พอช. จัดสัมมนาเครือข่ายชุมชนริมรางภาคใต้เพื่อขับเคลื่อนโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบรถไฟทางคู่สายใต้และการพัฒนาย่านสถานี TOD แกนนำเครือข่ายริมราง 5 ภาค ร่วมถอดปัญหาเชิงพื้นที่คละโจทย์ คน-งาน-เงิน-เวลา วางแผนยุทธศาสตร์ระดับภาค และการจัดกลไกขับเคลื่อนพื้นที่เป้าหมายร่วมกัน มุ่งยกระดับสิทธิชุมชนและความมั่นคงในชีวิตของกลุ่มคนจนเมืองริมรางอย่างเป็นระบบ
สงขลา/ 9 มิถุนายน 2569 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดเวทีสัมมนา “เครือข่ายชุมชนริมรางภาคใต้ในการขับเคลื่อนงานโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบราง” ระหว่างวันที่ 8 – 9 มิถุนายน 2569 มีเป้าหมายสำคัญเพื่อร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ หาแนวทางตั้งรับ และจัดทำแผนปฏิบัติการรองรับผลกระทบจากโครงการเมกะโปรเจกต์ด้านคมนาคมของรัฐบาล ณ โรงแรมวีว่า โฮเทล อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา
“จาก ‘ผู้บุกรุก’ สู่ ‘ผู้เช่าที่ดินรถไฟ’ เส้นทาง 30 ปีแห่งการต่อสู้เพื่อชีวิตที่มั่นคงของคนริมราง”
เส้นทางประวัติศาสตร์ของคนริมรางขับเคลื่อนผ่าน 4 ช่วงสำคัญ เริ่มจากการรวมกลุ่มผู้เดือดร้อน เปลี่ยนสถานะจากผู้บุกรุกมาเป็นผู้เช่า พัฒนาสลัมสู่บ้านมั่นคง และขยายผลจนกลายเป็นขบวนการเครือข่ายระดับประเทศ โดยการต่อสู้นี้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ซึ่งในยุคแรกแกนนำต้องเสียสละทุนทรัพย์ส่วนตัวและขับเคลื่อนด้วยใจจนสามารถบรรลุข้อตกลงสัญญาเช่าที่ดินกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้สำเร็จ
ความสำเร็จดังกล่าวแบ่งออกเป็นสองช่วงเวลาหลัก คือ ช่วงปี พ.ศ. 2543 – 2565 ที่สามารถทำสำเร็จไปแล้ว 63 สัญญา และช่วงปี พ.ศ. 2566 จนถึงปัจจุบัน (ปี พ.ศ. 2569) ที่ขยายเพิ่มขึ้นอีก 49 สัญญา อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายครั้งใหญ่เนื่องจากยังเหลืออีกหลายร้อยชุมชนทั่วประเทศที่ยังรอคอยความหวังนี้อยู่
เมื่อเข้าสู่ยุคของแกนนำรุ่นที่สอง ได้มีการนำบทเรียนในอดีตที่เคยต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวโดยไม่มีงบประมาณรัฐหนุนเสริมมาปรับใช้ ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นมากด้วยนโยบายอุดหนุนจากภาครัฐครัวเรือนละ 100,000 บาท ควบคู่กับแรงหนุนจากกระทรวงคมนาคม การรถไฟฯ จังหวัด และท้องถิ่น ซึ่งตัวชี้วัดความยั่งยืนที่สำคัญที่สุดในปัจจุบันคือความร่วมมือของชุมชนในการบริหารสัญญาและชำระค่าเช่าที่ดินตรงเวลาเพื่อพิสูจน์ตนเองในฐานะคู่สัญญาที่ดี
สำหรับพื้นที่เมืองหลวง ความสำเร็จของเครือข่ายเมืองราชเทวีถือเป็นข้อพิสูจน์ ในการลบคำสบประมาทเดิมๆ ที่ว่าชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ ไม่มีวันพัฒนาสำเร็จ ชุมชนที่เคยเผชิญการไล่รื้อซ้ำซากจาก รฟท. ได้หันมารวมพลังกับเครือข่ายสลัม 4 ภาค และเครือข่ายชุมชนริมทางรถไฟ (ชมฟ.) ดึงกลุ่มผู้เดือดร้อนในพื้นที่ใกล้เคียงมาร่วมกันสู้ จนสามารถคว้าสัญญาเช่าที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมายได้สำเร็จ พลิกโฉมจากสถานะผู้บุกรุกมาเป็นผู้เช่าอย่างเต็มภาคภูมิในปี พ.ศ. 2569 นี้
อย่างไรก็ดี ในมิติเชิงโครงสร้างปัจจุบัน ชุมชนยังต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่จากผลกระทบของร่าง พ.ร.บ. พัฒนาย่านสถานีรถไฟระยะ 500 เมตรรอบพื้นที่พัฒนาเมือง (TOD) ทำให้เครือข่ายริมรางขอนแก่นและภูมิภาคอื่นๆ ต้องยกระดับการขับเคลื่อนเชิงนโยบายร่วมกัน โดยมีข้อเรียกร้องสำคัญคือการขอขยายระยะเวลาโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยคนริมรางจำนวน 300 ชุมชน ออกไปจนถึงปี พ.ศ. 2575 พร้อมทั้งเน้นย้ำการสร้างความเข้มแข็งภายในผ่านการสื่อสารข้อมูลให้สมาชิกรับรู้เท่ากันอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา
“วาระแห่งประวัติศาสตร์” ในการลุกขึ้นมาสลัดภาพจำของคำว่าสลัม
