การประชุมติดตามความก้าวหน้าโครงการพระราชดำริ “พัฒนาคลองเปรมประชากร” ตามพระบรมราโชบายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตราษฎร โดยผลการดำเนินงานโครงการบ้านมั่นคงคืบหน้าแล้วกว่า 2,597 ครัวเรือน พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 120/2569 บูรณาการภาครัฐและเอกชนมุ่งเป้าปี 2570 เปิดเส้นทางสัญจรทางน้ำไร้รอยต่อจากคลองผดุงกรุงเกษมถึงบางปะอิน นอกจากนี้ พอช. เตรียมจัดงานใหญ่ “ริมคลองแฟร์” ธันวาคมนี้ ชูโมเดล “1 ชุมชน 1 ภาคีความร่วมมือ” ปรับปรุงพื้นที่เชิงสร้างสรรค์ สร้างอัตลักษณ์ชุมชนริมน้ำยุคใหม่ที่ยั่งยืนในทุกมิติ
กรุงเทพมหานคร/6 พฤษภาคม 2569 – ได้มีการจัดประชุมติดตามความก้าวหน้าโครงการพระราชดำริ ภายใต้พระบรมราโชบาย “พัฒนาคลองเปรมประชากร” เพื่อประเมินผลการดำเนินงานและวางแผนแม่บทเชิงรุกในการคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนสองฝั่งคลอง ณ ห้องประชุมชั้น 8 อาคารเอนโก้ เทอร์มินอล (เอ็นเทอร์) ถนนกำแพงเพชร 6 เขตดอนเมือง
พลตรี ปริญ รื่นภาควุฒิ (ซ้ายมือในภาพ)
ในการนี้ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ มอบหมายให้ พลตรี ปริญ รื่นภาควุฒิ ประจำราชเลขานุการในพระองค์ ร่วมกับ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าโครงการพระราชดำริ ภายใต้พระบรมราโชบาย “พัฒนาคลองเปรมประชากร”
นายกฤษดา สมประสงค์ (กลางภาพ)
นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้รายงานต่อที่ประชุมถึงการพัฒนาที่อยู่อาศัย ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการแก้ปัญหาชุมชนริมคลองอย่างเป็นระบบ โดยปัจจุบันโครงการบ้านมั่นคงชุมชนริมคลองเปรมประชากรมีความคืบหน้าดังนี้ ยอดรวมดำเนินการ สามารถขับเคลื่อนได้แล้ว 2,597 ครัวเรือน จากเป้าหมายทั้งหมด 6,386 ครัวเรือน (คิดเป็นร้อยละ 41) ความพร้อมการอยู่อาศัย มีบ้านที่ก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์และประชาชนเข้าอยู่อาศัยแล้วถึง 2,249 ครัวเรือน พื้นที่ดำเนินการ ครอบคลุมเขตจตุจักร, เขตหลักสี่, เขตดอนเมือง และพื้นที่ต่อเนื่องในจังหวัดปทุมธานี
หนึ่งในวาระสำคัญคือการรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 120/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริตามพระบรมราโชบาย คณะกรรมการชุดนี้มีองค์ประกอบจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายความมั่นคง หน่วยงานส่วนท้องถิ่น ภาคการศึกษา ภาคเอกชน เพื่อบูรณาการการพัฒนาคลองเปรมประชากรให้บรรลุผลสัมฤทธิ์สูงสุด
เป้าหมายสำคัญในปี พ.ศ. 2570 ที่จะทำให้คลองเปรมประชากรกลับมาเป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำที่ต่อเนื่องและสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่คลองผดุงกรุงเกษมในใจกลางกรุงเทพฯ เชื่อมต่อไปจนถึงอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะช่วยในเรื่องการระบายน้ำและป้องกันอุทกภัย เป็นการรื้อฟื้นพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองแห่งนี้ขึ้น และได้รับการสืบสานโดยรัชกาลปัจจุบัน เพื่อให้กลายเป็นเส้นทางคมนาคมทางเลือกและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
เพื่อเป็นการส่งเสริมศักยภาพชุมชนริมคลอง พอช. ได้ประกาศกำหนดการจัดงาน “ริมคลองแฟร์” ในช่วงเดือนธันวาคม 2569 โดยมีเป้าหมายยกระดับ 12 ชุมชนต้นแบบ (มากกว่า 1,000 ครัวเรือน) ให้เป็นพื้นที่รูปธรรมของการพัฒนา ผ่านกลไก “1 ชุมชน 1 ภาคีความร่วมมือ” ภายใต้โมเดลนี้ ชุมชนจะร่วมกับภาคีเครือข่าย สถาบันการศึกษา หรือบริษัทเอกชน เพื่อออกแบบพื้นที่ให้สอดคล้องกับบริบทของตนเอง อาทิ การจัดระเบียบหน้าบ้านริมคลอง สร้างทัศนียภาพที่สวยงามและเป็นระเบียบ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว พัฒนาสวนผักชุมชนหรือสวนพักผ่อนหย่อนใจ เส้นทางเรียนรู้และอัตลักษณ์ ค้นหาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่อสร้างเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
โดยได้วาง Timeline การขับเคลื่อนพื้นที่เชิงสร้างสรรค์ไว้อย่างชัดเจน ดังนี้ พฤษภาคม – มิถุนายน 2569 แต่งตั้งคณะทำงานจัดการพื้นที่เชิงสร้างสรรค์ชุมชนริมคลอง ร่วมกับเครือข่ายชุมชนและภาคีการศึกษา กันยายน – ตุลาคม 2569 เริ่มดำเนินการปรับปรุงพื้นที่เชิงกายภาพและปรับทัศนียภาพชุมชนตามแบบที่กำหนด พฤศจิกายน 2569 ติดตาม ประเมินผล และคัดเลือกชุมชนต้นแบบ ธันวาคม 2569 จัดงาน “ริมคลองแฟร์” เพื่อแสดงผลงาน , มอบรางวัลชุมชนดีเด่น, กิจกรรมเดิน-วิ่ง-ปั่นจักรยานริมคลอง และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชุมชนริมคลอง
มีผู้บริหารของหน่วยราชการและภาคเอกชนเข้าร่วมในการประชุมฯวันนี้ ได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย กรมโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดปทุมธานี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตบางซื่อ เขตจตุจักร เขตหลักสี่ เขตดอนเมือง สำนักการระบายน้ำ สำนักสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม กองทัพบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี บริษัท ครอบครัวขนส่ง (๒๐๐๒) จำกัด บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) และสวนนงนุชพัทยา















