นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ลงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “คนกาฬสินธุ์สร้างสรรค์ สังคมสวัสดิการสร้างสุข” มอบงบประมาณสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนและโครงการบ้านพอเพียงรวมกว่า 16 ล้านบาท มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง พร้อมโชว์ความสำเร็จ “กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลนาโก” และ “กลุ่มพัฒนาควายไทย” ต้นแบบการนำต้นทุนทางวัฒนธรรมมาพัฒนาเป็นเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน
กาฬสินธุ์/ 19 กรกฎาคม 2569 — นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ขบวนองค์กรชุมชนผ่านการสนับสนุนงบประมาณและกลไกการพัฒนาที่เน้นการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ นายธนภณ เมืองเฉลิม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) โดยมีผู้นำท้องถิ่น และเครือข่ายองค์กรชุมชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ จังหวัดกาฬสินธุ์
อัดฉีดงบ 16 ล้าน ยกระดับคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายนิกร โสมกลาง รมว.พม. ได้มอบงบประมาณสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้แก่ งบประมาณสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชน 53 กองทุน เป็นเงินกว่า 5.5 ล้านบาท และงบประมาณโครงการซ่อมแซมบ้านพอเพียงชนบทจำนวน 304 หลัง เป็นเงินกว่า 10.6 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้มอบเงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวยากจน เงินอุดหนุนผู้มีรายได้น้อย รวมถึงงบปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยเพื่อคนพิการและผู้สูงอายุ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายจะได้รับสวัสดิการที่ทั่วถึงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามเป้าหมายของกระทรวง
ปัจจุบัน ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ขับเคลื่อนภายใต้วิสัยทัศน์ “คนกาฬสินธุ์สร้างสรรค์ สังคมสวัสดิการสร้างสุข” โดยมีสภาองค์กรชุมชนตำบลถึง 150 สภาฯ และกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล 125 กองทุน เป็นกลไกหลักในการทำงานร่วมกับภาครัฐ ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตไปแล้วกว่า 828 โครงการ
นายนิกร โสมกลาง
“กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลนาโก” ต้นแบบแห่งการเกื้อกูล
ในการลงพื้นที่คือการเยี่ยมชม “กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลนาโก” อำเภอกุฉินารายณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่รูปธรรมที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการสวัสดิการด้วยตนเอง
นายนิกร โสมกลาง รมว.พม. ได้กล่าวว่า ความสำเร็จของกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลนาโก ซึ่งอยู่ภายใต้การสนับสนุนของ พอช. มีการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ถือเป็นต้นแบบของการพึ่งพาตนเองที่ยอดเยี่ยม โดยชุมชนสามารถระดมเงินทุนสะสมได้เกือบ 10 ล้านบาท และมีการจัดสรรงบประมาณเยียวยาดูแลคุณภาพชีวิตของสมาชิกไปแล้วกว่า 6 ล้านบาท ช่วยให้ชุมชนมีระบบสวัสดิการคอยช่วยเหลือกันเองในยามวิกฤต เช่น ภัยแล้ง หรือน้ำท่วม ได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ กระทรวง พม. ยังได้เตรียมความพร้อมรับมือกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ด้วยการขับเคลื่อนโรงเรียนผู้สูงอายุ การส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้ พร้อมสนับสนุนงบประมาณโครงการเงินกู้เพื่อการประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงอายุ รายละ 30,000 บาท โดยไม่มีดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3 ปี ควบคู่ไปกับการวางแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งโอกาสและความมั่นคงให้แก่พี่น้องชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ต่อไป นายนิกร กล่าว
นางวิญญา พุ่มกาหลง
นางวิญญา พุ่มกาหลง ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลนาโก กล่าวว่า ตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2554 กองทุนแห่งนี้ทำหน้าที่มากกว่าการเป็นแหล่งเงินออม แต่เปรียบเสมือน “ศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบล” ที่ดูแลสมาชิกกว่า 1,888 คน ผ่านสวัสดิการ 22 ประเภท ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือการช่วยเหลือยามวิกฤต ทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ความสำเร็จของตำบลนาโกเกิดจากการบูรณาการงบประมาณ 3 ฝ่าย ได้แก่ สมาชิกกองทุน องค์การบริหารส่วนตำบลนาโก และรัฐบาลผ่าน พอช. ทำให้มีเงินสะสมหมุนเวียนกว่า 9 ล้านบาท และได้กระจายความช่วยเหลือสู่คนในชุมชนไปแล้วกว่า 10,050 ครั้ง รวมมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท
นั่งเกวียนชมวิถีควายไทย พลิกโฉมปศุสัตว์สู่เศรษฐกิจฐานราก
รมว.พม. และคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมชม “กลุ่มพัฒนาควายไทยตำบลนาโก” สัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมผ่านการนั่งเกวียนเข้าสู่พื้นที่จัดกิจกรรม ซึ่งกลุ่มพัฒนาควายไทยแห่งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรมควายไทยเท่านั้น แต่ยังถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงท่องเที่ยวและปศุสัตว์ที่ยั่งยืน
เป็นความร่วมมือระหว่างกลุ่มฯ กับมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ และหน่วยงานภาครัฐ ถือเป็นการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาสายพันธุ์ควายให้มีความโดดเด่น ทั้งขนาดตัวและเนื้อหนา เพื่อตอบโจทย์ตลาดสมัยใหม่ ควบคู่ไปกับการปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) โดยเน้นหลักการ “พัฒนาคน พัฒนาคอก พัฒนาควาย” เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและเป็นแหล่งสร้างรายได้เสริมให้แก่ครอบครัวเกษตรกรในพื้นที่































