พอช. มูลนิธิหัวใจอาสา ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่าย จัด “ปาฐกถาไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ครั้งที่ 12” ภายใต้หัวข้อ “พลังชุมชนรับมือวิกฤติไทย วิกฤติโลก จากบทเรียน สู่อนาคต” ชูแนวคิด “ชุมชนคือทางรอด” นำเสนอวิสัยทัศน์พลิกโฉมการพัฒนาฐานราก จากนโยบายตั้งรับด้วยการแจกเงิน ไปสู่การลงทุนทางสังคมเพื่อความยั่งยืน พร้อมแนะแนวทางติดอาวุธนวัตกรรมดิจิทัล เทคโนโลยี AI และการปรับปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายของภาครัฐ เพื่อหนุนเสริมให้องค์กรชุมชนสามารถระเบิดจากข้างใน พึ่งพาตนเองและสร้างภูมิคุ้มกันในการเผชิญหน้ากับวิกฤติการณ์ระดับโลกได้อย่างมั่นคงยั่งยืน
นายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล
กรุงเทพฯ/25 มิถุนายน 2569 – สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับ มูลนิธิหัวใจอาสา และภาคีเครือข่าย จัด “ปาฐกถาไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ครั้งที่ 12” ภายใต้หัวข้อสุดเข้มข้น “พลังชุมชนรับมือวิกฤติไทย วิกฤติโลก: จากบทเรียน สู่อนาคต” เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของชุมชนที่เป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศผ่านพ้นความท้าทายท่ามกลางวิกฤติรอบด้าน โดยมุ่งเน้นการสะท้อนภาพสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั้งในระดับประเทศและระดับโลก พร้อมกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเห็นพ้องร่วมกันว่า “ชุมชนคือทางรอด” โดยมี คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม ประธานมูลนิธิหัวใจอาสา ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน นายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงานกว่า 100 คน ณ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
หลากทัศนะ 5 ผู้นำความคิด เวทีปาฐกถาไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ครั้งที่ 12 ชี้เทรนด์โลกมุ่ง “ลงทุนเพื่อสังคม” ปลดล็อกชุมชนสู่ความยั่งยืน
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล
ดร.กอบศักดิ์ จุดประกาย “ลงทุนเพื่อความยั่งยืน” เปิด 4 ทางรอดจากฐานรากสู่นโยบาย
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า หัวใจของการขับเคลื่อนสังคมในปัจจุบันจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ จากนโยบายตั้งรับในอดีตที่เน้น “การแจกเงินหรือการเยียวยา” ไปสู่ “การลงทุนเพื่อความยั่งยืนในชุมชน” ด้วยการติดอาวุธทางปัญญา ทักษะ และทรัพยากรที่จำเป็นให้แก่องค์กรชุมชนและเครือข่ายสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศ โดยการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และระบบการบริหารจัดการตลาดสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้ เพื่อสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
ดร.กอบศักดิ์ เน้นย้ำถึง “4 ทางรอดเพื่อนำพาประเทศจากฐานรากสู่นโยบาย” อันเป็นสูตรสำเร็จในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ประกอบด้วย การเร่งสร้างผู้นำรุ่นใหม่ทั่วประเทศไทย เพื่อเป็นหัวขบวนในการบริหารจัดการชุมชน การดึงพลังที่ซ่อนอยู่ในชุมชน เพื่อสร้าง “ระบบตาน้ำ” ให้กลายเป็นทุนของตนเอง ผ่านการออมทรัพย์และการสร้างวิสาหกิจ การหาพันธมิตรจากภายนอก ทั้งภาคเอกชนและสถาบันวิชาการ เข้าไปเติมพลังหนุนเสริมในสิ่งที่ชุมชนทำอยู่แล้วให้ขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น มากขึ้น และดีขึ้น การจัดพื้นที่ใหม่เพื่อสร้างมุมมองใหม่ให้ภาครัฐ ปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้ลงมือทำเอง กลายมาเป็นผู้สนับสนุน หรือผู้แก้ไขกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อเอื้อให้ชาวบ้านมีทางเลือกและขับเคลื่อนงานพัฒนาได้ง่ายขึ้น
ดร.จรรยา กลัดล้อม
