พอช. ร่วมกับวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงพื้นที่ประเมินผลลัพธ์ทางสังคม (SIA) และผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลอุโมงค์ ถอดบทเรียนความสำเร็จของ “ออมหมู” หรือแนวคิด “ออมวันละบาท” ที่ริเริ่มขึ้นในปี 2550 ซึ่งช่วยเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในชุมชนจากความโดดเดี่ยวให้กลายเป็นพลังแห่งการเกื้อกูลและดูแลกันอย่างยั่งยืน
ลำพูน/ วันที่ 10–11 สิงหาคม 69 ที่ผ่านมา — สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการและเก็บข้อมูลภาคสนามภายใต้ “โครงการประเมินผลลัพธ์ทางสังคม (SIA) และผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล” มีเป้าหมายเพื่อถอดบทเรียนความสำเร็จ ประเมินมูลค่าที่แท้จริงของกองทุนที่มีต่อสังคม ตลอดจนนำองค์ความรู้และข้อมูลเชิงประจักษ์ไปต่อยอดเป็นต้นแบบในการพัฒนาสวัสดิการชุมชนในระดับประเทศ ณ ห้องประชุมที่ทำการกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลอุโมงค์ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน
วิถีชีวิต “ต่างคนต่างอยู่” ความท้าทายในอดีตของคนอุโมงค์
เมื่อย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน วิถีชีวิตของคนอุโมงค์ยังคงมีลักษณะต่างคนต่างอยู่ โดยการช่วยเหลือกันส่วนใหญ่เกิดขึ้นเฉพาะภายในกลุ่มเครือญาติเท่านั้น ยามเจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องพึ่งพากันตามกำลังที่มีอยู่ สำหรับคนที่มีฐานะดีก็ยังพอสามารถประคับประคองชีวิตของตนเองไปได้ แต่สำหรับผู้ที่มีฐานะยากลำบาก ชีวิตกลับเต็มไปด้วยความยากเข็ญและยากจนข้นแค้น บางครอบครัวถึงขั้นไม่มีข้าวสารจะหุงรับประทานในแต่ละวัน เดิมทีคนอุโมงค์ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทั้งการทำนาและการทำสวน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ลูกหลานเริ่มไม่กลับมาทำการเกษตร ทำให้หลายครอบครัวต้องหันมาซื้อข้าวกินแทน จากเดิมที่เคยพึ่งพาตนเองได้ในอดีต กลับกลายเป็นต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ เมื่อทางเทศบาลจัดกิจกรรมและเชิญชวนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ก็กลับมีผู้เข้าร่วมน้อยมาก เนื่องจากบางคนมีอาการเจ็บป่วย ขณะที่บางคนต้องออกไปรับจ้างหาเลี้ยงครอบครัว ทำให้แทบไม่มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมกับสังคมและเทศบาล
“ออมหมู” และ “ออมวันละบาท”
จากสภาพปัญหาดังกล่าว นำไปสู่แนวคิดสำคัญในการแก้ไขปัญหา นั่นคือ “ออมวันละบาท” โดย นางอรวรรณ ขว้างจิตต์ ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลอุโมงค์ ได้บอกเล่าถึงความสำคัญของการก่อตั้งกองทุนว่า จากเดิมที่ผู้คนเคยมีความรู้สึกเศร้าหมอง เบื่อหน่าย และหมดกำลังใจ ได้พลิกฟื้นกลับมามีความสุขและมีชีวิตชีวามากขึ้น สำหรับชื่อ “ออมหมู” นั้น มีที่มาอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมล้นไปด้วยความหมาย กองทุนเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ทางกองทุนจึงต้องการเชิญชวนให้คนอุโมงค์มาร่วมกันทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลด้วยการออมเงินวันละ 1 บาท ในขณะเดียวกัน ปีดังกล่าวก็ตรงกับ “ปีกุน” หรือปีหมูพอดี จึงเกิดแนวคิดในการเรียกชื่อการออมนี้ว่า “ออมหมู” และกลายเป็นชื่อที่คนในชุมชนจดจำได้จนถึงปัจจุบัน กระปุกออมหมูจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่กระปุกเก็บเงินธรรมดา แต่ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการมีส่วนร่วมในชุมชน หลายบ้านเลือกที่จะวางกระปุกไว้บริเวณหัวเตียง ก่อนนอนทุกคนก็จะหยอดเงินวันละบาท บางบ้านพ่อแม่ร่วมออม บางบ้านลูกๆ ก็ร่วมออมด้วยตนเอง บางครั้งเด็กคนหนึ่งอาจออมเงินวันละบาท ในขณะที่พี่อาจออมได้ 5 บาท เนื่องจากในวันนั้นไม่ได้ซื้อขนมรับประทานที่โรงเรียน เงินจำนวนน้อยนิดเหล่านี้จึงค่อยๆ หล่อหลอมสร้างนิสัยการออม และทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องการลดรายจ่ายรวมถึงการเห็นคุณค่าของเงิน
