พอช. ขานรับนโยบาย นิกร รมว.พม. มุ่งสร้างสังคมอยู่ดีมีโอกาสโดยใช้ชุมชนเป็นแกนหลักในการจัดการภัยพิบัติ ผอ.พอช. ลงพื้นที่ศรีสะเกษ มอบแนวทางปฏิบัติแก่เครือข่ายภัยพิบัติชายแดนไทย-กัมพูชา 4 จังหวัดภาคอีสาน เน้นการปรับเปลี่ยนจากเพียงการบรรเทาทุกข์ระยะเร่งด่วน สู่การเยียวยาและฟื้นฟูระยะยาวผ่านโครงการ “บ้านมั่นคงชนบทชายแดน” และการสร้างเครือข่ายภูมินิเวศครอบคลุม 7 จังหวัดชายแดนอีสานและตะวันออก ตั้งเป้าปี 2570 ชุมชนต้องมีแผนพัฒนาตำบลที่เข้มแข็ง ครบทั้งด้านที่อยู่อาศัย ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และระบบความปลอดภัย เพื่อให้ชาวบ้านพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ศรีสะเกษ/ 8 พฤษภาคม 2569 – สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดสัมมนา “เครือข่ายภัยพิบัติชายแดนไทย-กัมพูชา 4 จังหวัดภาคอีสาน” เพื่อหาแนวทางการปฏิบัติที่เป็นทิศทางสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งขบวนองค์กรชุมชนต่อการพัฒนาพื้นที่ชายแดนและรับมือภัยพิบัติ ซึ่งมีผู้นำขบวนองค์กรชุมชน 4 จังหวัด จากอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ เข้าร่วมกว่า 120 คน ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนฐานราก นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้วางกรอบแนวคิด “สร้างสังคม อยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน” โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐจากการเป็นผู้ให้เพียงฝ่ายเดียว เป็นการสร้างโอกาสเพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญคือด้านที่ 4 “ชุมชนเข้มแข็ง” ซึ่งถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดในการรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกยุคปัจจุบัน
นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการ พอช. กล่าวถึง ความเปราะบางของชุมชนชายแดนที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติทั้งจากธรรมชาติและความไม่สงบ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตและการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร จนกลายเป็นแรงผลักดันให้ พอช. ต้องจับมือกับภาคีเครือข่ายเพื่อคิดค้นนวัตกรรมการช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ภายใต้โครงการเสริมสร้างเครือข่ายองค์กรชุมชนกับการจัดการภัยพิบัติชายแดนไทย-กัมพูชา พอช. ได้วางกลไกการสนับสนุนครอบคลุมพื้นที่ 31 ตำบล 11 อำเภอ ใน 4 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ รวมถึงขยายผลไปยังภาคตะวันออกอีก 3 จังหวัด คือ สระแก้ว ตราด และจันทบุรี โดยมีการจัดสรรงบประมาณเบื้องต้น 5,000,000 บาท เพื่อขับเคลื่อนงานใน 3 ระยะสำคัญ เริ่มต้นจากระยะเร่งด่วนในการบรรเทาทุกข์พื้นฐานและจัดตั้งครัวกลาง ระยะต่อเนื่องในการสำรวจประเมินผลกระทบเชิงลึก และระยะเยียวยาฟื้นฟูเพื่อนำชุมชนกลับสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็วที่สุด
