พอช. จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ด่านช้างโมเดล” บูรณาการภาคีเครือข่ายแก้ไขปัญหาที่ดิน คาร์บอนเครดิต และที่อยู่อาศัย เดินหน้าสร้างบ้านมั่นคงชนบท มุ่งเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพชีวิตครบทุกมิติ
สุพรรณบุรี/22 เมษายน 2569 – สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรี และเครือข่ายที่อยู่อาศัยอำเภอด่านช้าง จัดเวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิต “ด่านช้างโมเดล” สู่ความยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 20 – 22 เมษายน พ.ศ. 2569 เพื่อระดมความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่แบบบูรณาการที่ครอบคลุมทุกมิติ ณ พื้นที่อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี
อำเภอด่านช้างเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่กว่า 1,193 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 7 ตำบล มีประชากรกว่า 67,797 คน ประกอบด้วยความหลากหลายของ 5 กลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ กะเหรี่ยง, ลาวเวียง, ลาวครั่ง, ละว้า (ก๋อง) และลาวพวน มีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สำคัญ โดยเฉพาะในตำบลด่านช้าง (พื้นที่ 229 ตร.กม.) ซึ่งสัดส่วนที่ดินกว่า 42% เป็นป่าสงวนแห่งชาติ, 34% เป็นเขต ส.ป.ก., และอีก 9% เป็นอุทยานแห่งชาติ ทำให้การเข้าถึงสิทธิที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยต้องอาศัยการบริหารจัดการเชิงสมานฉันท์ ฐานทุนเหล่านี้ ทั้งแหล่งน้ำ (เขื่อนกระเสียว) และป่าไม้ กลายเป็นโจทย์หลักในการออกแบบ “กลไกบ้านมั่นคง” ที่ต้องเปลี่ยนผู้บุกรุกให้เป็นผู้ดูแลทรัพยากร
“ด่านช้างโมเดล” คือยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่เชิงรุกที่เปลี่ยนผ่านจากการซ่อมสร้างบ้าน สู่การสร้างกลไกยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ภายใต้ปรัชญาการบูรณาการ “ดิน-น้ำ-ป่า-คน” เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา
“งบลงทุนในมนุษย์”
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ประธานคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและการจัดการที่ดิน กล่าวว่า โครงการบ้านมั่นคงด่านช้าง คือการ “ลงทุน” เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในถิ่นฐานและระบบสาธารณูปโภค ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการบ่มเพาะความเข้มแข็ง เช่นเดียวกับโมเดลความสำเร็จในจังหวัดสระแก้วและอำเภอแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ โดยหัวใจสำคัญคือการปรับเปลี่ยนระบบการพัฒนาของประเทศไทย จากเดิมที่เป็นการตั้งงบประมาณตามส่วนงานจากบนลงล่าง มาเป็นการให้ “พื้นที่เป็นตัวตั้ง” และ “คนเป็นตัวตั้ง”
“ความรวยของประเทศไทยอยู่ที่คน พื้นที่ และวัฒนธรรม แต่ระบบราชการในปัจจุบันทำให้การพัฒนาแตกเป็นเสี่ยงๆ ตามสายของหน่วยงาน จนชุมชนข้างล่างไม่รู้สึกถึงการเป็นเจ้าของร่วม ดังนั้น บ้านมั่นคงจึงต้องเป็นงบลงทุนเพื่อสร้างระบบการจัดการร่วมจากชุมชนที่เป็นเครือข่าย ทั้งในระดับตำบลและอำเภอ เพื่อเป็นร่มใหญ่ในการประสานความร่วมมือกับภาครัฐ” โดยเฉพาะความร่วมมือกับนายอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แม้ท้องถิ่นจะมีงบประมาณและบุคลากรจำกัด แต่หากชุมชนลุกขึ้นมาเป็นหลักและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับนายอำเภอ จะทำให้สามารถเชื่อมประสานทุกเรื่องเข้าด้วยกันได้อย่างทรงพลัง เปลี่ยนจากจุดเล็กๆ ในตำบล สู่การขยับยุทธศาสตร์ในระดับอำเภอ นางสาวสมสุขกล่าว
ความสำเร็จของด่านช้างจะเป็นบทพิสูจน์ที่ พอช. จะนำไปอธิบายต่อรัฐบาลส่วนกลาง เพื่อให้เห็นว่าพลังของคนตัวเล็กตัวน้อยที่ตื่นตัวขึ้นมาบริหารจัดการพื้นที่ตนเอง คือทางออกของประเทศ หากเราไม่เปลี่ยนโมเดลการพัฒนาเช่นนี้ ทรัพยากรก็จะหมดไป แต่ถ้าด่านช้างทำได้ถึงระดับอำเภออย่างหนักแน่น จะเป็นการสร้างโมเดลการพัฒนาท้องถิ่นใหม่ที่ประเทศไทยต้องนำไปขยายผล “เราต้องเชื่อมั่นว่าการพัฒนาต้องก้าวไปข้างหน้าได้ไม่จำกัด หากเราตั้งรับบนโลกความเป็นจริงและใช้พลังของคนในพื้นที่เป็นตัวขับเคลื่อน” นางสาวสมสุข กล่าวสรุป
เสียงที่ดังขึ้นในพื้นที่ บูรณาการ 4 โซนจัดการที่ดิน สู่ความร่วมมือภาคีเครือข่ายไร้รอยต่อ
นางสาวอุทัย แตงทอง ผู้แทนคณะทำงานบ้านมั่นคงตำบลด่านช้างกล่าวว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โครงการบ้านมั่นคงชนบทในพื้นที่เคยติดขัดจนเป็นเพียงโครงการในนาม แต่ภายหลังการฟื้นฟูสภาองค์กรชุมชนในปี 2568 คณะทำงานได้ลงพื้นที่วิเคราะห์ปัญหาเชิงลึก แบ่งพื้นที่การทำงานออกเป็น 4 โซน เพื่อกระจายความรับผิดชอบและสร้างการรับรู้ให้ทั่วถึง ปัจจุบันโครงการบ้านมั่นคงระยะแรก 299 ครัวเรือน ดำเนินการใกล้เสร็จสิ้นแล้ว ในตำบลองค์พระ ห้วยขมิ้น และนิคมกระเสียว จุดเด่นที่สำคัญของด่านช้างโมเดลคือการจัดการทรัพยากรน้ำและพลังงาน โดยใน “โซนชาวดอย” ได้นำภูมิปัญญา “กาลักน้ำ” มาใช้ในอ่างเก็บน้ำชัดสีเสียด ต่อท่อส่งน้ำด้วยระบบแรงโน้มถ่วงไปยังหมู่บ้านโดยไม่ใช้ไฟฟ้า ช่วยลดค่าน้ำประปาและสร้างกองทุนดูแลระบบร่วมกับ อบต. ขณะที่ “โซนกระเสียว” ได้ติดตั้งระบบ โซล่าเซลล์ (2 กิโลวัตต์) เพื่อสูบน้ำประปาหมู่บ้าน ช่วยลดค่าไฟฟ้าจากเดือนละ 2,000-3,000 บาท เหลือเพียง 50 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีการย้ายถังประปาหมู่บ้านในโซนพุน้ำร้อนเพื่อให้เข้าถึงบ้านเรือนกว่า 50 หลังคาเรือน ช่วยลดภาระค่าน้ำแพงและส่งเสริมการปลูกผักสวนครัวลดรายจ่าย
นางสาวอุทัยกล่าวถึง การพัฒนาคุณภาพชีวิตควบคู่ไปกับที่อยู่อาศัยเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ ผ่านการส่งเสริมกลุ่มอาชีพตามต้นทุนทรัพยากร เช่น กลุ่มอาชีพเลี้ยงจิ้งหรีด สร้างรายได้หมุนเวียนกิโลกรัมละ 120 บาท มีรอบการขายชัดเจน กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า นำรากไม้และไม้เก่ามาสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นอ่างล้างมือและของตกแต่ง ราคาเฉลี่ย 1,500 บาทต่อชิ้น พร้อมเตรียมต่อยอดสู่ตลาดออนไลน์ กลุ่มดอกไม้จันท์ สร้างรายได้เสริมให้ผู้สูงอายุกว่า 55 คน ช่วยให้ผู้มีอายุร่วม 70 ปี มีรายได้และภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
“ความตั้งใจและการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา ทำให้วันนี้เสียงของคนด่านช้างดังขึ้น จนได้รับความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมจากภาครัฐ ทั้ง ส.ป.ก. และกรมป่าไม้ ที่ยินดีเข้ามาช่วยเหลือลูกบ้านในพื้นที่ทับซ้อน เป็นความภาคภูมิใจที่คณะทำงานสามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อชุมชนเข้มแข็งและมีข้อมูลที่ชัดเจน เราจะสามารถจัดการตนเองและอยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติได้” นางสาวอุทัยกล่าวทิ้งท้าย
นายแผน สุขแสวง
“คาร์บอนเครดิต-พลังงานสะอาด” ยกระดับ 52 ป่าชุมชนสู่รายได้
นายแผน สุขแสวง นายอำเภอด่านช้างกล่าวว่า เป้าหมายของอำเภอด่านช้างกำลังมุ่งเน้นไปที่การสร้าง “ความมั่นคงรอบด้าน” เพื่อให้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยมีประเด็นหลักที่สำคัญคือการนำพลังงานทางเลือกเข้ามาใช้เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย และการใช้กลไก “คาร์บอนเครดิต” เพื่อเปลี่ยนผืนป่าให้กลายเป็นฐานรายได้ของชุมชน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ เข้ามาบูรณาการร่วมกับที่อยู่อาศัยในโครงการบ้านมั่นคง ซึ่งทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. กำลังเตรียมดำเนินการในระดับนโยบายและจะมีการนำร่องต่อยอดมายังพื้นที่อำเภอด่านช้างเป็นลำดับแรก ๆ “นอกจากจะมีบ้านที่เป็นหลักแหล่งและมั่นคงแล้ว ชุมชนต้องมีความมั่นคงทางพลังงานเพิ่มขึ้นมาด้วย การใช้พลังงานทางเลือกไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าในครัวเรือน แต่ยังเป็นการสร้างโมเดลชุมชนคาร์บอนต่ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”
นายแผนกล่าวต่อ อำเภอด่านช้างเป็นพื้นที่ที่มีต้นทุนทางธรรมชาติสูง โดยมีป่าชุมชนที่เข้มแข็งถึง 52 ป่า นายอำเภอแผนจึงมีนโยบายชัดเจนที่จะเปลี่ยนภาระการดูแลป่าให้กลายเป็น “ผลตอบแทน” ผ่านกลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับหมู่บ้านที่เป็นหัวใจหลักในการปกป้องผืนป่า การดำเนินงานครั้งนี้จะเป็นการแก้ไขปัญหา “ไฟป่าและหมอกควัน” ที่ตรงจุดที่สุด เพราะเมื่อป่าสร้างรายได้ให้แก่คนในพื้นที่ ชุมชนย่อมมีความหวงแหนและร่วมกันเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการเผาป่า ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของฝุ่น PM 2.5 โดยกระบวนการนี้จะเชื่อมโยงไปสู่ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) เนื่องด้วยผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์จะเป็นแหล่งผลิตอาหารตามธรรมชาติที่มีคุณภาพให้กับชุมชน “ด่านช้างโมเดล” ถือเป็นนวัตกรรมการบริหารงานภาครัฐที่เน้นผลสัมฤทธิ์แบบ Multi-Solution กล่าวคือการขับเคลื่อนเรื่องการจัดการป่าเพียงเรื่องเดียว แต่สามารถตอบโจทย์ได้ถึง 4 มิติ ไม่ว่าจะเป็นการ ลดไฟป่า หมอกควัน และเพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตและลดค่าใช้จ่ายพลังงาน เสริมสร้างความเข้มแข็งของขบวนองค์กรชุมชนและคนรุ่นใหม่ สร้างความมั่นคงทางอาหารและอากาศที่สะอาด
นวัตกรรมสังคมและการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม
ด่านช้างโมเดลขับเคลื่อนด้วยกระบวนการ Participatory Approach ผ่านขั้นตอน 5 ระดับ ที่ใช้ข้อมูลจริงเป็นตัวนำ (Data-Driven Policy) วิเคราะห์ศักยภาพ สำรวจทุนทางสังคมและปัญหาจริงในระดับหมู่บ้านเพื่อจัดตั้งทีมทำงาน ผังพิกัดดิจิทัล กำหนดพิกัดผู้เดือดร้อนและกลุ่มเปราะบางลงในแผนที่เชิงลึก Co-create Data ใช้ระบบการสำรวจรายครัวเรือนแบบดิจิทัลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำ แผนพัฒนาระดับโซน แบ่งพื้นที่ทำงานเป็น 4 โซน (เมือง, เขื่อนกระเสียว, พุน้ำร้อน, ชาวดอย) เพื่อออกแบบแนวทางพัฒนาที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์พื้นที่ เวทีรับรองสิทธิ สร้างความโปร่งใสผ่านการรับรองสิทธิโดยชุมชนเอง
ความมั่นคงในชีวิตและเศรษฐกิจหมุนเวียน
จากการสำรวจข้อมูลพิกัดผู้เดือดร้อนในพื้นที่ตำบลด่านช้าง (รวมผู้ร่วมโครงการ 423 ครัวเรือน) พบสถิติกระจายตามโซนสำคัญ ดังนี้ โซนชาวดอย สำรวจพบ 255 ครัวเรือน (เข้าร่วมโครงการ 24 ครัวเรือน) โซนพุน้ำร้อน สำรวจพบ 1,711 ครัวเรือน (เข้าร่วมโครงการ 131 ครัวเรือน) โซนเขื่อน และ โซนเมือง สำรวจพบผู้เดือดร้อน 36 และ 64 ครัวเรือนตามลำดับ ผลดำเนินงาน งวดที่ 1 เสร็จสิ้นแล้ว 99 ครัวเรือน (สร้างใหม่ 13 หลัง, ซ่อมแซม 86 หลัง) และงวดที่ 2 อยู่ระหว่างดำเนินการอีก 89 หลัง
นวัตกรรมน้ำและการเกษตร ระบบกาลักน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยคัดสีเสียด (โซนชาวดอย) และระบบโซล่าเซลล์ (โซนกระเสียว) ช่วยลดต้นทุนการผลิต เศรษฐกิจสร้างสรรค์ กลุ่มเลี้ยงจิ้งหรีด, กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า และกลุ่มดอกไม้จันทน์ ความยั่งยืนทางการเงิน ยอดเงินออมสะสม 211,280.16 บาท และที่สำคัญคือมี ยอดสมทบคืนเข้ากองทุนสะสม 29,761 บาท (ณ มีนาคม 2569) สะท้อนถึงระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เริ่มเห็นผล
การยกระดับสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
ด่านช้างโมเดลได้ก้าวพ้นจากการเป็นโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย สู่การเป็น “พื้นที่ทดลองนโยบาย” ที่มีความพร้อมในการเติบโตสู่อนาคต ดังนี้ ยุทธศาสตร์สีเขียว มุ่งสู่การจัดการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่สวนป่า และการใช้พลังงานสะอาดเต็มรูปแบบ เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยว พัฒนาอ่างเก็บน้ำเขาช่องคับ โดยได้รับความร่วมมือจาก สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) ในการออกแบบ และแผนการจัดงานเทศกาลว่าวนานาชาติเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว นโยบายสาธารณสุขเชิงรุก บูรณาการร่วมกับโรงพยาบาลด่านช้าง เพื่อจัดตั้งห้องล้างไตและศูนย์ดูแลผู้พิการในพื้นที่ เพื่อให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเท่าเทียม
















