พอช. จับมือ ขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดสมัชชาขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี 2569 ชูยุทธศาสตร์จัดการทรัพยากรและสร้างความเข้มแข็งจากฐาน ภายใต้แนวคิด “อนาคตอีสาน ดิน น้ำ ป่า ต่อการพัฒนาพื้นที่ โดยมีผู้นำชุมชน นักวิชาการ และผู้แทนจากหน่วยงานหลัก อาทิ สสส. และ สปสช. เข้าร่วมระดมสมองสรุปบทเรียนรูปธรรมการเปลี่ยนแปลง พร้อมขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อม ที่ดินทำกิน และสร้างความยั่งยืนให้แก่ท้องถิ่นอีสานอย่างเป็นรูปธรรม
ขอนแก่น/12 กันยายน 69– สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับ ขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดสมัชชาขบวนองค์กรชุมชน-ประชาสังคม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิดหลัก “อนาคตอีสาน ดิน น้ำ ป่า ต่อการพัฒนาพื้นที่” ระหว่างวันที่ 11–12 กันยายน 2569 เพื่อเป็นเวทีกลางในการสรุปบทเรียนการดำเนินงานของเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน แลกเปลี่ยนรูปธรรมความสำเร็จ และร่วมกันสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาภูมิภาคอิสานอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 11–12 กันยายน 2569 โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน ณ โรงแรมราชาวดี รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล จังหวัดขอนแก่น
คนอีสานลุกขึ้นกำหนดอนาคตตนเองท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลง
นายวิรัตน์ สุขกุล ประธานอนุกรรมการร่วม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า เวทีสมัชชาขบวนองค์กรชุมชนอิสานเป็นโอกาสสำคัญในการพบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และนำประเด็นสำคัญไปสู่การปฏิบัติร่วมกันในอนาคต โดยภาคอิสานมีทุนทางสังคมและทรัพยากรที่หลากหลาย ทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่น ความรู้ ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ แหล่งน้ำ ผืนดิน ตลอดจนทุนมนุษย์ ซึ่งถือเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาภาคอิสาน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพี่น้องประชาชนในภาคอิสานกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและวิกฤตสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ 1) วิกฤตจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติและความแปรปรวนทางธรรมชาติที่รุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง ไฟป่า และปัญหาฝุ่นละออง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ 2) ผลกระทบจากนโยบายและกลไกของรัฐที่ไม่เป็นธรรม
นายวิรัตน์ กล่าวต่อ โดยเฉพาะนโยบายด้านการจัดการทรัพยากรและที่ดิน เช่น นโยบายทวงคืนผืนป่า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่อนุรักษ์ รวมถึงประเด็นทรัพยากรใต้ดิน โดยเฉพาะแหล่งแร่โพแทชในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญที่จำเป็นต้องติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมเวทีสมัชชาขบวนองค์กรชุมชนอิสานและภาคประชาสังคมจึงมีความสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกัน คิด วิเคราะห์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแสวงหาทางออกร่วมกัน เพื่อเตรียมความพร้อมให้ชุมชนสามารถรับมือ ปรับตัว และดำรงอยู่ได้ท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง
หัวใจสำคัญของครั้งนี้ คือการรับฟังเสียง ความคิดเห็น ประสบการณ์ และความต้องการของคนอิสาน เพื่อนำไปสู่การกำหนดทิศทางการพัฒนาภาคอิสานด้วยคนอิสานเอง ไม่เพียงรอรับการพัฒนาจากนโยบายของภาครัฐ แต่ต้องร่วมกันกำหนดว่า “คนอิสานจะกำหนดทิศทางการพัฒนาอีสานของตนเองได้อย่างไร” เวทีสมัชชาจึงเป็นพื้นที่สำคัญในการสร้างความร่วมมือและพลังของขบวนองค์กรชุมชน ภาคประชาสังคม และภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตของชุมชนและภาคอิสานให้สามารถอยู่รอด อยู่ได้ และเติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางวิกฤตและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต นายวิรัตน์ กล่าว
