รมว.พม. มอบหมาย พอช. ขับเคลื่อนนโยบาย “สร้างสังคม อยู่ดี มีโอกาส” ผ่านยุทธศาสตร์ชุมชนเข้มแข็ง ผนึกกำลังเครือข่ายภัยพิบัติชายแดนไทย-กัมพูชา 4 จังหวัดอีสานใต้ ชูโมเดลจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นแกนหลัก ภายใต้งบประมาณฟื้นฟูกว่า 16.9 ล้านบาท พร้อมเสนอรัฐจัดตั้ง “เขตฟื้นฟูชายแดนแบบบูรณาการ” (Border Resilience Zone) เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ขัดแย้งเป็นพื้นที่พัฒนาคุณภาพชีวิต 5 มิติ มุ่งเป้าเปลี่ยนสถานะจากการรอรับการสงเคราะห์ สู่การสร้างหลักประกันความมั่นคงมนุษย์ที่ยั่งยืนภายในปี 2570
ศรีสะเกษ /9 พฤษภาคม 2569 – ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและสถานการณ์ความไม่มั่นคงตามแนวชายแดนที่ทวีความรุนแรงขึ้น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ภายใต้การนำของ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ได้ประกาศทิศทางการบริหารราชการภายใต้กรอบ “สร้างสังคม อยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน” โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ “หยิบยื่นให้” เป็นการ “สร้างโอกาส” โดยมีนโยบายด้านที่ 4 คือ “ชุมชนเข้มแข็ง” เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างรากฐานจากฐานรากสู่ความยั่งยืน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. นำโดย นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการ พอช. ได้เร่งขานรับนโยบายดังกล่าว จัดสัมมนาเครือข่ายภัยพิบัติชายแดนไทย-กัมพูชา 4 จังหวัดภาคอีสาน เพื่อวางรากฐานการจัดการภัยพิบัติที่พึ่งพาตนเองได้ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า ปัญหาภัยพิบัติโดยเฉพาะตามแนวชายแดนเป็นสิ่งที่ชุมชนมักตั้งรับไม่ทัน เมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ พี่น้องประชาชนไม่สามารถออกไปเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรได้ ทำให้วงจรการดำรงชีพหยุดชะงัก พอช. จึงได้ริเริ่ม “โครงการเสริมสร้างเครือข่ายองค์กรชุมชนกับการจัดการภัยพิบัติชายแดนไทย-กัมพูชา” ครอบคลุมพื้นที่ 31 ตำบล 11 อำเภอ ใน 4 จังหวัดอีสานใต้ (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์) และขยายผลไปยัง 3 จังหวัดภาคตะวันออก (สระแก้ว ตราด และจันทบุรี) โดยโครงการนี้แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะสำคัญ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน การบรรเทาทุกข์เบื้องต้น จัดตั้งครัวกลาง และศูนย์พักพิง ระยะต่อเนื่อง การสำรวจประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตด้วยแบบสำรวจ “บ้านมั่นคง” ระยะเยียวยาและฟื้นฟู การสร้างความมั่นคงในระยะยาวเพื่อให้ชุมชนกลับสู่ภาวะปกติ
นายวิรัตน์ สุขกุล ประธานคณะอนุกรรมการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวถึง ยุทธศาสตร์การทำงานเชิงรุกของเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในการรับมือภัยพิบัติและภัยสงครามที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนฐานราก มวลมนุษยชาติกำลังเผชิญกับภาวะคุกคามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งจากความผันผวนของธรรมชาติและสงครามรอบบ้านเมือง ซึ่งพี่น้องขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสานไม่อาจนิ่งเฉยต่อความทุกข์ยากของเพื่อนร่วมชะตากรรมได้ จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “เครือข่ายภัยพิบัติภาคอีสาน” ซึ่งขับเคลื่อนด้วยหัวใจความเป็นพี่น้องและการแบ่งปัน ที่ผ่านมา เครือข่ายภัยพิบัติภาคอีสานได้แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความสามัคคี โดยการระดมข้าวสารอาหารแห้งกว่า 3 รถบรรทุกเพื่อเดินทางไปช่วยเหลือพี่น้องภาคเหนือที่ประสบอุทกภัย รวมถึงการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนริมชายแดนไทย-กัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบและความขัดแย้ง โดยเน้นการบรรเทาทุกข์ในภาวะเร่งด่วนเพื่อให้ประชาชนผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตไปได้
