กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้โครงการ “พม. CARE ถึงที่..ทันใจ ใส่ใจทุกสิทธิ” โดยมี นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่ จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อบูรณาการความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและสนับสนุนงบประมาณพัฒนาขบวนองค์กรชุมชนรวมกว่า 30 ล้านบาท มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและเตรียมความพร้อมสู่การเป็นเมืองเกษตรที่มีความมั่นคงทางอาหารและสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ
ร้อยเอ็ด/18 กรกฎาคม 2569 — นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์ (พม.) และศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นางสาวชญาภา สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต 8 ผู้บริหารกระทรวง พม. ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงของมนุษย์ การลงพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการระหว่างกระทรวงเพื่อเข้าถึงประชาชนในทุกมิติ เป็นการแสดงเจตจำนงของรัฐบาลในการรับฟังเสียงจากคนในชุมชน เพื่อปรับเปลี่ยนนโยบายให้ตอบโจทย์ความต้องการจริง และส่งเสริมให้ “พลังของชุมชน” เป็นตัวแปรหลักในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็งและมั่นคงตามเป้าหมายของโครงการ พม. CARE โดยมีประชานชนเข้าร่วมกว่า 1,000 คน ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด
นางสาวชญาภา สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต 8 กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ได้รับเกียรติต้อนรับท่านรองนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีที่ได้ให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มุ่งดูแลพี่น้องกลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุในพื้นที่ ซึ่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ท่านรองนายกฯ และคณะ ได้ร่วมกันเปิดโครงการ Kick-off ซึ่งจังหวัดร้อยเอ็ดได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 20 จังหวัดนำร่องโครงการแก้จน โดยท่านรองนายกฯ ดร.ยศชนัน ได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการแก้ไขปัญหาความยากจน ผนวกกับภารกิจของกระทรวง พม. ที่ใช้ฐานข้อมูลในการตรวจสอบและเข้าถึงพี่น้องประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแม่นยำ รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำงานเพียงแค่ระดับนโยบายเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่รับฟังปัญหาและติดตามงานอย่างใกล้ชิด
พร้อมที่จะเป็นตัวกลางในการเป็นกระบอกเสียงสะท้อนปัญหา ข้อเสนอแนะ และความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงต่างๆ ภายใต้การกำกับดูแลของท่านรองนายกรัฐมนตรี ทั้งกระทรวง พม.,กระทรวง อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาและการผลักดันโครงการต่างๆ ตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ นางสาวชญาภา กล่าว
บูรณาการความช่วยเหลือเชิงรุก: พม. CARE
นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า “ปัจจุบัน กระทรวง พม. ได้ยกระดับการให้บริการประชาชนผ่านแอปพลิเคชันที่ออกแบบมาเพื่อให้กลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้ประสบปัญหาทางสังคม สามารถยื่นคำขอรับเงินสวัสดิการช่วยเหลือทั้ง 6 ประเภทได้โดยตรงผ่านสมาร์ทโฟน อีกทั้งยังสามารถติดตามสถานะการขอรับความช่วยเหลือได้ด้วยตนเองอย่างโปร่งใส โดยระบบมีการเชื่อมโยงการยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD และแอปพลิเคชันทางรัฐ ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอน ลดเวลา และอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง
นายนิกร กล่าวต่อ กระทรวง พม. ขับเคลื่อนนโยบายภายใต้วิสัยทัศน์ ‘สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน’ โดยมุ่งหวังเป็นกำแพงพิงหลังที่แข็งแรงให้กับกลุ่มเปราะบาง บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงสวัสดิการของรัฐได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ เรายังได้มุ่งเน้นการสร้างแหล่งทุน การส่งเสริมอาชีพ และการจัดพื้นที่แสดงสินค้าผลิตภัณฑ์จากฝีมือคนพิการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีความมั่นคงอย่างยั่งยืน
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า เรื่องสิทธิสวัสดิการเป็นสิ่งที่ประชาชนหลายท่านอาจเข้าถึงได้ยากเนื่องจากข้อจำกัดทางระเบียบและกติกาต่างๆ ซึ่งการจะไปปรับเปลี่ยนกฎระเบียบนั้นทำได้ยากและต้องใช้เวลา แต่สิ่งที่กระทรวง พม. ดำเนินการในวันนี้ผ่านระบบ ‘พม. CARE’ ถือเป็นทางออกที่ดีเยี่ยม เพราะท่านไม่ต้องปรับตัวเข้าหาภาครัฐ แต่ภาครัฐจะเข้าไปหาท่านถึงที่ ระบบนี้จะช่วยบอกให้ท่านทราบว่าท่านมีสิทธิอะไรบ้างและเข้าถึงสิทธิเหล่านั้นได้อย่างไร วันนี้เรามาเพื่อทำงานเชิงรุก ไม่ใช่แค่รอให้ท่านไปหา แต่เราเดินมาหาท่านถึงที่ เพื่อให้ท่านเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น การทำบัตรประจำตัวคนพิการ หรือการลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการที่จำเป็น หากทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบ พม. CARE ทางราชการก็จะทราบข้อมูลว่าแต่ละท่านขาดอะไรหรือเดือดร้อนในด้านใดบ้าง ทำให้เราสามารถวางแผนการให้ความช่วยเหลือได้ตรงจุดและทันเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุปกรณ์ประกอบอาชีพ หรือการพัฒนาทักษะฝีมือ
