พอช. ยกระดับการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนสู่ “วาระสำคัญของประเทศ” ที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. ร่วมมือ MIT และหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญระดับสากล ชูนวัตกรรมดิจิทัล “COPIN” ระบบจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ชุมชนเป็นเจ้าของ เพื่อเปลี่ยนสถานะประชาชนจาก “ผู้ประสบภัย” ให้กลายเป็น “ผู้จัดการพื้นที่” ที่มีอาวุธทางปัญญาและเทคโนโลยีพยากรณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำ พร้อมรับมือสภาวะโลกเดือด
พระนครศรีอยุธยา/ 23 เมษายน 2569 – สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดเวที “พัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนในการจัดการข้อมูลภัยพิบัติ” เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การจัดการภัยพิบัติโดยใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง ระหว่างวันที่ 23 – 25 เมษายน 2569 โดยมีนายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการ พอช. เป็นประธานเปิดงาน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมฯ จากผู้นำเครือข่าย 5 ภาคทั่วประเทศ กว่า 150 คน ณ ชุมชนบางชะนี อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
นายกฤษดา สมประสงค์
“ชุมชนคือทัพหน้า”
นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า ปัจจุบันโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งผู้นำองค์กรชุมชนในการเผชิญภัยพิบัติไม่ได้เป็นเพียงงานภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งอีกต่อไป แต่ได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ให้เป็น “โครงการสำคัญของประเทศ” ภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นวาระเร่งด่วนที่กระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม แม้ในสภาวะความตึงตัวทางการคลังและงบประมาณปี 2570
พอช. ยังคงยืนหยัดและผลักดันให้งบประมาณด้านการจัดการภัยพิบัติเป็นลำดับความสำคัญต้นๆ เพราะเราเชื่อมั่นว่าชุมชนคือ ‘ทัพหน้า’ ที่รู้จักพื้นที่ดีที่สุด การลงทุนกับความรู้และเทคโนโลยีให้แก่ผู้นำชุมชน จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน นายกฤษดา กล่าว
นายมณีพงศ์ ตะกรุดแจ่ม
ชุมชนคือคำตอบ
นายมณีพงศ์ ตะกรุดแจ่ม ผู้นำขบวนองค์กรชุมชนเครือข่ายจังหวัดสิงห์บุรี กล่าวว่า บทเรียนจากน้ำท่วมและน้ำแล้งที่ผ่านมาสอนให้เรารู้ว่า “รอรัฐอย่างเดียวไม่ทันการณ์” หากผู้นำชุมชนมีข้อมูลที่ถูกต้องอยู่ในมือ เราจะกลายเป็นกลไกที่ทรงพลังที่สุดในการรับมือภัยพิบัติ โดยเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างชุมชนที่ไม่ได้เพียงแค่ “รอด” แต่ต้องสามารถ “รุ่ง” และพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงในทุกสถานการณ์
นายอภินันท์ ยอดมณี
COPIN อาวุธดิจิทัลที่ออกแบบเพื่อชุมชน
นายอภินันท์ ยอดมณี ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ พอช. กล่าวว่า COPIN ถูกออกแบบมาเพื่อลบข้อจำกัดเดิมๆ ของการเก็บข้อมูล มีคุณสมบัติเด่นที่น่าสนใจ คือ การจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ ผู้นำชุมชนสามารถรายงานสถานการณ์ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลความเสียหายหรือความเสี่ยงได้ทันทีผ่านสมาร์ทโฟน ความเป็นเจ้าของข้อมูล ข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลของชุมชนเอง เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนงบประมาณและแผนพัฒนาท้องถิ่นในระยะยาว ระบบซุปเปอร์แอดมิน การวางโครงสร้างการจัดการข้อมูลในระดับตำบลและจังหวัดอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การตัดสินใจสั่งการในช่วงวิกฤตมีความแม่นยำและไม่ซ้ำซ้อน ผู้นำชุมชนทั้ง 150 คน จะได้ลงพื้นที่จริงในตำบลบางชะนี เพื่อทดลองใช้งานแอปพลิเคชันและสะท้อนปัญหา เพื่อนำไปปรับปรุงให้ระบบใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุดก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ
นางสาวพิชชาภา จุฬา
ภัยพิบัติคือเนื้อเดียวกับชีวิต
นางสาวพิชชาภา จุฬา ผู้แทนจาก MIT Urban Risk Lab กล่าวว่า “เราไม่สามารถจัดการภัยพิบัติแยกออกจากวิถีชีวิตหรือการจัดการเมืองได้ หากเรายังปล่อยให้การพัฒนาเมืองเดินไปทางหนึ่งและการจัดการภัยพิบัติเดินไปอีกทางหนึ่ง ผลกระทบก็จะยังคงรุนแรงเช่นเดิม โจทย์ใหญ่คือเราจะอยู่ร่วมกับความเสี่ยงอย่างไรให้คุณภาพชีวิตไม่แย่ลง แต่กลับเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม”
ชุมชนคือ “ผู้เชี่ยวชาญพื้นที่ตัวจริง” และหน้าที่ของนักวิชาการคือการรับฟังและนำเทคโนโลยีไปสนับสนุน ไม่ใช่การลงไปสอนเพียงอย่างเดียว พลังของชุมชนคือฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ นางสาวพิชชาภา กล่าวทิ้งท้าย
“อาวุธทางปัญญาและเทคโนโลยี”
นอกจากการพัฒนาเครื่องมือโดยชุมชนแล้ว ยังได้บูรณาการกับหน่วยงานภาคี เพื่อสร้างระบบรับมือภัยพิบัติที่สมบูรณ์แบบที่สุด คือ
ด้านพยากรณ์และข้อมูล (HII/สสน.) ความร่วมมือกับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) นำเทคโนโลยีสารสนเทศที่แม่นยำมาช่วยให้ชุมชนสามารถคาดการณ์สถานการณ์น้ำท่วมและน้ำแล้งล่วงหน้าได้นานถึง 6 เดือน ข้อมูลนี้ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูก และชุมชนสามารถเตรียมแผนอพยพได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนที่ภัยจะมาถึง ด้านนโยบายและโครงสร้าง (DDPM/ปภ.) การร่วมมือกับ
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผลักดันให้ผู้นำภาคประชาชนและแกนนำชุมชนมีตำแหน่งและสิทธิในการออกเสียงในคณะกรรมการระดับจังหวัดและตำบล ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจและการจัดสรรงบประมาณในภาวะวิกฤตสอดคล้องกับความต้องการจริงในพื้นที่ เป็นการเชื่อมประสานระหว่าง “รัฐและราษฎร์” ให้ไร้รอยต่อ
ด้านวิชาการและนวัตกรรม (MIT & AIT) ทำงานร่วมกับ MIT Urban Risk Lab และ สถาบันเทคโนโลแห่งเอเชีย (AIT) เพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากการมองภัยพิบัติเป็นเรื่องแยกส่วน ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันและการจัดการเมือง โดยมีแนวคิดสำคัญคือ “ความเสี่ยงต้องถูกบริหารจัดการเหมือนการดูแลสุขภาพที่ต้องทำทุกวัน”



