นายธนภณ เมืองเฉลิม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า ความมุ่งมั่นของทุกคนคือกลไกสำคัญที่ทำให้การฟื้นฟูอนาคตของชุมชนชายแดนรุดหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว สูตรสำเร็จ 3 ประการ ข้อมูลชัด แผนจริง ใจถึง แนวทางการทำงานที่จะนำไปสู่ความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยชี้ให้เห็นว่าการเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ชุมชนจำเป็นต้องมีอาวุธสำคัญคือ การมีฐานข้อมูลที่เป็นจริงและครอบคลุม จะช่วยให้การมองเห็นปัญหาและกลุ่มเป้าหมายไม่ผิดเพี้ยน แผนงานต้องไม่ขึ้นหิ้ง แต่ต้องสามารถนำไปปฏิบัติการฟื้นฟูประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้ทุกมิติ ทั้งที่อยู่อาศัย อาชีพ และสวัสดิการ การมอบกำลังใจและการยืนหยัดสู้ไปด้วยกัน คือน้ำหล่อเลี้ยงที่สำคัญที่สุดในการทำงานภาคประชาชน
พอช. จะเป็นเพื่อนร่วมทางที่จะเคียงข้างขบวนองค์กรชุมชนไปตลอดเส้นทาง โดยจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงหน่วยงานภาคีต่างๆ เข้ามาหนุนเสริมให้ชุมชนสามารถจัดการตนเองได้ เพื่อเปลี่ยนจากสภาวะความยากลำบากสู่ความสุข ในก้าวต่อไป พอช. มุ่งมั่นที่จะจัดระบบการทำงานที่เอื้ออำนวยและลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้พี่น้องขบวนองค์กรชุมชนได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการจัดพื้นที่ให้ผู้นำชุมชนได้พบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและเท่าทันต่อสถานการณ์ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น นายธณภณ กล่าว
นางสาวสุวิมล มีแสง ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พอช. กล่าวว่า ข้อเสนอเชิงนโยบายในระดับกระทรวงมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงาน โดยมีหัวใจสำคัญคือการจัดตั้ง “เขตฟื้นฟูชายแดนแบบบูรณาการ” (Border Resilience Zone) กำหนดให้พื้นที่ชายแดนอีสานใต้เป็นเขตพัฒนาพิเศษที่บูรณาการงบประมาณและแผนงานแบบ Area-based โดยมองปัญหาและความต้องการของท้องถิ่นเป็นจุดเริ่มต้น แทนการสั่งการจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว การเสนอยุทธศาสตร์ “Pre–During–Post Model” ซึ่งเป็นระบบเตรียมพร้อม-อพยพ-พักพิง-ฟื้นฟู ที่สมบูรณ์แบบ โดยเน้นการทำแผนเผชิญเหตุระดับตำบลที่สอดรับกับแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังของอำเภอและจังหวัด พัฒนาศูนย์พักพิงมาตรฐานที่คำนึงถึงกลุ่มเปราะบาง และจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูอาชีพสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อสร้างหลักประกันความเสี่ยงทางการเกษตรและเศรษฐกิจชุมชน
นางสาวสุธิดา บัวสุขเกษม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัยเมืองและชนบท พอช. กล่าวว่า “บ้านมั่นคง” เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำพาพี่น้องชุมชนไปสู่การพัฒนาในด้านอื่นๆ จากสถานการณ์ที่เครือข่ายองค์กรชุมชนได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติชายแดนในช่วงที่ผ่านมา พอช. และคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคง จึงได้อนุมัติจัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น 70 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการซ่อมแซมและสร้างบ้านใหม่ให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ นำร่อง 5 ล้านบาท ฟื้นฟูเร่งด่วนอีสานใต้-ตะวันออก สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่หน้าด่านที่ได้รับผลกระทบโดยตรง พอช. ได้จัดสรรงบประมาณนำร่องจำนวน 5,000,000 บาท เพื่อใช้ในการสนับสนุนภารกิจเร่งด่วนและเข้าสู่ช่วงการฟื้นฟูคุณภาพชีวิต โดยเน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญของการทำงานคือ “การมีข้อมูลที่ชัดเจนในการจัดทำแผน” เพื่อนำไปเชื่อมโยงกับภาคีเครือข่ายต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการภัยพิบัติเฉพาะพื้นที่ และระดับภาค
สถานการณ์ชายแดนสะท้อนให้เห็นว่าความมั่นคง ไม่สามารถแยกออกจากเศรษฐกิจและสังคมได้ การบริหารจัดการที่ผ่านมาเน้นการแก้ไขเฉพาะหน้า มากกว่าการสร้างความพร้อมและความยืดหยุ่น ดังนั้น แนวทางนโยบายจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการจัดการเหตุการณ์ ไปสู่การจัดการเชิงระบบและเชิงพื้นที่ ใช้แนวทางความมั่นคงแบบรัฐบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ไปสู่การสร้างความมั่นคงมนุษย์ทั้งด้านการให้ความรู้ ให้การศึกษา ฝึกทักษะการช่วยตัวเอง ช่วยชุมชนช่วงเกิดภัย ให้โอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน พัฒนาทักษะอาชีพ ความมั่นคงด้านที่ดินทำกิน ด้านที่อยู่อาศัย เครือข่ายภัยพิบัติ 4 จังหวัดชายแดนภาคอีสาน จึงได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย ประกอบด้วย
ข้อเสนอต่อหน่วยงานระดับกระทรวง
1. จัดตั้ง “เขตฟื้นฟูชายแดนแบบบูรณาการ” (Border Resilience Zone) โดยกำหนดพื้นที่ชายแดนเป็นเขตพัฒนาพิเศษเมืองชายแดนอีสานใต้ 4 จังหวัด ทั้งด้านความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง และด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต และบูรณาการงบประมาณและแผนงานแบบ Area-based แนวทางการบริหารจัดการ และการจัดทำงบประมาณที่ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง โดยมองปัญหา และความต้องการของท้องถิ่นเป็นจุดเริ่มต้น มุ่งเน้นการให้จังหวัด กลุ่มจังหวัด หรือชุมชน ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา และวางแผนพัฒนาตามศักยภาพของตนเอง โดยมีภาครัฐ เอกชน วิชาการ และภาคประชาชนร่วมมือกัน (Collaboration) เพื่อแก้ไขปัญหา
2. พัฒนาระบบเตรียมพร้อม–อพยพ–พักพิง-ฟื้นฟู (Pre–During–Post Model) โดยจัดทำแผนเผชิญเหตุระดับตำบล สอดรับกับแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังระดับอำเภอและระดับจังหวัด พัฒนาศูนย์พักพิงมาตรฐานและระบบดูแลกลุ่มเปราะบาง และพัฒนาเส้นทางคมนาคมให้สะดวก ปลอดภัย มีสิ่งอำนวยความสะดวก
3. ฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ชายแดน โดยจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูอาชีพประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติจากกองกำลังภายนอกประเทศ พัฒนาระบบประกันความเสี่ยงทางการเกษตรให้กับเกษตรกรผู้ปลูกพืชผลในพื้นที่เสี่ยง และส่งเสริมอาชีพเสริมและเศรษฐกิจชุมชน
4. เสริมสร้างระบบสุขภาพจิตและสวัสดิการเชิงรุก โดยจัดตั้งทีมสุขภาพจิตเคลื่อนที่ พัฒนาระบบดูแลเด็กและกลุ่มเปราะบางในพื้นที่วิกฤต
5. พัฒนากลไกความร่วมมือชายแดนไทย–กัมพูชา โดยจัดตั้งกลไกความร่วมมือบริหารจัดการภัยพิบัติระดับพื้นที่ พัฒนาระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า (Early Warning System)
ข้อเสนอต่อหน่วยงานระดับจังหวัด/ระดับนโยบาย
1. ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสนับสนุนกลไก แผนการขับเคลื่อนการบริหารจัดการภัยพิบัติและความมั่นคงชายแดนอย่างมีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด โดยให้กลุ่มองค์กรชุมชน สภาองค์กรชุมชน กลุ่มองค์กรชุมชน ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบรองรับการจัดการภัยพิบัติแบบมีส่วนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรเป็นเจ้าภาพหลักร่วมกับสภาองค์กรชุมชน หน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงบูรณาการเชิงภูมินิเวศตามแนวเชื่อมรอยต่อให้มากขึ้น เพื่อประโยชน์การใช้ข้อมูลทรัพยากรร่วมกันในการจัดการปัญหาให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
3. ขอให้สาธารณสุขจังหวัดร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รพ.สต. และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องสนับสนุนจัดตั้ง และงบประมาณต่อการพัฒนาศูนย์สุขภาพชุมชน ในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และการขยายบริการสาธารณสุขในชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จําเป็น
4. ขอให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการพัฒนาพื้นที่ และความมั่นคง สนับสนุนแผนปฏิบัติการด้านการบริหารจัดการชายแดน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสร้างการมีส่วนร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน สภาองค์กรชุมชน กลุ่ม อสม. เป็นต้น
5. ขอให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ต่อการพัฒนาช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยกับครัวเรือนที่ประสบภัย และดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย ทุกช่วงวัย
6. ขอให้กองทุนสวัสดิการชุมชน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาระบบกลไกการช่วยเหลือ ส่งต่อและพัฒนารูปแบบประเภทการช่วยเหลือสมาชิก ชุมชน ประชาชนที่ประสบภัย และประสานหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องต่อการยกระดับกองทุนเป็น “กองทุนการจัดการภัยพิบัติ”
7. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับพื้นที่ และนโยบาย ควรให้ความสำคัญกับชุมชนท้องถิ่น ร่วมกับ อปท. เป็นกลไกการบริหารราชการหลักในระดับท้องถิ่น ด้วยการปรับปรุงบทบาทหน้าที่ บุคลากร ทรัพยากรต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน
8. สถาบันการศึกษา วิชาการ ควรมีการศึกษา พัฒนาความรู้ งานวิชาการ เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟู และพัฒนาชุมชนที่ประสบภัยพิบัติชายแดน
9. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เป็นเจ้าภาพหลักประสานหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องควรผลักดันพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ทุนการศึกษา กองทุนกลาง เพื่อการพัฒนาด้านการศึกษาและส่งเสริมการจัดการเรียนรู้โดยอาชีพเป็นเครื่องมือต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต และระบบดูแลเด็ก เยาวชน แรงงานนอกระบบ ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชนพื้นที่ชายแดนสงคราม
10. ขอให้สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง เสริมสร้างความเข้มแข็งและความตระหนักต่อการสร้างพลังพลเมือง เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน เครือข่ายภาคประชาสังคม และปฏิเสธการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ยุติความรุนแรงทุกรูปแบบ ที่นำไปสู่การสูญเสียชีวิตและการบาดเจ็บในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็ก และสตรี พร้อมทั้งส่งเสริมบรรยากาศแห่งความปลอดภัย ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขอให้เราทุกคนยืนหยัดและยืนยันในหลักการไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา
11. ขอให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อเฝ้าระวังสกัดกั้นการลักลอบผิดกฎหมายและการแทรกซึม โดยสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่นต่อการสร้าง “รั้วความมั่นคง”
12. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับนโยบายควรมีการปรับปรุงระเบียบ ข้อกฎหมายต่าง ๆ ให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เพื่อให้การทํางานของหน่วยงานระดับปฏิบัติสามารถดําเนินการ ได้ทันท่วงทีต่อการช่วยเหลือชุมชนประสบภัยและมีประสิทธิภาพ
13. ขอให้หน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องนำแผนงาน ข้อเสนอนโยบายของสภาองค์กรชุมชน โดยดำเนินงานตามภารกิจ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 ไปบรรจุในแผนงาน ข้อบัญญัติท้องถิ่น นำไปสู่การปฏิบัติการในระดับพื้นที่และเชื่อมโยงกับนโยบาย
นอกจากนั้น เครือข่ายภัยพิบัติฯ ยังได้มีข้อเสนอเชิงปฏิบัติการเร่งด่วน (Quick Win) โดยหน่วยงานในระดับจังหวัด ในการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบที่เชื่อมกับระบบข้อมูล TPMAP และจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ในพื้นที่ พร้อมสนับสนุนงบประมาณฟื้นฟูระยะสั้นแก่ครัวเรือนเปราะบาง
สำหรับข้อเสนอเชิงยุทธศสาตร์ของ 4 จังหวัดที่จะดำเนินการร่วมกัน ประกอบด้วย ประการที่หนึ่ง ยกระดับการจัดการชายแดนสู่ “ความมั่นคงมนุษย์” แผนบริหารจัดการภัยระดับตำบล เชื่อมโยงระดับจังหวัด ประการที่สอง ยกระดับ 4 จังหวัด อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ เป็นพื้นที่ต้นแบบเชิงนโยบาย (Pilot Area) ให้สำเร็จภายในเวลา 2 ปี ด้วยการสำรวจข้อมูล จัดทำแผนพัฒนา และปฏิบัติการ ประการที่สาม บูรณาการหน่วยงานรัฐผ่านกลไกพื้นที่ เน้นกลไกคณะกรรมการในแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง หรือกลไกอื่น ๆ ที่จังหวัดตั้งขึ้น ประการที่สี่ สร้างระบบข้อมูลและการตัดสินใจเชิงหลักฐาน พัฒนาระบบข้อมูลในระดับจังหวัด ทั้งในช่วงก่อนเกิดภัย-ระหว่างเกิดภัย-หลังเกิดภัย และประการที่ห้า เสริมบทบาทมหาวิทยาลัยและภาคีในพื้นที่ ให้เป็นหน่วยวิชาการ ทั้งด้านการวิจัย การบริการวิชาการให้กับประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่
นอกจากนี้ แกนนำเครือข่ายได้มอบข้อเสนอให้กับหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และมอบข้อเสนอให้กับ สส. ในพื้นที่ เพื่อส่งมอบให้กับระดับนโยบายต่อไป
















