พอช. จับมือ สพฉ. บูรณาการความร่วมมือสนับสนุน “ตำบลเข้มแข็งในการจัดการภัยพิบัติ” ตั้งเป้าขับเคลื่อน 100 พื้นที่นำร่องในปีงบประมาณ 2570 เน้นรพัฒนาศักยภาพประชาชนและแกนนำชุมชนผ่านหลักสูตรการแพทย์ฉุกเฉิน การฝึกอบรม CPR & AED การจัดทำแผนชุมชน ระบบแจ้งเตือนภัย ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน และกองทุนภัยพิบัติ เพื่อสร้างชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้ ลดความสูญเสีย และรับมือภัยพิบัติ
กรุงเทพมหานคร/ 6 ตุลาคม 2569— สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) การจัดประชุมหารือความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนและสนับสนุนการสร้าง “ตำบลเข้มแข็งในการจัดการภัยพิบัติ” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม นำโดย นายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการ พอช. ผศ.ดร.ธงศักดิ์ชัย สายพระราษฎร์ รองเลขาธิการ สพฉ. ณ ห้องประชุม 301 – 302 ชั้น 3 พอช. บางกะปิ กรุงเทพฯ
ผศ.ดร.ธงศักดิ์ชัย สายพระราษฎร์ รองเลขาธิการ สพฉ. กล่าวถึง เจตนารมณ์และสถานการณ์การดำเนินงานที่ผ่านมา สพฉ. ได้มีความพยายามในการสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนมาอย่างต่อเนื่องในหลายประเด็น อย่างไรก็ตาม ในบริบทปัจจุบันพบว่าการดำเนินงานบางส่วนยังคงขาดกระบวนการพัฒนาร่วมกับชุมชนอย่างแท้จริง รูปแบบการทำงานเดิมของ สพฉ. มักเริ่มต้นจากการสร้างเครือข่ายในพื้นที่และการสร้างความร่วมมือกับภาคีการพัฒนา
ผศ.ดร.ธงศักดิ์ชัย กล่าวต่อ ในปัจจุบัน ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติต่าง ๆ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน ซึ่งเป็นผู้เผชิญปัญหาหลัก แต่ทว่าในหลายพื้นที่ยังขาดกระบวนการเชื่อมโยงในการจัดการปัญหาร่วมกับหน่วยงาน ตลอดจนข้อจำกัดด้านการระดมกำลังคนเพื่อเข้ามาหนุนเสริมในการช่วยเหลือประชาชนที่ยังไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ในมิติเรื่องทุน คน และระบบการเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็น ยังเป็นสิ่งที่จะต้องได้รับการพัฒนาและยกระดับอย่างเร่งด่วน ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีภารกิจหลักในการส่งเสริมให้ตำบลเกิดความเข้มแข็งในการจัดการภัยพิบัติ
ในจุดนี้ พอช. ถือเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทและภารกิจสำคัญในการสนับสนุนพื้นที่รากหญ้าให้เกิดความเข้มแข็ง สามารถจัดการตนเองได้ ซึ่งนับเป็นความร่วมมือการทำงานที่ดีเยี่ยมในการส่งเสริมกระบวนการในพื้นที่เพื่อรับมือภัยพิบัติ โดยมีการผนวกหลักสูตรการแพทย์ฉุกเฉินเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญ ช่วยส่งเสริมให้แกนนำชุมชนมีความรู้ในการพัฒนาศักยภาพเพื่อการเอาตัวรอด ตลอดจนสามารถเผยแพร่องค์ความรู้ดังกล่าวให้กับผู้อื่น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในสถานการณ์ฉุกเฉินรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพผศ.ดร.ธงศักดิ์ชัย กล่าวในตอนท้าย
นายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการ พอช. กล่าวถึง ทิศทางการเตรียมความพร้อมของชุมชนในการรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติ โดยในปีงบประมาณ 2570 ได้กำหนดเป้าหมายพื้นที่นำร่องในการดำเนินงานจำนวน 100 ตำบล (โดยยึดเป้าหมายการทำงานของพื้นที่เป็นตัวตั้ง) เพื่อให้ชุมชนสามารถเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ต่าง ๆ และประสานการทำงานเชื่อมโยงสนับสนุนร่วมกับหน่วยงานในการจัดการภัยพิบัติที่ชุมชนสามารถออกแบบได้ด้วยตนเอง ทิศทางและแนวทางการสนับสนุนพื้นที่ในการจัดการภัยพิบัติ 100 ตำบล มีแนวทางสำคัญ 6 ประการ ดังนี้ 1.ส่งเสริมความรู้ให้คนในชุมชนรับมือภัยพิบัติ สร้างความตระหนักรู้และทักษะที่จำเป็นในการเอาตัวรอด 2.การจัดทำแผนชุมชน เตรียมความพร้อมจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติของชุมชนอย่างเป็นระบบ 3.ส่งเสริมการจัดตั้งคณะทำงาน สร้างกลไกขับเคลื่อนการทำงานในระดับพื้นที่ 4.เชื่อมโยงแผนชุมชนร่วมกับท้องถิ่นหรือหน่วยงาน บูรณาการการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานภาครัฐ 5.ส่งเสริมการจัดทำระบบแจ้งเตือน พัฒนากลไกการเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวได้ทันท่วงที 6.จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือภายในตำบล เป็นศูนย์กลางในการบัญชาการและให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น
นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนการจัดทำชุดความรู้และบทเรียนที่ได้จากการจัดการความรู้ (KM) รวมถึงการพัฒนาศักยภาพคนทำงานและแกนนำในการสร้างองค์ความรู้เรื่องการจัดการภัยพิบัติชุมชน พร้อมทั้ง สนับสนุนการจัดตั้งกองทุนจัดการภัยพิบัติตำบล ซึ่งจะเป็นกองทุนกลางในระดับจังหวัด เพื่อใช้ในการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนในยามฉุกเฉิน สามารถช่วยเหลือพื้นที่ใกล้เคียงได้ และลดการพึ่งพาจากหน่วยงานภาครัฐ นายวิชัย กล่าว
สำหรับการสร้าง “ตำบลเข้มแข็งด้านการจัดการภัยพิบัติ” สพฉ. และ พอช. มุ่งเน้นการพัฒนาควบคู่กันทั้งบุคลากรด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ประชาชน และเครือข่ายอาสาในชุมชน โดยมี 3 เสาหลักในการพัฒนา ได้แก่
- พัฒนาบุคลากร (ผู้ปฏิบัติการในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน) ยกระดับทักษะการเผชิญเหตุเพื่อเพิ่มขีดความสามารถสูงสุด ผ่านหลักสูตรอบรมเฉพาะทางตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด เสริมสร้างการทำงานเป็นทีม และพัฒนาศักยภาพเครือข่ายอาสาฉุกเฉินชุมชน
- พัฒนาศักยภาพประชาชนทั่วไป ฝึกอบรม CPR & AED อย่างครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ส่งเสริมการเข้าถึงจุดติดตั้งเครื่อง AED และสร้างเครือข่ายอาสาฉุกเฉินเพื่อชุมชนที่เข้มแข็ง
- อบรม CPR & AED และเข้าถึงบริการรวดเร็ว พัฒนาความพร้อมด้านทรัพยากร เช่น กำลังคน การสื่อสาร องค์ความรู้ และอุปกรณ์ พร้อมสร้างความต่อเนื่องและยั่งยืนผ่านความเข้าใจและการจำลองสถานการณ์เผชิญเหตุจริง
ทั้งนี้ ในพื้นที่ 100 ตำบลเป้าหมาย สพฉ. เสนอให้มีแกนนำพื้นที่ 1 คนต่อ 1 พื้นที่ (รวมจำนวน 100 คน) ที่มีความสามารถในการทำ CPR ได้ในยามฉุกเฉิน และสามารถประสานงานได้โดยตรงไปยัง สพฉ. เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและการทำงานร่วมกับแกนนำในชุมชนได้อย่างมีระบบผ่านเครือข่ายการแจ้งเตือนและติดตามสถานการณ์
เครื่องมือในการขับเคลื่อน จะมีการจัดทำ “หลักสูตรการจัดการภัยพิบัติโดยขบวนองค์กรชุมชน” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทำความเข้าใจ สื่อสารเผยแพร่ความรู้ และขั้นตอนการติดต่อประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีสำนักพัฒนาผู้นำและนวัตกรรมชุมชน เป็นส่วนงานรับผิดชอบในการจัดทำหลักสูตรเนื้อหาอบรมร่วมกัน การอบรมดังกล่าวมีระยะเวลาไม่เกิน 2 วัน โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือนำองค์กรชุมชนจำนวน 3-5 คนต่อ 1 ตำบล ในพื้นที่เป้าหมายปี 2570 รวมถึงเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการชุมชนของสถาบันฯ ในแต่ละภาค เนื้อหาสำคัญของหลักสูตรประกอบด้วย
1) การบริหารจัดการระบบบัญชาการและประสานงานในพื้นที่: เป็นแนวทางส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์ประสานงานบัญชาการฉุกเฉินในระดับพื้นที่
2) การอบรมวิชาชีพการแพทย์ฉุกเฉินในสถานการณ์ต่าง ๆ: ครอบคลุมภัยแล้ง น้ำท่วม และเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ
3) ข้อมูลและช่องทางการติดต่อประสานงาน: ผู้ผ่านการอบรมต้องสามารถแจ้งประสานเหตุฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที และสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปขยายผลถ่ายทอดให้กับคนอื่น ๆ ในชุมชนต่อไปได้
ผลที่คาดหวังจากการบูรณาการความร่วมมือในครั้งนี้ คือการทำให้ชุมชนสามารถจัดการภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ มีมาตรฐานระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่ลดอัตราการเสียชีวิตและความพิการอย่างมีมาตรฐานตามกฎหมาย พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ตลอดจนเกิดการบูรณาการทรัพยากร องค์ความรู้ และวัสดุอุปกรณ์อย่างทั่วถึง นำไปสู่ความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน











