พอช. นำเสนอ 6 มาตรการเยียวยาทางสังคม ครอบคลุมด้านที่อยู่อาศัย อาชีพ และกลุ่มเปราะบาง เพื่อคุ้มครองประชาชน 857 หลังคาเรือนที่ได้รับผลกระทบตามมาตรฐานสากลของธนาคารโลก ในการประชุมติดตามความก้าวหน้าโครงการคลองระบายน้ำหลาก “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” วงเงิน 1.65 แสนล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มก่อสร้างปี 2570 เร่งปรับแบบคลองในพื้นที่สระบุรีและฉะเชิงเทราเพื่อเลี่ยงผลกระทบต่อระบบรางและท่อส่งพลังงาน
กรุงเทพมหานคร/ 8 พฤษภาคม 2569– สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. โดย นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการ พอช. ได้มอบหมายให้ นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. เข้าร่วมประชุมเพื่อติดตามการขับเคลื่อนโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำระดับประเทศ เพื่อบูรณาการแผนงานงบประมาณและมาตรการเยียวยาผลกระทบในทุกมิติ มี นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธาน การประชุม พร้อมด้วยหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง อาทิ นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน รวมถึงผู้แทนจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณ และผู้แทนจากหน่วยงาน รวมกว่า 50 คน ณ สำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง
ที่ประชุมได้รายงานความก้าวหน้าและการปรับปรุงรายละเอียดโครงการเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง โดยเฉพาะปัญหาอุปสรรคในพื้นที่อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี และอำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งแนวคลองที่ออกแบบไว้เดิมอาจส่งผลกระทบต่อโครงการรถไฟแห่งประเทศไทย รวมถึงแนวท่อส่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติในพื้นที่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อแผนงานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงและรถไฟทางคู่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงร่วมกันพิจารณาปรับแบบเชิงวิศวกรรมและประเมินงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อให้การระบายน้ำหลากไม่ซ้อนทับหรือเป็นอุปสรรคต่อโครงข่ายการคมนาคมขนส่งและพลังงานของชาติ โดยยังคงเป้าหมายหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำหลากจากแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างลงสู่อ่าวไทย
นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวถึง มาตรการคุ้มครองและลดผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นข้อกำหนดภายใต้โครงการที่ได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการและงบประมาณจากธนาคารโลก (World Bank) โดยสถาบันฯ ได้รายงาน 6 มาตรการหลักที่จะนำมาใช้ดูแลประชาชน 857 หลังคาเรือนที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้ 1.มาตรการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย จัดหาและปรับปรุงพื้นที่รองรับการอยู่อาศัยใหม่ให้มั่นคง 2.มาตรการส่งเสริมอาชีพ สนับสนุนการปรับตัวและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่ใหม่ 3.มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและพื้นที่สีเขียว พัฒนาพื้นที่ส่วนกลางและปอดของชุมชน 4.มาตรการดูแลกลุ่มเปราะบาง ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้มีรายได้น้อย 5.มาตรการเตรียมความพร้อมชุมชน สร้างความเข้าใจและกระบวนการมีส่วนร่วมก่อนเริ่มโครงการ 6.มาตรการช่วยเหลือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ เยียวยาสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยตามความเป็นจริง
จากการสำรวจเบื้องต้น พบว่ามีประชาชนได้รับผลกระทบกระจายตามโครงการบำรุงรักษาต่างๆ ประกอบด้วย โครงการบำรุงรักษามโนรมย์ 565 หลังคาเรือน, โคกกะเทียม 122 หลังคาเรือน, ช่องแค 134 หลังคาเรือน, เริงราง 36 หลังคาเรือน และพื้นที่นอกเขตชลประทานอีก 108 หลังคาเรือน ซึ่ง พอช. จะเข้าทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการประสานความร่วมมือตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 นายสยาม กล่าว
สำหรับโครงการคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย ถือเป็นโครงการยักษ์ใหญ่ภายใต้แผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยจะเป็นการขุดคลองใหม่ความยาวกว่า 135.95 กิโลเมตร เริ่มต้นจากสระบุรีผ่านฉะเชิงเทราลงสู่อ่าวไทย มีขีดความสามารถในการระบายน้ำสูงถึง 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กรอบวงเงินงบประมาณเบื้องต้นประเมินไว้ที่ประมาณ 165,000 ล้านบาท โดยมีโครงสร้างแหล่งเงินทุนประกอบด้วย งบประมาณแผ่นดิน 61,438 ล้านบาท และเงินกู้จากสถาบันการเงินระหว่างประเทศอีก 103,562 ล้านบาท ทั้งนี้ ตัวเลขงบประมาณอาจมีการปรับปรุงตามค่าชดเชยที่ดินและแผนงบประมาณรายปี โดยตั้งเป้าเริ่มดำเนินการก่อสร้างภายในปี 2570
















