หรือ กอช. ต้องมีสัดส่วนผู้แทนชุมชนเข้าไปร่วมในองค์ประกอบของคณะกรรมการ เพื่อให้เสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมทั้งขอให้ขยายระยะเวลาการดำเนินงานสนับสนุนงบประมาณในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยออกไปอีก 5 ปี เพื่อให้การแก้ไขปัญหาชุมชนริมรางสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง




