“สะท้อน มุมมอง ข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะ ต่อการขับเคลื่อนงานขบวนองค์กรชุมชนภาคอิสาน”
นายจำนงค์ จิตรนิรัตน์ นักพัฒนาอาวุโส กล่าวว่า การมีส่วนร่วมของคนหลากหลายช่วงวัย และการสร้างคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาชุมชน ประกอบกับการขับเคลื่อนงานในหลากหลายมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม พื้นที่อาหาร การจัดการภัยพิบัติ และที่อยู่อาศัย ล้วนเป็น ทุนสำคัญของชุมชน ที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติและการจัดการโดยคนในพื้นที่ จากทุนและประสบการณ์ดังกล่าว ได้พัฒนาเป็น ต้นแบบและโมเดลการจัดการของชุมชน ในหลายประเด็น เช่น โมเดลด้านที่อยู่อาศัย และโมเดลการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน ซึ่งสามารถเป็นพื้นที่เรียนรู้ แลกเปลี่ยน และต่อยอดองค์ความรู้สู่พื้นที่อื่นได้ โจทย์สำคัญในระยะต่อไป คือ การยกระดับทุนชุมชน องค์ความรู้ และกระบวนการทำงานให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เพื่อร่วมกันตอบคำถามว่า เราจะปกป้อง รับมือกับวิกฤต และสร้างความพร้อมให้ชุมชนสามารถก้าวไปสู่อนาคตของอีสานได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนได้อย่างไร
นายนิรันดร คำนุ หัวหน้าภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า ข้อเสนอจากภาควิชาการ คือ การสร้างฉากทัศน์ร่วมและการผนึกกำลังของทุกภาคส่วน ผ่านการพัฒนา “พื้นที่กลางร่วมกัน” ในฐานะหุ้นส่วนการพัฒนา โดยนำความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และต้นทุนของแต่ละภาคส่วนมาแบ่งปัน เชื่อมโยง และใช้ประโยชน์ร่วมกัน เพื่อสร้างพลังในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงขณะเดียวกัน ต้องส่งเสริม การตระหนักรู้และการตื่นรู้ของประชาชน ให้เกิดความเข้าใจต่อสถานการณ์และอนาคตของพื้นที่ โดยทุกภาคส่วนร่วมกันมองเห็นปัญหา โอกาส และเป้าหมายเดียวกัน พร้อมสร้างวัฒนธรรมการทำงานของขบวนองค์กรชุมชนและภาคีเครือข่ายในอิสานให้เกิด ความเป็นหนึ่งเดียว เชื่อมโยง และร่วมสร้างอนาคตอีสานไปด้วยกัน
ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จุดแข็งสำคัญของ พอช. และเครือข่ายภาคอีสาน คือการมีภารกิจด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ครอบคลุมและสามารถเชื่อมโยงได้หลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสวัสดิการชุมชน ที่อยู่อาศัย การดูแลเด็กและเยาวชน อาชีพ ตลอดจนประเด็นปัญหาทางสังคมต่างๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้ชุมชนมีศักยภาพสูงในการบริหารจัดการปัญหาและออกแบบระบบการดูแลกันเองในระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ การเกิดขึ้นและการเติบโตของกองทุนสวัสดิการชุมชน (กองทุน ปปช.) ยังถือเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบสวัสดิการ จากเดิมที่เคยบริหารจัดการโดยส่วนกลาง มาสู่การบริหารจัดการโดยชุมชนเอง ซึ่งมีศักยภาพอย่างยิ่งที่จะพัฒนาต่อยอดไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างและเชิงระบบต่อไปในอนาคต
“ความจริง ความงาม: สถานการณ์กับโอกาสการพัฒนาอีสาน”
