วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมชั้น 2 สถานธนานุเคราะห์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรุงเทพมหานคร ผู้แทนเครือข่ายสวัสดิการชุมชน 5 ภาค ที่ปรึกษาเครือข่ายสวัสดิการชุมชน ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) เข้าพบนายประสงค์ พันธ์ลิมา ผู้อำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์ พร้อมคณะผู้บริหารสถานธนานุเคราะห์ เพื่อหารือและร่วมออกแบบแนวทางการบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนาระบบความช่วยเหลือประชาชนยามเดือดร้อน โดยใช้ศักยภาพของกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเชื่อมโยงกับกลไกการให้บริการของสถานธนานุเคราะห์ เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรมและมีต้นทุนต่ำ
นายกฤษดา สมประสงค์
ในช่วงต้นของการประชุมนายกฤษดา สมประสงค์ ที่ปรึกษาเครือข่ายสวัสดิการชุมชน กล่าวว่า เครือข่ายสวัสดิการชุมชน สถานธนานุเคราะห์ และ พอช. มีเป้าหมายร่วมกัน คือ การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการชุมชนมีการจัดตั้งแล้วกว่า 6,084 กองทุนทั่วประเทศ มีเงินกองทุนสะสมมากกว่า 24,000 ล้านบาท และมีกลไกการบริหารจัดการตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด ซึ่งถือเป็นทุนทางสังคมที่สำคัญของประเทศ จึงมีแนวคิดที่จะยกระดับบทบาทของกองทุนสวัสดิการชุมชนให้เป็นอีกหนึ่งกลไกในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน โดยเชื่อมโยงการทำงานกับสถานธนานุเคราะห์ ซึ่งมีภารกิจในการให้บริการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ประชาชน
ดร.มณเฑียร สอดเนื่อง
ด้าน ดร.มณเฑียร สอดเนื่อง ผู้แทนเครือข่ายสวัสดิการชุมชน 5 ภาค และนายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้ร่วมสะท้อนบทบาทของ พอช. ในการสนับสนุนการพัฒนาชุมชนผ่านประเด็นงานต่าง ๆ ทั้งการพัฒนาที่อยู่อาศัย สภาองค์กรชุมชน และสวัสดิการชุมชน โดยกองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นกลไกที่ประชาชนร่วมกันสมทบเงินเพื่อนำมาจัดสวัสดิการดูแลกันและกันวันละ 1 บาท หรือมากกว่านั้นตามบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิตและฟื้นฟูวัฒนธรรมการเกื้อกูลกันในชุมชน
ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการชุมชนได้รับการสนับสนุนงบประมาณในรูปแบบ “3 ขา” ได้แก่ การสมทบจากสมาชิกกองทุน รัฐบาลผ่าน พอช. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามความสมัครใจและฐานะการคลัง พร้อมทั้งมีการผลักดันให้เกิดการสนับสนุนจากภาคเอกชนในอนาคต รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการกองทุนผ่านโปรแกรมบริหารการเงินและบัญชีกองทุนสวัสดิการชุมชน (Codi_SWF) เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือในการบริหารกองทุน
นายประสงค์ พันธ์ลิมา
นายประสงค์ พันธ์ลิมา ผู้อำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์ กล่าวว่า สถานธนานุเคราะห์มีความพร้อมและยินดีทำงานร่วมกับเครือข่ายสวัสดิการชุมชนและ พอช. เพื่อพัฒนารูปแบบความร่วมมือที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรม ลดปัญหาหนี้นอกระบบ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของสถานธนานุเคราะห์ในฐานะรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ในการหารือ คณะผู้บริหารสถานธนานุเคราะห์ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า แนวคิดการพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชนให้เป็นกลไกสนับสนุนการดำเนินงานของสถานธนานุเคราะห์ จำเป็นต้องศึกษาข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ. 2505 รวมถึงกำหนดบทบาท หน้าที่ และกระบวนการดำเนินงานร่วมกันอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตาม มีหลายประเด็นที่สามารถดำเนินความร่วมมือได้ทันที อาทิ การพิจารณาสิทธิประโยชน์ด้านอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชน การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการประเมินราคาทรัพย์สินและการตรวจสอบทองคำ ตลอดจนการให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการหนี้ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้แก่ประชาชน
สำหรับทิศทางการขับเคลื่อนความร่วมมือในระยะต่อไป ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางดำเนินงานร่วมกัน ดังนี้
1. จัดตั้งคณะทำงานร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย เครือข่ายสวัสดิการชุมชน 5 ภาค สถานธนานุเคราะห์ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง ออกแบบรูปแบบการดำเนินงาน กำหนดบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน และจัดทำข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือ
2. คัดเลือกพื้นที่นำร่อง โดยเครือข่ายสวัสดิการชุมชน 5 ภาค ร่วมกับ พอช. ประเมินและคัดเลือกกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลที่มีความพร้อมและศักยภาพ พร้อมพิจารณาความเชื่อมโยงกับพื้นที่ที่มีสถานธนานุเคราะห์สาขา เพื่อทดลองรูปแบบการดำเนินงานร่วมกัน
3. ศึกษากรอบกฎหมายและแนวทางการสนับสนุน โดยสถานธนานุเคราะห์จะศึกษาข้อกฎหมายและแนวทางที่สามารถสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกับกองทุนสวัสดิการชุมชนได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม
ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อพัฒนาระบบความช่วยเหลือประชาชนยามเดือดร้อนระดับตำบล โดยอาศัยศักยภาพของกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลที่มีอยู่ทั่วประเทศ เชื่อมโยงกับกลไกและองค์ความรู้ของสถานธนานุเคราะห์ เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรม ลดปัญหาหนี้นอกระบบ เสริมสร้างความมั่นคงทางสังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชน














