พอช. เดินหน้าปฏิรูปองค์กรครั้งใหญ่ผ่านเวทีประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ชูวิสัยทัศน์ “โลกเปลี่ยน ชุมชนเปลี่ยน พอช. ต้องปรับเกม” มุ่งเน้นการสร้างผู้นำชุมชนเข้มแข็งและการใช้เทคโนโลยีนำทาง ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลักของ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เพื่อสร้าง “คานงัด” ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเตรียมวางแผนยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571-2575) มุ่งสู่การเป็นหน่วยงานที่ยืดหยุ่น ทันสมัย และตอบโจทย์สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
กรุงเทพมหานคร/18 กรกฎาคม 2569 – สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดเวทีประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 พร้อมทบทวนแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) และรับฟังความคิดเห็นเพื่อเตรียมจัดทำแผนยุทธศาสตร์สถาบันระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571-2575) ระหว่างวันที่ 17-18 กรกฎาคม 2569 โดยมีผู้แทนคณะกรรมการสถาบันฯ คณะผู้บริหารระดับสูง ผู้อำนวยการสำนัก และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรมบ้านไทยบูทีค รามคำแหง กรุงเทพฯ
“ผู้นำชุมชนเข้มแข็ง” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กล่าวว่า การจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ 2570 ของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. โดยเน้น 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อยกระดับการพัฒนาชุมชนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมสร้าง “คานงัด” ขับเคลื่อนประเทศผ่านพลังของผู้นำและเครือข่ายชุมชนทั่วไทย
ยุทธศาสตร์แรก คือ การสร้างผู้นำชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นและความแตกต่างของ พอช. จากหน่วยงานอื่นที่มักขับเคลื่อนงานผ่านโครงการ เมื่อโครงการสิ้นสุด ผลลัพธ์ก็มักจบลงตามไปด้วย ขณะที่ พอช. เริ่มต้นจากการพัฒนาศักยภาพผู้นำให้เป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลง แม้ใช้งบประมาณไม่มาก แต่สามารถสร้างเครือข่ายผู้นำที่แข็งแรงทั่วประเทศ โดยเสนอให้จัดทำ ทำเนียบผู้นำระดับหมู่บ้าน พร้อมระบบปักหมุดแสดงตำแหน่งผู้นำ ผลิตสื่อวิดีทัศน์ถ่ายทอดผลงาน และพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ผ่าน CODI Academy เพื่อสร้างกองทัพผู้นำทั้งระดับแถวหนึ่ง แถวสอง และแถวสามให้ครอบคลุมทุกพื้นที่
ยุทธศาสตร์ที่สอง คือ การยกระดับโครงการเรือธงของ พอช. อาทิ โครงการบ้านมั่นคง การออมวันละบาท และกองทุนชุมชน ให้ก้าวจากการเป็นเพียงโครงการสู่การเป็น “ทุนของชุมชน” ที่สร้างการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น การต่อยอดพื้นที่บ้านริมคลองสู่การพัฒนาตลาดชุมชน พื้นที่สีเขียว และเครือข่ายสภาผู้นำตลอดแนวคลอง รวมถึงการยกระดับระบบออมทรัพย์ชุมชนที่กำลังเผชิญความท้าทาย ด้วยการพัฒนานักบัญชีชุมชน ระบบซอฟต์แวร์ และการบริหารจัดการด้านสวัสดิการและเศรษฐกิจชุมชน พร้อมขยายผลต้นแบบความสำเร็จที่ได้รับความสนใจจากทั้งในและต่างประเทศไปสู่ทุกภูมิภาคของประเทศ
ยุทธศาสตร์ที่สาม คือ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชน โดยเชื่อมโยงการทำงานกับภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคีทุกภาคส่วน พร้อมพัฒนาระบบ Dashboard แสดงข้อมูลความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม และส่งเสริมการจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อระดมทรัพยากรจากแหล่งทุนต่าง ๆ เพิ่มเติม