การปลดหนี้มีหลายวิธี ทั้งการส่งเสริมอาชีพและการลดรายจ่าย ซึ่งรัฐบาลกำลังทำงานเชิงลึกในเรื่องนี้ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ รวมถึงกระทรวง อว. ที่จะเข้ามาดูแลเรื่องการฝึกทักษะและให้ความรู้ผ่านมหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประชาชนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทั้งนี้ การทำงานร่วมกับ สส. ในพื้นที่ถือเป็นกลไกสำคัญในการนำงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นและประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยอย่างเต็มรูปแบบ ขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนทดลองใช้ระบบ พม. CARE เพื่อให้ทราบว่าสิทธิต่างๆ ที่ท่านควรได้รับมีอะไรบ้าง และอยากให้ช่วยกันบอกต่อให้ครอบคลุมถึงเพื่อนบ้านที่ไม่ได้มาในวันนี้ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงสวัสดิการอย่างแท้จริง ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวในตอนท้าย
อัดฉีดงบประมาณอัดฉีดกว่า 30 ล้านบาท สนับสนุนชุมชนเต็มรูปแบบ
กิจกรรมในครั้งนี้มีการมอบงบประมาณและสวัสดิการครอบคลุมหลายภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการทำงานของเครือข่ายภาคประชาชน ดังนี้ ด้านการสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชนและสวัสดิการ มอบงบประมาณโครงการสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดร้อยเอ็ด ปี 2569 รวม 14,207,080 บาท และมอบงบประมาณสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนให้กับ 68 กองทุน เป็นเงิน 7,850,880 บาท ด้านที่อยู่อาศัย มอบงบประมาณโครงการบ้านพอเพียงให้แก่ 26 ตำบล จำนวน 158 ครัวเรือน เป็นเงิน 5,662,500 บาท รวมถึงโครงการบ้านมั่นคงเมืองร้อยเอ็ด เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชน ด้านการปรับสภาพแวดล้อม สนับสนุนโครงการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการในอำเภอศรีสมเด็จ 13 หลัง หลังละ 40,000 บาท รวม 520,000 บาท และสนับสนุนงบประมาณปรับสภาพแวดล้อมสำหรับผู้สูงอายุอีก 5 หลัง เป็นเงิน 200,000 บาท ด้านคุณภาพชีวิตและอาชีพ มอบทุนกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพแก่คนพิการและผู้ดูแลคนพิการในอำเภอศรีสมเด็จ 5 ราย รวมเป็นเงิน 220,000 บาท พร้อมมอบบัตรประจำตัวคนพิการรายใหม่ และเงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวยากจนอีกกว่า 1.1 ล้านบาท รวมถึงเงินสงเคราะห์กรณีฉุกเฉิน และเงินอุดหนุนช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและคนไร้ที่พึ่ง รวมเป็นเงินกว่า 1 ล้านบาทโดยประมาณ
“ร้อยเอ็ดเมืองเกษตรพามี อยู่ดีมีแฮง”
ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ขับเคลื่อนงานภายใต้การสนับสนุนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. โดยกำหนดวิสัยทัศน์ว่า “ร้อยเอ็ดเมืองเกษตรพามี อยู่ดีมีแฮง ชุมชนมีความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงวัย” โดยมีประเด็นการพัฒนาที่สำคัญคือ การยกระดับเกษตรอินทรีย์และความมั่นคงทางอาหาร การพัฒนาระบบตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชน การท่องเที่ยวโดยชุมชน การลดความเหลื่อมล้ำเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและภัยพิบัติอย่างมีส่วนร่วม
โครงสร้างกลไกการทำงานของร้อยเอ็ดถูกแบ่งออกเป็น 6 โซนครอบคลุมทุกอำเภอ ดำเนินงานผ่านสภาองค์กรชุมชนตำบลจำนวน 202 สภาฯ และกองทุนสวัสดิการชุมชน 184 กองทุน ซึ่งตลอดช่วงปี 2546–2569 ได้มีการดำเนินโครงการพัฒนาไปแล้วถึง 1,007 โครงการ งบประมาณรวมกว่า 179 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความเข้มแข็งของภาคประชาชนในจังหวัดร้อยเอ็ดได้เป็นอย่างดี
สำหรับปีงบประมาณ 2569 ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดร้อยเอ็ดได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก พอช. จำนวน 101 โครงการ รวม 14,547,080 บาท ซึ่งครอบคลุมภารกิจที่สำคัญ เช่น โครงการเสริมสร้างระบบนิเวศชุมชน (ตำบลต้นแบบชุมชนเข้มแข็ง) ใน 6 ตำบล การดำเนินงานบ้านพอเพียง การจัดสวัสดิการชุมชนสำหรับสมาชิกกว่า 135,360 คน และการป้องกันการทุจริตโดยภาคประชาชน ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการสร้างโครงสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้จังหวัดร้อยเอ็ดเป็นพื้นที่ต้นแบบของการแก้ไขปัญหาความยากจนและการรองรับสังคมสูงวัยอย่างมีศักดิ์ศรี
