หยุดพึ่งพาภายนอก ปลุกพลังออมทรัพย์ฐานราก เปลี่ยนทุนชุมชนเป็นเครื่องมือแก้จน
ดร.จรรยา กลัดล้อม ประธานคณะประสานงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดชัยนาท กล่าวถึง “ทุนภายในชุมชน” ผ่านโมเดลกลุ่มออมทรัพย์และกองทุนสวัสดิการจัดหาที่อยู่อาศัย หรือโครงการบ้านมั่นคง คือข้อพิสูจน์เชิงประจักษ์ว่าการลงทุนทางสังคมที่ยั่งยืนที่สุดต้องเริ่มต้นจากการที่คนในชุมชนลุกขึ้นมารวมตัวกันจัดการตนเอง ทุนภายในเหล่านี้เมื่อนำมาสมทบและเชื่อมโยงเข้ากับภาคีเครือข่ายภายนอก จะกลายเป็นเบาะรองรับทางสังคมและเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจนได้อย่างตรงจุดและตรงใจประชาชนที่สุด
นายสักกภพ รุจิวณิชย์กุล
พลังคนรุ่นใหม่หนุนนวัตกรรม AI ปรับบทบาทเป็น “ผู้หนุนเสริม”
นายสักกภพ รุจิวณิชย์กุล ผู้ก่อตั้ง ORIGO Consulting Co.,Ltd. ประเทศไทย กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการพาชุมชนฐานรากให้อยู่รอดในศตวรรษที่ 21 คือการปรับตัวให้เท่าทันเทคโนโลยีและการสื่อสารดิจิทัล ซึ่งคนรุ่นใหม่จะเป็นสะพานเชื่อมสำคัญในการนำนวัตกรรม เครื่องมือ AI (Artificial Intelligence) และระบบการตลาดสมัยใหม่เข้ามาต่อยอดและยกระดับทุนเดิมที่ชุมชนมีอยู่ เพื่อเปลี่ยนผ่านงานพัฒนาแบบเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดความซ้ำซ้อน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์โลกอนาคต ชุมชนต้องไม่กลัวเทคโนโลยี แต่ต้องเรียนรู้ที่จะใช้มันเป็นเครื่องมือในการส่งเสียงและสร้างตัวตนในระดับสากล
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์
สร้างหุ้นส่วนทางนโยบายเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน จาก “ผู้ควบคุม” มาเป็น “ผู้หนุนเสริม”
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศจะประสบความสำเร็จและยั่งยืนได้ นโยบายสาธารณะและข้อกฎหมายของรัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ควบคุม” มาเป็น “ผู้หนุนเสริม” เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้ชุมชนสามารถจัดการตนเองได้จริง การออกแบบนโยบายยุคใหม่ต้องก้าวข้ามการคิดจากส่วนกลางแบบเหมาเข่ง แต่ต้องมีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถขับเคลื่อนเรื่องที่ดิน ที่อยู่อาศัย และระบบสวัสดิการได้อย่างคล่องตัวและถูกต้องตามกฎหมาย
ศ.สุริชัย หวันแก้ว
“ระเบิดจากข้างใน” การเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาที่เท่าเทียม
ศ.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึง หลักการ “ระเบิดจากข้างใน” และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งการเสริมพลังชุมชนที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่การยัดเยียดความเจริญหรือองค์ความรู้จากภายนอกเข้าไป หากแต่คือการเข้าไปกระตุ้นและดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในของคนในพื้นที่ให้ลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของการพัฒนาด้วยตนเอง ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในปัจจุบันจึงต้องเริ่มจากการสร้างพื้นที่กลางที่เท่าเทียม เพื่อให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมทำงานในฐานะ “หุ้นส่วนการพัฒนา” ไม่ใช่ผู้รับความช่วยเหลือ ซึ่งจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมที่แข็งแกร่งในระยะยาว
ภายในงานยังได้เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกันผ่านช่วงการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งดำเนินรายการโดย คุณณาตยา แวววีรคุปต์ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายภาคส่วนได้ร่วมเสนอแนะแนวทางยุทธศาสตร์ เพื่อสร้าง “บทเรียนสู่อนาคต” ร่วมกัน สมดังปณิธานและเจตนารมณ์ขับเคลื่อนสังคมที่ว่า “เพราะพลังที่แท้จริงในการรับมือกับทุกวิกฤติ… เริ่มต้นที่ชุมชน”

