ยุทธศาสตร์สุดท้าย คือ การปรับตัวขององค์กรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ด้วยการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ปรับโครงสร้างและกระบวนการทำงานภายในให้คล่องตัว เพื่อให้ทุกหน่วยงานเป็น “ลมใต้ปีก” สนับสนุนซึ่งกันและกัน และร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ
ดร.กอบศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ พอช. จะมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณและกำลังคน แต่ด้วยเครือข่ายผู้นำที่เข้มแข็งทั่วประเทศจะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการเปลี่ยนประเทศ หากมีการบริหารจัดการที่ถูกต้องผ่านยุทธศาสตร์ที่เฉียบคม พอช. จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้สังคมไทยอยู่รอดและเติบโตได้อย่างมั่นคงในยุคที่โลกหมุนไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้
สถาบันฯ เดินหน้าทบทวนแผน 5 ปี พร้อมฟื้นกลไก “ศปอ.” เชื่อมเครือข่ายชุมชน
นายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการ พอช. กล่าวถึง ความสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารภายในองค์กร โดยเน้นการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมและการฟื้นฟูกลไก “คปอ.” ให้เป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงเครือข่ายองค์กรชุมชนกับสถาบันฯ พร้อมขอความร่วมมือบุคลากรทุกระดับในการขับเคลื่อนภารกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงเปลี่ยนผ่านคณะกรรมการและผู้อำนวยการสถาบันฯ เพื่อให้การทำงานเกิดความราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ทิศทางการดำเนินงาน และความท้าทายปี 2570 โดยคณะกรรมการสถาบันฯ และคณะอนุกรรมการ
นายวิชญ์พิพล ติวะตันสกุล ที่ปรึกษาด้านยโยบายและแผนงาน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า “เสน่ห์ของ พอช.” คือการทำงานร่วมกับชุมชนและผู้นำชุมชนในฐานะองค์กรพิเศษ แม้จะเผชิญการตัดงบประมาณ แต่เชื่อมั่นว่าจะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม เนื่องจากกรรมาธิการมองเห็นความสำคัญของภารกิจ พร้อมสะท้อนความกังวลระดับชาติ 3 ประเด็น ได้แก่ สังคมผู้สูงวัยที่ควรนำหลักอารยสถาปัตย์ (Universal Design) มาปรับใช้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงที่อาจลุกลามเป็นหนี้สาธารณะและกระทบงบประมาณประเทศ และการมาถึงของยุค AI ที่ควรนำมาใช้เป็นผู้ช่วยพัฒนางาน นอกจากนี้ยังเน้นย้ำความสำคัญของการทำ Successor Plan และแผนฝึกอบรมบุคลากรของ พอช.
นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า 10 ประเด็นสำคัญดังนี้ 1.ฟื้นกำลังซื้อ และลดค่าครองชีพ 2.ปลดล็อกสินเชื่อ SMEs 3.ลดต้นทุนพลังงาน 4.ปฏิรูปกฎหมาย และกฎระเบียบ 5.เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนส่งอนาคต 6.ยกระดับกลไกรัฐ–เอกชน 7.ดัน Made in Thailand 8.หนุนการค้าและส่งออก 9.พัฒนาคน แรงงาน และการศึกษา 10.ปฏิรูปภาคเกษตร ยกระดับสู่ความยั่งยืนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย พร้อมเปรียบเทียบโครงสร้างการทำงานของ พอช. ในเชิงเกมกีฬาว่า “กองหน้า” คือชุมชนท้องถิ่น “กองกลาง” คือฝ่ายทรัพยากรบุคคล เทคโนโลยีดิจิทัล การเงิน การบัญชี และการประชาสัมพันธ์ ส่วน “กองหลัง” คือฝ่ายกฎหมาย
