พอช. คณะกรรมาธิการวุฒิสภาและ สทนช. บูรณาการแผนจัดการภัยพิบัติน้ำระดับชาติ ถอดบทเรียนความสำเร็จโครงการบ้านมั่นคงภัยพิบัติในพื้นที่แม่สาย สงขลา และแม่แจ่ม จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายยกระดับประสิทธิภาพการป้องกันและการเยียวยาที่อยู่อาศัยชุมชนริมรางและพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ พร้อมบรรจุเป็นแผนยุทธศาสตร์เสนอรัฐบาล มุ่งเปลี่ยนภัยพิบัติเป็นพลังชุมชนสู่การจัดการตนเอง
นนทบุรี/23 เมษายน 2569 –จังหวัดนนทบุรี สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน ร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดินด้านการจัดการภัยพิบัติระดับชาติ วุฒิสภา เพื่อวางกรอบยุทธศาสตร์การบริหารจัดการภัยพิบัติน้ำเชิงบูรณาการ) นำโดย นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. โดยมี พลตำรวจโทยุทธนา ไทยภักดี ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธานในที่ประชุม ณ อาคารสัมมนา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)อช.
ในที่ประชุม ผู้แทนจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้บรรยายสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลภัยพิบัติย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 พบว่าพื้นที่ภาคเหนือยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เกิดอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มรุนแรงที่สุด โดยมีการแสดงแผนที่จุดเกิดเหตุจริงและขั้นตอนการเตรียมความพร้อมภายใต้ พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่ออุดช่องว่างปัญหาและอุปสรรคที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ (ขวามือในภาพ)
ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อนุกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการภัยพิบัติน้ำที่แบ่งตามลักษณะพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน คือ พื้นที่สูง/ต้นน้ำ พื้นที่กลางน้ำ และพื้นที่ปลายน้ำ โดยแต่ละพื้นที่จะมีแนวทางปฏิบัติ 3 ระยะ ตั้งแต่ระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะกลาง พอช) คือหน่วยงานสนับสนุนหลัก ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในด้านการจัดการที่อยู่อาศัยและการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในพื้นที่ภัยพิบัติ
นายสยาม นนท์คำจันทร์
นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวถึง แนวคิด “เปลี่ยนภัยพิบัติเป็นพลังชุมชน” โดยยกกรณีศึกษาความสำเร็จจากการดำเนินงานจริงในปี 2569 อาทิ กรณีชุมชนริมรางรถไฟ จ.สงขลา การจัดการที่อยู่อาศัยหลังน้ำท่วมใหญ่ กรณีดินโคลนถล่ม อ.แม่สาย จ.เชียงราย การฟื้นฟูถิ่นฐานในสภาวะวิกฤต โครงการบ้านมั่นคงชนบท (ภัยพิบัติ) ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก เช่น ต.น้ำไคร้ จ.อุตรดิตถ์, ต.แม่ศึก จ.เชียงใหม่, ต.ช้างซ้าย จ.นครศรีธรรมราช และ ต.บางชะนี จ.พระนครศรีอยุธยา
หัวใจสำคัญคือการให้ “ชุมชนเป็นแกนหลัก” ในการจัดการตนเอง ตั้งแต่การสำรวจข้อมูล การวางแผนอพยพ จนถึงการออกแบบที่อยู่อาศัยที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ซึ่งข้อมูลและประสบการณ์เหล่านี้ได้ถูกส่งมอบให้กับฝ่ายเลขานุการของอนุกรรมาธิการ เพื่อนำไปปรับปรุงเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะนำเสนอต่อวุฒิสภาและรัฐบาลตามลำดับต่อไป นายสยาม กล่าว