นายกฤษดา กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการทำงานในครั้งนี้คือการใช้ “ข้อมูล” เป็นตัวนำ โดย พอช. ได้ใช้แบบสำรวจข้อมูลครัวเรือนบ้านมั่นคงและจัดตั้งคณะทำงานเคลื่อนที่เร็ว ซึ่งมีสภาองค์กรชุมชนในพื้นที่เป็นกลไกหลัก เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์จัดทำแผนรับมือภัยพิบัติและพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบบูรณาการ แผนงานดังกล่าวจะถูกยกระดับสู่โครงการบ้านมั่นคงชนบทชายแดนและการสร้างเครือข่ายภูมินิเวศชายแดน 7 จังหวัด เพื่อให้เกิดการจัดการทรัพยากรและระบบเตือนภัยข้ามพื้นที่อย่างเป็นระบบ
ในระยะยาว ได้วางเป้าหมายให้ “ชุมชนเข้มแข็งคือทางรอดประเทศไทย” โดยมองความเข้มแข็งผ่านมิติสำคัญ 5 ประการ ประการแรกคือความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยที่ต้องรวมถึงที่หลบภัยที่ปลอดภัย ประการต่อมาคือความมั่นคงทางอาหารที่จะต้องมีแหล่งผลิตภายในชุมชนเองเพื่อให้พึ่งพาตนเองได้ในภาวะวิกฤต ประการที่สามคือระบบยารักษาโรคโดยเฉพาะการส่งเสริมสวนสมุนไพรชุมชน ประการที่สี่คือความมั่นคงทางพลังงานผ่านเทคโนโลยีโซล่าเซลล์หรือการแปรรูปขยะเป็นพลังงาน และประการสุดท้ายคือระบบความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่อาศัยเครือข่ายการเฝ้าระวังของชาวบ้านเอง นายกฤษดา กล่าว
นอกจากนี้ การทำ “แผนชุมชน” ที่ต้องครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการจัดการภัยพิบัติและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป โดย พอช. พร้อมที่จะสนับสนุนงบประมาณตามแผนงานที่ชุมชนนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นโครงการบ้านพอเพียง บ้านมั่นคงภัยพิบัติ หรือโครงการ Eco-system ที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตในทุกมิติ โดยปัจจุบัน พอช. ได้เชื่อมต่อการทำงานร่วมกับ 9 ภาคีอาสา เพื่อเป็นพี่เลี้ยงและหุ้นส่วนการพัฒนาให้กับชุมชน อย่าให้ข้อจำกัดเรื่องงบประมาณมาเป็นอุปสรรค เพราะเมื่อขบวนองค์กรชุมชนมีความเข้มแข็งและมีแผนงานที่ชัดเจน งบประมาณและทรัพยากรจากภาคส่วนต่าง ๆ จะไหลเข้ามาหาชุมชนเองโดยธรรมชาติ นายกฤษดา กล่าวในตอนท้าย
จากยุทธศาสตร์การสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ แทนการรอรับความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว แปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยชูแนวคิด “ชุมชนเป็นแกนหลัก ท้องถิ่นเป็นหุ้นส่วน” ในการจัดการภัยพิบัติ ครอบคลุม 7 จังหวัดชายแดน (อีสาน 4 จังหวัด: อุบลฯ, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, บุรีรัมย์ และ ตะวันออก 3 จังหวัด: สระแก้ว, ตราด, จันทบุรี) ดำเนินการใน 31 ตำบล 11 อำเภอ ด้วยงบประมาณเบื้องต้น 5,000,000 บาท ระยะเร่งด่วน บรรเทาทุกข์พื้นฐาน จัดตั้งครัวกลาง และศูนย์อพยพ ระยะต่อเนื่อง สำรวจข้อมูลครัวเรือนเชิงลึกผ่านกลไกสภาองค์กรชุมชน ระยะเยียวยาและฟื้นฟู สร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและการดำรงชีวิตให้กลับสู่ภาวะปกติ
การสร้างความเข้มแข็งในระยะยาวต้องครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่ ที่อยู่อาศัย มีบ้านที่มั่นคงและเป็นที่หลบภัยที่ปลอดภัย อาหาร ชุมชนมีแหล่งผลิตอาหารเอง ไม่ขาดแคลนเมื่อเกิดวิกฤต ยารักษาโรค ส่งเสริมสมุนไพรและระบบดูแลสุขภาพชุมชน พลังงาน พึ่งพาตนเองด้วยโซล่าเซลล์หรือพลังงานทางเลือก ความปลอดภัย มีเครือข่ายเฝ้าระวังและดูแลกันในภาวะวิกฤต
