นางวิภาภรณ์ ชัยรัตน์ คณะกรรมการสถาบัน ฯ กล่าวว่า เสนอให้ความสำคัญกับการจัดการสภาพคล่องของกองทุนและการบริหารงบประมาณให้การเบิกจ่ายเป็นไปตามแผน พร้อมเสนอให้ภาคการเงินสาธารณะเสริมสร้างความรู้ด้านการเงิน บัญชี และธรรมาภิบาลแก่ประชาชน โดย พอช. ควรสอนให้ชุมชนสามารถทำบัญชีและปิดงบประมาณได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ การจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการดึงทรัพยากรเงินทุนเข้ามาพัฒนา
นายวิโรจน์ น้ำหอม ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมสัมมาชีพชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่าเป้าหมายหลักของ พช. คือการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมฝากโจทย์ให้ พอช. พิจารณาว่าจะนำข้อมูลต่างๆ มาเป็นแนวทางพัฒนาแผนเชิงพื้นที่ และเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร
นางวารุณี สกุลรัตนธารา คณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ให้ข้อเสนอแนะครอบคลุมหลายมิติ ได้แก่ การพัฒนาบุคลากร พอช. การพัฒนาคนรุ่นใหม่ การบริหารการเงิน การสร้างระบบธรรมาภิบาลในองค์กรให้ได้รับการยอมรับจากภายนอก การพัฒนาเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับงาน การสื่อสารสาธารณะให้เป็นที่รู้จักโดยเฉพาะการตอบสนองนโยบายรัฐบาล ตลอดจนการพัฒนาระเบียบและกฎหมายให้เหมาะสมกับ พอช. และชุมชน
นายเจษฎา มิ่งสมร คณะอนุกรรมการนโยบายและแผนงาน กล่าวย้ำถึง ข้อคิดเชิงปรัชญาว่าชีวิตคือสิ่งสำคัญที่สุด การมีชีวิตต้องตั้งอยู่บนความตั้งใจ มีคุณค่า และมีศักดิ์ศรี คนเราเติบโตและเรียนรู้ไม่เท่ากันจึงต้องอาศัยการเรียนรู้ระหว่างกัน พร้อมเน้นย้ำว่าแผนปี 2570 ต้องวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกและภายในอย่างเข้มข้น ทั้งปัจจัยภายนอก เช่น การลงทุนข้ามโลก พลังงาน AI และเศรษฐกิจ รวมถึงปัจจัยภายในประเทศ เช่น หนี้สาธารณะ ความอ่อนแอของระบบราชการ และกับดักคนรุ่นใหม่ สำหรับทิศทาง 3-5 ปีข้างหน้า เสนอให้ลดงานเชิงประเด็นลง และหันมาสร้างโมเดลการบริหารจัดการเชิงพื้นที่อย่างน้อยจังหวัดละ 4-5 ตำบล บูรณาการร่วมกับภาคีเพื่อสร้างแกนนำรับใช้พื้นที่ เตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติด้วยนวัตกรรม และสร้างความมั่นคงทางอาหารในรูปแบบพื้นที่สีเขียว (Green) ที่เหมาะกับสังคมผู้สูงวัย
เวทีระดมความคิดและแผนปฏิบัติการเชิงรุก
การประชุมได้มีการจัดเวิร์กชอปเชิงรุกที่แบ่งผู้เข้าร่วมเป็นกลุ่มเพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่น Outside-In Scan เพื่ออ่านเกมภายนอกด้านเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือน, Inside-Out Check เพื่อประเมินสุขภาพองค์กร, และ CODI Action Pitching เพื่อนำเสนอโครงการที่จะเกิดขึ้นในปี 2570 ซึ่งเน้นการบริหารจัดการเชิงพื้นที่เป็นหลัก โดยลดงานเชิงประเด็นที่ซ้ำซ้อนและหันมาสร้างโมเดล “จังหวัดนำร่อง” เพื่อสร้างแกนนำที่รับใช้พื้นที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ
ก้าวต่อไปสู่แผนยุทธศาสตร์ปี 2571-2575
ในช่วงท้ายของการประชุม คณะผู้บริหารได้ร่วมกันรับฟังความคิดเห็นเพื่อเตรียมจัดทำแผนยุทธศาสตร์สถาบันระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571-2575) โดยเน้นย้ำถึงการสร้างความเป็นธรรมทางสังคม การจัดทำบัญชีชุมชนที่โปร่งใส และการใช้นวัตกรรมเพื่อรับมือภัยพิบัติ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับในครั้งนี้จะถูกรวบรวมเพื่อนำไปร่างเป็นทิศทางหลักในการพัฒนาองค์กรชุมชนให้มีความมั่นคง เข้มแข็ง และมีศักดิ์ศรี
