ความภาคภูมิใจที่ประเมินค่าไม่ได้
กองทุนฯมีบทบาทสำคัญในมิติด้านการศึกษา แม้ว่าเด็กๆ ในชุมชนจะศึกษาในโรงเรียนที่ไม่เสียค่าเทอม แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และบางครั้งเด็กๆ ก็อยากมีสิ่งของเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ กองทุนจึงได้จัดตั้งสวัสดิการด้านการศึกษาขึ้น โดยเมื่อเด็กจบการศึกษาในระดับชั้นอนุบาล จะได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 300 บาท เพื่อให้สามารถนำไปซื้อสิ่งที่จำเป็นหรือสิ่งที่ตนเองต้องการ สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่าตัวเงินคือการปลูกฝังเรื่อง “การออม” ให้กับเด็กๆ โดยเน้นย้ำว่าเด็กจะต้องเป็นคนออมเงินด้วยตนเอง ไม่ใช่ให้พ่อแม่เป็นผู้ออมให้ เพราะเงินที่เด็กหยอดกระปุกด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองนั้น จะช่วยสร้างความภาคภูมิใจและทำให้เด็กได้เรียนรู้คุณค่าของเงินตั้งแต่วัยเยาว์ มีเรื่องราวประทับใจของเด็กคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาจากการออมเงินวันละบาทจนกระทั่งเรียนจบการศึกษาและได้รับปริญญา วันหนึ่งเด็กคนนั้นได้กลับมาหาและขอให้ช่วยทำช่อดอกไม้สำหรับงานรับปริญญา พร้อมกับบอกว่าจะนำช่อดอกไม้นั้นไปตั้งไว้ในตู้โชว์ เนื่องจากสิ่งที่อยู่ในวันสำคัญของชีวิตไม่ได้มีเพียงแค่ดอกไม้สวยงามเท่านั้น แต่คือความภาคภูมิใจที่มาจากเงินซึ่งเขาได้เก็บออมด้วยตนเองวันละบาท
พลังแห่งความศรัทธาและการขับเคลื่อนสู่อนาคต
การร่วมมือร่วมใจออมเงินทีละเล็กทีละน้อยของคนในชุมชน ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลอุโมงค์สามารถสร้างสมาชิกได้สูงถึง 5,238 คน และมีเงินหมุนเวียนที่เกิดจากความร่วมมือของสมาชิกอย่างต่อเนื่อง นางอรวรรณ ขว้างจิตต์ ได้เน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดของกองทุนไม่ใช่จำนวนตัวเลขของเงิน แต่คือ “ความศรัทธา” พร้อมทั้งกล่าวแสดงความมุ่งหวังว่า “อยากให้กองทุนอยู่ยืดไปถึงชั่วลูกชั่วหลาน เพราะกองทุนนี้ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของคนอุโมงค์ทุกคน” ทั้งนี้ ข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการลงพื้นที่ การสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม จะทำหน้าที่เป็นส่วนสำคัญในการสะท้อนให้เห็นถึง “คุณค่าที่เกิดขึ้นจริงจากกองทุนสวัสดิการชุมชน” ทั้งในมิติของสมาชิก ผู้ได้รับประโยชน์ และการพัฒนาชุมชน การดำเนินงานโครงการในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การจัดเก็บข้อมูลเชิงสถิติเท่านั้น แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้เสียงของคนในชุมชนและผู้เกี่ยวข้องได้ถูกนำมาประกอบการประเมินผล เพื่อให้เห็นภาพผลลัพธ์ทางสังคมจากการทำงานของกองทุนสวัสดิการชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถนำข้อมูลไปใช้เป็นฐานสำคัญในการพัฒนางานสวัสดิการชุมชนให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต















