พอช. ร่วมกับ NIA และ The TSIS Limited Partnership เวิร์กชอป “Social Innovation Village: Idea Hacks 2026” “นวัตกรชุมชน” ทั่วประเทศ ระดมไอเดียสร้างสรรค์และโซลูชันนวัตกรรมแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ผ่าน 5 ฐานเรียนรู้โดยกูรูระดับประเทศ ชูแนวคิดนวัตกรรมคือสิ่งใหม่ที่มีคุณค่า ขยายผลครอบคลุม 5 ภูมิภาคทั่วไทย คาดสร้างเครือข่ายกว่า 25 ชุมชน มุ่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ข้ามพื้นที่และการแบ่งปัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานราก
กรุงเทพมหานคร/ 7 กรกฎาคม 2569 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับ และ The TSIS Limited Partnership จัด Workshop “Social Innovation Village: Idea Hacks 2026” ควบคู่กระบวนการโค้ชชิ่ง เป็นการรวบรวมไอเดียสร้างสรรค์และโซลูชันนวัตกรรมจากชุมชนทั่วประเทศมาเจียระไน ต่อยอดให้เกิดผลทางสังคมที่จับต้องได้ โดยมี นายเฉลิมพงษ์ กล้าขยัน ผู้จัดการพัฒนานวัตกรรม ฝ่ายสนับสนุนนวัตกรรมการเงินเชิงพื้นที่ (NIA) นางเสาวลักษณ์ ปรปักษ์พ่าย ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาองค์ความรู้และสื่อสารองค์กร พอช. ดร.ศิญาณี หิรัญสาลี ผู้ก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการ The TSIS Limited Partnership พร้อมด้วย นายทรงพล ชัญมาตรกิจ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการตลาดและการเงิน และ ดร.เอื้อมพร ปัญญาใส ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ธุรกิจ มาร่วมเป็นโค้ชชิ่งคอยให้คำปรึกษาและเติมเต็มแง่มุมทางธุรกิจให้แก่ทุกทีม ณ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน บางกะปิ กรุงเทพฯ
นายเฉลิมพงษ์ กล้าขยัน
นายเฉลิมพงษ์ กล้าขยัน ผู้จัดการพัฒนานวัตกรรม ฝ่ายสนับสนุนนวัตกรรมการเงินเชิงพื้นที่ (NIA) กล่าวว่า NIA มุ่งมั่นร่วมมือกับ พอช. และหน่วยงานพันธมิตร เพื่อสร้าง “นวัตกรชุมชน” ที่มีศักยภาพในการคิดค้นแนวทางใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในท้องถิ่นของตนเอง การจัดเวิร์กชอปควบคู่กับการโค้ชชิ่งตลอดสองวันนี้ ถือเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และค้นพบโอกาสใหม่ เพื่อให้ชุมชนสามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ปฏิบัติได้จริง พร้อมทั้งฝากข้อคิดสำคัญให้แก่ผู้ร่วมงานว่า นวัตกรรมคือ “สิ่งใหม่ที่มีคุณค่า” การเลือกทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ ย่อมนำไปสู่ทางตันและไม่สามารถก้าวข้ามปัญหาเดิมได้ จึงคาดหวังให้ผู้เข้าร่วมทุกคนเก็บเกี่ยวประสบการณ์ คำแนะนำ และคำชี้แนะจากทีมโค้ชเพื่อนำไปต่อยอดสร้างนวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ตนเอง
นางเสาวลักษณ์ ปรปักษ์พ่าย
นางเสาวลักษณ์ ปรปักษ์พ่าย ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาองค์ความรู้และสื่อสารองค์กร พอช. กล่าวถึง พอช. ได้เข้าร่วมเป็นภาคีในโครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม (IDEAHACK) มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ซึ่งกลไกนี้ดำเนินงานขับเคลื่อนมาแล้วในกว่า 260 ชุมชน ทั่วประเทศ โดยครอบคลุมทั้งชุมชนที่ผ่านเข้ารอบและไม่ผ่านเข้ารอบ แต่อย่างไรก็ตาม ทุกชุมชนยังคงเกาะเกี่ยวร้อยรัดกันเป็นเครือข่ายแห่งการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเหนียวแน่น สำหรับบทบาทหลักของ พอช. ในโครงการนี้ คือการชักชวนและค้นหาชุมชนที่มีศักยภาพจากฐานราก โดยเกณฑ์สำคัญในการคัดเลือกไม่ใช่แค่เรื่องความเก่งหรือความดีเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญที่สุดคือ “ความต้องการ” ที่จะลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาและพร้อมลงมือทำจริงด้วยตนเอง เพื่อให้ชุมชนสามารถนำองค์ความรู้ที่ตกผลึกจากเวทีนี้กลับไปแก้ปัญหาในพื้นที่ รวมถึงต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการเดิมให้มีมูลค่าสูงขึ้นด้วยแนวคิดนวัตกรรม
นางเสาวลักษณ์ กล่าวต่อ ความคาดหวังและเป้าหมาย 3 ประการหลังจบโครงการ ประกอบด้วย ประการที่ 1 “การได้รับไอเดียใหม่” จากโค้ชผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจและการตลาด รวมถึงทีมพี่เลี้ยงที่จะคอยดูแลให้คำปรึกษาตลอดเส้นทาง ประการที่ 2 “การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์” ระหว่างคนในพื้นที่ด้วยกันเอง เนื่องจากคนในชุมชนคือผู้ที่เข้าใจบริบท ข้อจำกัด และโอกาสของพื้นที่ตนเองได้ดีที่สุดมากกว่าคนนอก และประการที่ 3 “การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกันทั่วประเทศ” โดยในพื้นที่ภาคกลางถือเป็นภาคแรกที่เปิดเวทีประเดิมกิจกรรม มีผู้เข้าร่วมประมาณ 20 ท่าน และโครงการนี้มีแผนงานที่จะขยายผลไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ได้แก่ ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งหมด 5 ภาค ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีเครือข่ายชุมชนเข้าร่วมรวมกว่า 25 ชุมชน มีจำนวนนวัตกรชุมชนมากกว่า 100 คน ที่จะมาร่วมกันสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ข้ามพื้นที่และการแบ่งปันร่วมกันอย่างสร้างสรรค์
สำหรับกระบวนการจัดเวิร์กชอป ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนจะได้เวียนฐานเรียนรู้นวัตกรรมอย่างเข้มข้น เพื่อรับฟังคำปรึกษา คำแนะนำ และการปรับแต่งโมเดลโครงการจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ โดยแบ่งออกเป็น 5 ฐานการเรียนรู้หลัก ดังนี้
- ฐานที่ 1 การขยายผลลัพธ์ทางสังคมด้วยนวัตกรรมชุมชน มุ่งเน้นการออกแบบนวัตกรรมให้ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาสังคมในวงกว้าง
- ฐานที่ 2 การสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคีเครือข่าย เน้นการดึงพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่มาร่วมเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา
- ฐานที่ 3 ฐานข้อมูลนวัตกรรมชุมชน มุ่งเน้นการใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยี และฐานข้อมูลนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ยกระดับชุมชน
- ฐานที่ 4 การจัดการด้านการเงินสำหรับนวัตกรรมชุมชน เจาะลึกเรื่องการบริหารต้นทุน การทำงบประมาณ และการสร้างความยั่งยืนทางการเงิน
- ฐานที่ 5 ฐานการตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เน้นการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการขยายช่องทางการตลาดสมัยใหม่
เส้นทางสู่การเป็นหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคมในครั้งนี้ ได้วางโรดแมปกระจายองค์ความรู้และจัดกิจกรรมแฮกกาธอนลงลึกไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ตามกำหนดการและสถานที่ ดังนี้
- พื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ระหว่างวันที่ 7–8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ณ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
- พื้นที่จังหวัดสงขลาและภาคใต้ ระหว่างวันที่ 9–10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ณ โรงแรม TR Rock Hill
- พื้นที่จังหวัดขอนแก่นและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 14–15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ณ โรงแรมราชาวดี
และ 4) พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 16–17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ณ โรงแรมฮоลิเดย์ การ์เด้น รีสอร์ท
ในการจัดเวิร์กชอปในแต่ละพื้นที่ แต่ละทีมจะได้รับโอกาสสำคัญในการนำเสนอร่างแนวคิดนวัตกรรมชุมชนต่อหน้าคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ คำวิพากษ์ และแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงโครงการให้มีความสมบูรณ์ เพียบพร้อมไปด้วยความเป็นไปได้จริงมากยิ่งขึ้น โดยการตัดสินและคัดเลือกในรอบสุดท้ายระดับประเทศ (Final Pitching) จะมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ณ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ซึ่งจะจัดให้มีเวทีนำเสนอผลงานการพัฒนาโครงการฉบับสมบูรณ์ของแต่ละทีม พร้อมทั้งพิธีประกาศผลรางวัลและมอบทุนสนับสนุน เพื่อหาแนวทางส่งเสริม ยกระดับ และร่วมผลักดันให้นวัตกรรมของชุมชนเหล่านี้สามารถนำไปใช้งานจริงในการสร้างความเปลี่ยนแปลง และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในสังคมฐานรากได้






