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ประธานอนุกรรมการบ้านมั่นคงและการจัดการที่ดิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาคนจนรากหญ้ามักตกเป็นฝ่ายรองรับทุกปัญหาของสังคม เมื่อระบบการจัดการที่ดินและการพัฒนาเมืองของภาครัฐไม่มีความเรียบร้อย พื้นที่ริมทางรถไฟจึงกลายสภาพเป็นสลัม และท้ายที่สุดสังคมกลับโยนบาปและตราบาปนั้นมาให้คนจนว่าเป็นคนสลัม ทั้งที่แท้จริงแล้วประชาชนเหล่านั้นต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ระบบที่จัดการไม่เรียบร้อยและไร้ความมั่นคงมานานหลายสิบปีตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ดังนั้น การจัดขบวนร่วมมือกันของเครือข่ายริมรางทั่วประเทศในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาจุดเดียว เมืองเดียว หรือจังหวัดเดียว แต่เป็นการขับเคลื่อนร่วมกันตลอดทั้งสายทางรถไฟจากเหนือจรดใต้ ซึ่งถือเป็นกระบวนการแห่งประวัติศาสตร์ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่หน่วยงานอื่นหรือทุนเอกชนไม่สามารถทำแทนได้
นางสาวสมสุข กล่าวต่อไปว่า หากปล่อยให้หน่วยงานภาครัฐมาสร้างที่อยู่อาศัยในรูปแบบแฟลตหรืออาคารสงเคราะห์ให้ สุดท้ายแล้ววิถีชีวิตที่ไม่สอดคล้องจะทำให้คนจนอยู่ไม่ได้ อึดอัด และต้องขายสิทธิ์หลุดมือกลับไปอยู่สลัมตามเดิม หรือหากไปพึ่งพาการเช่าบ้านเอกชน ประชาชนก็จะต้องใช้ชีวิตแบบหลบๆ ซ่อนๆ ไร้อิสระและอำนาจในการตัดสินใจของตนเอง แต่วาระประวัติศาสตร์ของโครงการบ้านมั่นคงระบบรางในปัจจุบัน คือโอกาสที่คนจนเมืองจะยืนขึ้นมามีตัวตนที่ชัดเจนในสังคม มีความเช็กอินอยู่ในแสงสว่าง มีสัญญาเช่าที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมายในนามสหกรณ์ และมีอิสระในการออกแบบชีวิตตนเอง แม้ว่าในกระบวนการทำงานร่วมกันจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เสียงบ่น การนินทา หรือความระแวงแคลงใจในหมู่สมาชิก ซึ่งเป็นเรื่องปกติของชุมชนที่ถูกกระทำให้หวาดกลัวและไม่ไว้ใจใครมาเป็นเวลานาน แต่ขบวนการบ้านมั่นคงจะใช้กระบวนการทำงานในแสงสว่าง ประชุมร่วมกันทุกเดือน บริหารจัดการเงินอย่างโปร่งใส และดึงเอาคนที่บ่นหรือมีปัญหาเข้ามาแจกจ่ายหน้าที่ให้ร่วมทำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ หมุนวงล้อแห่งความศรัทธาและความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในใจของชาวบ้านเองในที่สุด
นางสาวสมสุข กล่าวถึง ความล้มเหลวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันที่สร้างบ้านจนล้นตลาดและขายไม่ออก แต่คนจนก็ยังไม่มีกำลังซื้อและเข้าไม่ถึงสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เนื่องจากติดกับดักเรื่องชนชั้นและถูกหวาดระแวงว่าเป็นบัญชีม้า ขบวนการบ้านมั่นคงจึงต้องสร้าง “ธนาคารชาวบ้าน” หรือกลุ่มออมทรัพย์ของตนเองขึ้นมา เพื่อสะสมเงินกองกลางเป็นสวัสดิการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชน ทั้งเป็นทุนการศึกษา ทุนประกอบอาชีพ และเป็นตาข่ายรองรับคนลำบากหรือผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งแนวคิดนี้คือการดึงเอา “ความรวย” กลับคืนสู่ชุมชน โดยความรวยในความหมายของบ้านมั่นคงไม่ใช่เพียงแค่จำนวนเงินในบัญชี แต่คือความรวยน้ำใจ รวยความช่วยเหลือเกื้อกูล และรวยพวกพ้อง ซึ่งเป็นรัฐบาลจำลองของชุมชนในการดูแลกันและกัน เมื่อชุมชนจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ที่อยู่อาศัยอย่างถูกต้อง ก็จะมีสถานภาพทางกฎหมายที่ชัดเจน อยู่ในแสงไฟที่สามารถเจรจาต่อรอง บุกสถานีตำรวจเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของสมาชิก หรือสร้างสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือกับภาคีภายนอก ทั้งมหาวิทยาลัย มูลนิธิ และหน่วยงานท้องถิ่นได้อย่างมีศักดิ์ศรี
ข้อเสนอนโยบายเพื่อความมั่นคงของคนจนเมือง
เครือข่าย คพท. ได้รวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายร่วมกัน 4 ประเด็นหลัก คือ
1.การผลักดันให้สิทธิ์ในที่อยู่อาศัยได้รับการบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อรับประกันว่าเป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน
2.การส่งเสริมให้จัดตั้งสหกรณ์ประเภทที่ 8 ซึ่งเป็นสหกรณ์ประเภทเฉพาะสำหรับผู้ทำโครงการบ้านมั่นคงเพื่อให้กลไกสอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง
3.ให้ชุมชนสามารถเช่าหรือใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณะและที่ดินรัฐในรูปแบบโฉนดชุมชน
4.การขอให้ภาครัฐปรับเพิ่มงบประมาณสนับสนุนที่อยู่อาศัยเพื่อต่อสู้กับค่าครองชีพ จากเดิมครัวเรือนละ 89,800 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 160,000 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับราคาวัสดุก่อสร้างในสถานการณ์ปัจจุบัน















