(CR.ภาพเพจกรมส่งเสริมสหกรณ์)
พอช. จับมือภาคีเครือข่าย เดินหน้าขับเคลื่อนงานสหกรณ์ภายใต้โครงการบ้านมั่นคง เพื่อวางรากฐานความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตของสมาชิกทั่วประเทศ โดยเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการปรับปรุงกฎกระทรวงให้สอดคล้องกับบริบทชุมชน การกระจายอำนาจการตรวจสอบบัญชีสู่ระดับจังหวัด และการสร้าง “นักบัญชีอาสา” ในพื้นที่เพื่อความโปร่งใส ปิดพื้นที่ให้ผู้แทนขบวนคนจนมีส่วนร่วมตัดสินใจมากขึ้น เพื่อเปลี่ยนสหกรณ์จากการเป็นเพียงนิติบุคคลทางการเงินสู่การเป็นกลไกจัดการทรัพยากรชุมชน
กรุงเทพฯ/ 5 พฤษภาคม 2569 – สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดการ “ประชุมขับเคลื่อนงานสหกรณ์ภายใต้โครงการบ้านมั่นคง ครั้งที่ 1/2569” เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาระบบสหกรณ์บ้านมั่นคงให้สามารถเป็นกลไกสำคัญในการดูแลที่อยู่อาศัย ที่ดิน ทรัพย์สิน และคุณภาพชีวิตของสมาชิกชุมชน โดยมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย กรมส่งเสริมสหกรณ์, กรมตรวจบัญชีสหกรณ์, และผู้แทนขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย จำนวนกว่า 40 คน ณ ห้องประชุม 301–302 พอช. บางกะปิ กรุงเทพฯ
นางสาวเฉลิมศรี ระดากูล รองผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า สาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้ อยู่ที่การร่วมกันประเมินสถานการณ์สหกรณ์ภายใต้โครงการบ้านมั่นคง ทั้งด้านการส่งเสริมสหกรณ์ การปิดบัญชี การพัฒนาระบบบริหารจัดการ และการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ “สหกรณ์บ้านมั่นคง” เป็นกลไกของชุมชนในการรวมคน รวมทุน รวมความรับผิดชอบ และร่วมกันจัดการทรัพยากรเพื่อสร้างความมั่นคงระยะยาว
นายประวัติ แดงบรรจง (CR.ภาพเพจกรมส่งเสริมสหกรณ์)
นายประวัติ แดงบรรจง รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึง ความคืบหน้าการปรับปรุงกฎกระทรวงเกี่ยวกับประเภทสหกรณ์ โดยเฉพาะการพิจารณาสหกรณ์บริการในโครงการบ้านมั่นคงควบคู่กับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนและออมทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2569 นี้
นายรุ่งโรจน์ สรวุฒิพิบูลย์
นายรุ่งโรจน์ สรวุฒิพิบูลย์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาสหกรณ์ด้านการเงินและร้านค้า กรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า สถานการณ์การปิดบัญชีของสหกรณ์ภายใต้โครงการบ้านมั่นคง ซึ่งยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ เนื่องจากการปิดบัญชีไม่ได้ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของสหกรณ์ การเข้าถึงงบประมาณสนับสนุน การดำเนินโครงการต่อเนื่อง และการจัดการทรัพย์สินของสหกรณ์ในกรณีที่มีการยกเลิกหรือจัดตั้งสหกรณ์ใหม่
ซึ่งที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบมาตรการแก้ปัญหา ดังนี้ การกระจายบทบาท มอบหมายเครือข่ายคณะทำงานระดับจังหวัดติดตามและหนุนเสริมพื้นที่อย่างใกล้ชิด ทีมกลางเฉพาะกิจ สำหรับกรณีปัญหาหนักหรือติดขัดทางกฎหมาย จะใช้ทีมส่วนกลางเข้าช่วยคลี่คลาย การเชื่อมโยงภาคี ประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การไฟฟ้า และการประปา เพื่อให้การพัฒนาเดินหน้าได้ครบวงจร
วาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้เป็นการพิจารณา เสนอองค์ประกอบสัดส่วนคณะทำงานขับเคลื่อน 4 ฝ่าย โดยเป็นผู้แทนขบวนคนจนจำนวน 8 ท่าน เพื่อให้ครอบคลุมการหนุนเสริมการทำงานของเครือข่ายที่อยู่อาศัยทั้ง 5 ภาคและ3 เครือข่าย (สลัมสี่ภาคริมคลองและริมราง)
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแนวคิดการสร้าง “นักบัญชีอาสา” หรือ “นักบัญชีธรรมชาติ” ในชุมชน เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถดูแลบัญชีเบื้องต้นและอ่านงบการเงินของตนเองได้อย่างเท่าทัน เพราะการรู้เท่าทันข้อมูลทางการเงินถือเป็นฐานรากสำคัญของการบริหารสหกรณ์ที่โปร่งใส
สำหรับการประเมินความเข้มแข็งของสหกรณ์บ้านมั่นคงไม่ควรใช้เพียงตัวชี้วัดทางการเงินเพียงด้านเดียว เนื่องจากสหกรณ์ลักษณะนี้มีเป้าหมายทางสังคมสูง ทั้งการสร้างพื้นที่สีเขียว การดูแลสมาชิกกลุ่มเปราะบาง และการสร้างชุมชนจัดการตนเอง ดังนั้น จึงควรมีการพิจารณามิติผลกระทบทางสังคมควบคู่ไปด้วย
สุดท้าย ที่ประชุมยังได้เตรียมถอดบทเรียนพื้นที่รูปธรรมเพื่อสื่อสารสู่สาธารณะในช่วง “เทศกาลวันที่อยู่อาศัยโลก 2569” โดยจะยกระดับการสื่อสารว่าสหกรณ์บ้านมั่นคงไม่ได้ทำเพียงเรื่องบ้าน แต่ครอบคลุมถึงเศรษฐกิจชุมชนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเร่งแก้ไขปัญหากรณีสหกรณ์เครือข่ายที่มีปัญหาซับซ้อน เช่น สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสามวาตะวันออกฯ โดยยึดความพร้อมและการมีส่วนร่วมของสมาชิกเป็นสำคัญ



















