นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. เผยแผนยุทธศาสตร์และกรอบดำเนินงาน “โครงการเสริมสร้างเครือข่ายองค์กรชุมชนกับการจัดการภัยพิบัติและพัฒนาพื้นที่ชายแดน” ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2570–2574) ครอบคลุม 26 จังหวัด 94 อำเภอ 752 ชุมชน รวม 259,037 ครัวเรือน ชูงบสนับสนุนสูงสุด 176,000 บาท/ครัวเรือน มุ่งแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน ความไม่สงบ และภัยพิบัติ พร้อมบูรณาการกลไก 5 ระดับเพื่อกระจายอำนาจสู่การจัดการตนเองของชุมชนอย่างยั่งยืน
กระทรวงกลาโหม/18 กันยายน 69- กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับ กระทรวงกลาโหม จัดประชุมหารือ “โครงการสร้างความมั่นคงที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตชุมชนชายแดนไทย พ.ศ. 2570–2574” นำโดย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย นางสาวเฉลิมศรี ระดากูล รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. และผู้แทนหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม เพื่อเตรียมเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบในหลักการ มุ่งแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน ระบบสาธารณูปโภค และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่แนวชายแดน 26 จังหวัดทั่วประเทศ ปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการป้องกันภัยภายนอก สู่การสร้าง “ความมั่นคงแบบองค์รวม” โดยให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการจัดการตนเอง (Community-Led Development) เปรียบเสมือน “ชุมชนชายแดนเข้มแข็งพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง” คอยดูแลและเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน ณ ห้องประชุมกระทรวงกลาโหม แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึง “โครงการบ้านมั่นคง” ว่าเป็นโครงการที่มีความสำคัญและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชน หัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือกระบวนการในการ “สร้างชุมชน” ให้มีความเข้มแข็ง มีความมั่นคงทางสังคม และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ก่อนที่รัฐบาลโดยกระทรวง พม. จะเข้าไปให้การสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบในด้านการจัดสร้างที่อยู่อาศัย สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม การทำความเข้าใจ และการสร้างรากฐานความเข้มแข็งภายในชุมชนให้เกิดขึ้นเสียก่อน เมื่อชุมชนมีความพร้อม มีความเข้าใจร่วมกัน และมีเอกภาพทางความคิด พวกเขาจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักและเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการก่อสร้างบ้านของตนเองได้ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวไม่เพียงแต่ตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การเติมเต็มความสุขในมิติต่างๆ ของชีวิต รวมถึงการสร้างงาน สร้างอาชีพ และการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง
นายนิกร กล่าวว่า แนวทางการพัฒนาภายใต้โมเดลลักษณะนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมมาแล้วในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เช่น ชุมชนริมคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากร ซึ่งเป็นโครงการที่พลิกฟื้นวิถีชีวิตริมน้ำ แก้ไขปัญหาชุมชนแออัด และพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่จนได้รับเสียงตอบรับในเชิงบวกจากประชาชนอย่างกว้างขวาง รวมถึงในพื้นที่ส่วนภูมิภาคอย่างจังหวัดนครราชสีมา ที่ได้แสดงถึงพลังความร่วมมือของเครือข่ายภาคประชาชนและหน่วยงานภาครัฐในการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างได้ผลเป็นประจักษ์
โครงการบ้านมั่นคง 3 จังหวัดชายแดนใต้
ความสำคัญในการขยายผลการพัฒนาไปยังพื้นที่ที่มีความเปราะบางและมีความท้าทายสูง โดยเฉพาะการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในบริเวณชายแดน โดยเสนอว่า “โมเดลบ้านมั่นคง” ควรถูกนำมาพิจารณาเป็นหนึ่งในโมเดลต้นแบบสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนและพัฒนาพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดน ซึ่งมีความจำเพาะเจาะจงทั้งในด้านบริบทสังคม ความมั่นคงของประเทศ และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ชายแดนที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด รอบคอบ และมีประสิทธิภาพสูงสุด นายนิกร กล่าว
ในการขับเคลื่อนงานในระยะยาว ถึงความสำคัญของการเริ่มต้นดำเนินงานด้วยความมุ่งมั่นตั้งแต่วันแรก โดยต้องการให้เห็นความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจน ในการนี้ ทางกระทรวง พม. พร้อมที่จะนำศักยภาพของหน่วยงานและกรมต่างๆ ในสังกัดเข้ามาช่วยเสริมหนุน พร้อมทั้งเชื่อมโยงระบบสวัสดิการสังคมที่มีอยู่อย่างหลากหลายของกระทรวงฯ เข้าไปดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง แม้ว่าข้อจำกัดด้านงบประมาณของกระทรวงอาจไม่ได้มีจำนวนมหาศาล แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการบูรณาการ “กลไกการทำงานร่วมกัน” ของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และประชาชน เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวก (Impact) ในวงกว้าง และนำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืนในอนาคต รมว.พม. กล่าวในตอนท้าย
พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า กระทรวงกลาโหมได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการดูแลพื้นที่ชายแดน เนื่องจากประเทศไทยมีกำลังพลและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตรึงกำลังรักษาอธิปไตยตลอดแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่แนวชายแดนที่ติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ยาวลงมาจนถึงภาคตะวันออก ซึ่งกำลังพลเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องประเทศชาติและดูแลความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน
พลโท อดุลย์ กล่าวต่อ การสร้างขวัญกำลังใจและยกระดับคุณภาพชีวิตของกำลังพลแนวหน้า รวมถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ทางกระทรวงกลาโหมจึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่ชายแดนภายใต้แนวคิดและยุทธศาสตร์สำคัญ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์” ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมทุกมิติของการดำรงชีวิต โครงการดังกล่าวแบ่งออกเป็น 4 องค์ประกอบหลัก คือ “น้ำ (น้ำไหล)” หมายถึง การจัดให้มีระบบทรัพยากรน้ำอย่างเพียงพอ ทั้งสำหรับการอุปโภคและบริโภคของกำลังพลและประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน เนื่องจากน้ำสะอาดคือปัจจัยสี่ที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีพ การเข้าถึงแหล่งน้ำจึงเป็นสิ่งแรกที่กองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการจัด1เตรียมและพัฒนาให้มีความพร้อมในทุกพื้นที่ปฏิบัติการ “ทาง (ทางดี)” คือการก่อสร้างและพัฒนาโครงข่ายเส้นทางคมนาคม ทั้งถนนสายหลัก ถนนขนาน และถนนเส้นทางภายในที่เจาะลึกเข้าไปถึงพื้นที่ชั้นในสุดของแนวชายแดน การมีถนนที่ดีและได้มาตรฐานไม่เพียงแต่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางและการขนส่งผลผลิตของประชาชนเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญยิ่งในเชิงยุทธศาสตร์ทางทหาร เนื่องจากช่วยให้กองทัพสามารถลำเลียงกำลังพล ส่งกำลังบำรุง และเพิ่มเติมอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าไปยังพื้นที่แนวหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในยามจำเป็น “ไฟฟ้า (ไฟสว่าง)” ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานที่จะต้องติดตามมาพร้อมกับการตัดถนนเข้าสู่พื้นที่ ระบบไฟฟ้าถือเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ทุกคนจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าในการชาร์จโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์ประกอบอาหาร และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน การมีไฟฟ้าใช้จึงช่วยสร้างความสะดวกสบายและลดความเหลื่อมล้ำในการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมาก “สัญญาณโทรศัพท์” การสื่อสารและโทรคมนาคมในยุคปัจจุบันถือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถขาดได้ การมีสัญญาณโทรศัพท์ที่ครอบคลุมพื้นที่ชายแดนช่วยให้กำลังพลและครอบครัวสามารถติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกและญาติพี่น้องได้อย่างสะดวก รวดเร็ว พร้อมทั้งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนภารกิจด้านการข่าวสารและการประสานงานความมั่นคงในพื้นที่
พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน “ท่านสบายใจได้ ประเทศไทยจะมีความมั่นคงอย่างแน่นอน” สิ่งเหล่านี้คือรูปธรรมของการดำเนินงานที่กำลังเกิดขึ้นและจะเดินหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่องจากความร่วมมืออันแน่นหนาชี้นำระหว่างกระทรวงกลาโหม กระทรวง พม. และหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วน เนื่องจากการบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภารกิจด้านการป้องกันประเทศเท่านั้น แต่ยังต้องครอบคลุมถึงการบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาและบริหารประเทศในทุกมิติ พลโท อดุลย์ กล่าวในตอนท้าย
แผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงชายแดน 26 จังหวัด มุ่งเปลี่ยนพื้นที่เปราะบางสู่โอกาสการพัฒนาอย่างยั่งยืน
การขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวสอดรับและสานต่อนโยบายสำคัญของรัฐบาลและแผนแม่บทระดับชาติ ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม, แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560–2579) ภายใต้วิสัยทัศน์ “คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่วและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในปี 2579” (Housing For All), มติคณะรัฐมนตรีสัญจร ณ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ที่ให้ขยายผลโครงการบ้านมั่นคงในภาคใต้ พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานเจ้าของที่ดินในการจัดการเอกสารสิทธิ์ และให้สถาบันศาสนาและทหารร่วมมือกันซ่อมแซมบ้านให้กับกลุ่มเปราะบาง, ตลอดจนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวง พม. ภายใต้การนำของ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มุ่งส่งเสริมให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ และยกระดับที่อยู่อาศัยให้มีความมั่นคงอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ ผลงานการพัฒนาที่อยู่อาศัยสะสมของ พอช. ณ เดือนสิงหาคม 2569 ประกอบด้วย โครงการบ้านมั่นคง 143,087 ครัวเรือน, โครงการบ้านพอเพียง 190,083 ครัวเรือน, การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้านจำนวน 4 ศูนย์ รวม 698 คน, ชุมชนริมคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากร 6,377 ครัวเรือน และชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบราง 5,518 ครัวเรือน
สำหรับวัตถุประสงค์หลักของโครงการ มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและสิทธิที่ดินรัฐอย่างถูกกฎหมาย สร้างเครือข่ายเตือนภัย ระบบข่าวสาร และความปลอดภัยโดยชุมชน ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีและหน่วยงานความมั่นคง โดยมีกรอบแนวคิดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ได้แก่ การกระจายอำนาจสู่การจัดการตนเองของชุมชน (Community Empowerment & Collaborative Governance) การเปลี่ยนพื้นที่เปราะบางให้กลายเป็นโอกาสการพัฒนา การบูรณาการพัฒนาในเชิงองค์รวม และการสร้างหุ้นส่วนความมั่นคงแนวนอนที่เปิดโอกาสให้สตรีและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม
ในส่วนของเกณฑ์การคัดเลือกพื้นที่และเป้าหมายการดำเนินงานในระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2570–2574) กำหนดเกณฑ์ไว้ว่า จะต้องเป็นชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงคราม ภัยพิบัติ หรือยาเสพติดตามแนวชายแดน เป็นชุมชนที่มีความพร้อมในการรวมกลุ่มออมทรัพย์และจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน และเป็นชุมชนที่กำลังเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยหรือไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน โดยมีเป้าหมายรวมทั้งสิ้น 26 จังหวัด 94 อำเภอ 225 ตำบล 752 ชุมชนหรือหมู่บ้าน ครอบคลุม 259,037 ครัวเรือน (ยกเว้นพื้นที่ติดแม่น้ำโขง 5 จังหวัด) รวมถึงครอบครัวทหารผ่านศึกและทหารพรานที่มีรายได้น้อย
โครงการบ้านมั่นคง 3 จังหวัดชายแดนใต้
ทั้งนี้ (ร่าง) แผนปฏิบัติงานรายปี (พ.ศ. 2570–2574) ได้ถูกกำหนดไว้อย่างเป็นระบบ ดังนี้ ปี พ.ศ. 2570 ดำเนินการในเขตชายแดนไทย–กัมพูชา (ระยะนำร่อง) ครอบคลุม 5 จังหวัด 5 อำเภอ 5 ตำบล 21 ชุมชน/หมู่บ้าน รวม 4,563 ครัวเรือน ปี พ.ศ. 2571 ขยายผลในเขตชายแดนไทย–กัมพูชา ครอบคลุม 7 จังหวัด 21 อำเภอ 55 ตำบล 209 ชุมชน/หมู่บ้าน รวม 56,242 ครัวเรือน ปี พ.ศ. 2572 ดำเนินการในเขตชายแดนไทย–เมียนมา ครอบคลุม 10 จังหวัด 36 อำเภอ 81 ตำบล 243 ชุมชน/หมู่บ้าน รวม 107,975 ครัวเรือน ปี พ.ศ. 2573 ดำเนินการในเขตชายแดนไทย–ลาว ครอบคลุม 7 จังหวัด 23 อำเภอ 50 ตำบล 177 ชุมชน/หมู่บ้าน รวม 47,338 ครัวเรือน ปี พ.ศ. 2574 ดำเนินการในเขตชายแดนไทย–มาเลเซีย ครอบคลุม 4 จังหวัด 15 อำเภอ 35 ตำบล 103 ชุมชน/หมู่บ้าน รวม 42,919 ครัวเรือน
(รวมยอดสะสมทั้ง 4 ด้านชายแดน เป็น 26 จังหวัด 94 อำเภอ 225 ตำบล 752 ชุมชน/หมู่บ้าน และ 259,037 ครัวเรือน)
การสนับสนุนงบประมาณ ได้มีการกำหนดกรอบงบประมาณสนับสนุนต่อครัวเรือนในอัตราไม่เกิน 176,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 หมวดกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ งบสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชน ศักยภาพ และคุณภาพชีวิต (70,200 บาท/ครัวเรือน): ใช้สำหรับการจัดทำข้อมูลและผังความปลอดภัย การพิสูจน์สิทธิสัญชาติและที่ดินร่วมกับอำเภอหรือหน่วยงานรัฐ การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์และสถาบันการเงินชุมชน การอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยและการแพทย์ฉุกเฉิน การพัฒนาตลาดวัฒนธรรมชายแดน การแก้ไขปัญหาหนี้สินทำกิน และการสร้างเสริมสุขภาวะในชุมชน งบอุดหนุนที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภคความมั่นคง/พื้นที่ปลอดภัย (89,800 บาท/ครัวเรือน): ใช้สำหรับการปรับปรุงหรือสร้างบ้านใหม่ในที่ดินเดิมหรือจัดหาที่ดินใหม่ การจัดทำระบบเตือนภัย หอกระจายข่าว การติดตั้งโซล่าเซลล์ การสร้างหลุมหลบภัย และเส้นทางอพยพ งบบริหารจัดการโครงการ (16,000 บาท/ครัวเรือน): คิดเป็นร้อยละ 10 ของงบอุดหนุนพัฒนา เพื่อใช้ในการบริหารจัดการ ติดตั้งระบบติดตาม และหนุนเสริมกระบวนการทำงานในพื้นที่
นอกจากนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนบรรลุผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม จึงได้วางกลไกการบริหารจัดการพื้นที่ไว้ 5 ระดับ ได้แก่ ระดับนโยบาย (ความร่วมมือระหว่างกระทรวง พม., กระทรวงกลาโหม, สมช., กอ.รมน., กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงสาธารณสุข, คทช. และ อผศ.), ระดับจังหวัด (กลไกเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและสิทธิที่ดิน บัญชาการความมั่นคง และขับเคลื่อนความสัมพันธ์ข้ามแดน), ระดับอำเภอ (บูรณาการร่วมกับทหาร, ตำรวจตระเวนชายแดน, กอ.รมน. และภาคีภายนอกเพื่อหนุนเสริมโครงสร้างพื้นฐาน), ระดับตำบล (ใช้เครื่องมือ “ผังตำบล/ผังชีวิต” ในการจัดการน้ำ ป่า สวัสดิการ ดูแลกลุ่มเปราะบาง และเชื่อมโยงเศรษฐกิจ), และ ระดับชุมชน (ใช้เป็นฐานการจัดการตนเอง ทำแผนที่และข้อมูลครัวเรือน แบ่งเขตความเสี่ยง จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ และซักซ้อมแผนฉุกเฉิน) เพื่อสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นให้แก่ประชาชนตามแนวชายแดน
