ในการจัดสมัชชาขบวนองค์กรชุมชน-ประชาสังคม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปี 2569 ได้จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ความจริง ความงาม” สถานการณ์กับโอกาสการพัฒนาอีสาน โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นายไพสิฐ พานิชย์กุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลักดันกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชุมชน นายสมบูรณ์ สิงกิ่ง ผู้แทนเครือข่ายที่สะท้อนปัญหาผลกระทบจากนโยบายการจัดการที่ดินและป่าไม้ของรัฐ และ นายสันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมี นางสาววลัยลักษณ์ ชมโนนสูง จากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ทำหน้าที่ดำเนินการเสวนา
นายไพสิฐ พานิชย์กุล กล่าวถึง “ความจริง” ที่เจ็บปวดว่า ปัจจุบันเรามักพบรูปแบบของ “ท้องถิ่นที่ปราศจากชุมชน” ซึ่งขาดความเชื่อมโยงและความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างโครงสร้างภาครัฐ ท้องถิ่น ท้องทุ่ง และประชาชนอย่างแท้จริง ในขณะที่มิติของ “ความงาม” คือการทำความเข้าใจอำนาจในโลกสมัยใหม่หรือโลกเสมือน ซึ่งประกอบด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจ สายการปกครอง อำนาจทางวัฒนธรรม และอำนาจตามกฎหมาย โดยสามารถจำแนกโครงสร้างอำนาจทางกฎหมายและการบริหารออกเป็น “5 แท่งสำคัญ” ได้แก่ แท่งที่ 1 สายการปกครองส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง แท่งที่ 2 สายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แท่งที่ 3 สภาองค์กรชุมชน แท่งที่ 4 กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแท่งที่ 5 ทรัพยากรธรรมชาติ สวัสดิการชุมชน การถ่ายโอนอำนาจให้ท้องถิ่น ภาษีท้องถิ่น เศรษฐกิจท้องถิ่น และกลุ่มประชากรเฉพาะ การมองเห็นโครงสร้างอำนาจทั้ง 5 แท่งนี้ จะช่วยให้ขบวนองค์กรชุมชนเข้าใจกลไกและสามารถเชื่อมโยงอำนาจเพื่อต่อรองและผลักดันนโยบายสาธารณะให้ตอบสนองต่อวิถีชีวิตของประชาชนได้
นายสมบูรณ์ สิงกิ่ง กล่าวว่า การใช้นโยบายด้านความมั่นคงและกฎหมายอย่างเด็ดขาดในการจัดการผู้ที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าทับลาน ซึ่งเป็นผืนป่าใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ ได้สร้างผลกระทบและแรงกระแทกอย่างรุนแรงต่อประชาชนในพื้นที่ภาคอีสาน การปกป้องสิทธิชุมชน การปกป้องสิทธิการอยู่อาศัยดั้งเดิมของชุมชน ต้องใช้มาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 เป็นเครื่องมือคุ้มครองประชาชน ไม่ใช่ถูกนำมาใช้เพื่อทดแทนหรือลบล้างกระบวนการพิสูจน์สิทธิเดิมในที่ดินทำกิน แนวทางแก้ไขปัญหาและโอกาสการพัฒนา จำแนกกลุ่มเป้าหมาย แยกแยะ “ผู้ไม่มีสิทธิ์” ออกจาก “ผู้มีสิทธิเดิมที่ต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ” ให้ชัดเจนก่อนกำหนดสถานะทางกฎหมายของแต่ละราย ผลักดันปรับแก้กฎหมาย รวมพลังแสดงเจตนารมณ์ขอแก้ไขกฎหมายอุทยานแห่งชาติและกฎหมายเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าให้มีความเป็นธรรม สร้างความเข้าใจทางกฎหมาย ส่งเสริมให้ประชาชนศึกษา พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ โดยเฉพาะมาตรา 64 อย่างถ่องแท้ ใช้มาตรการบรรเทาผลกระทบ ชะลอการดำเนินการทางกฎหมาย ติดตามการปรับแก้กฎหมาย และยื่นหนังสืออุทธรณ์ในกรณีที่ได้รับผลกระทบ
นายสันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ กล่าวถึง วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ปรากฏการณ์ความรุนแรงรวดเร็ว โลกกำลังเผชิญวิกฤตที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งสถิติความร้อนสูงสุด ไฟป่าลุกลาม ภัยแล้งรุนแรง น้ำท่วมหนักในไทย การละลายอย่างรวดเร็วของน้ำแข็งขั้วโลก และฝนตกบนเกาะกรีนแลนด์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจนกระทบต่อระบบนิเวศและพื้นที่ชายฝั่งอย่างหนัก การเรียนรู้และปรับตัวของชุมชนผ่านมาตรการที่ชัดเจน โดยยึดหลักความเป็นชุมชนที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามเกิดวิกฤต เน้นการใช้กฎหมายสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดปฏิสัมพันธ์และการจัดการของชุมชนในท้องถิ่น คือ สร้างกฎหมายเพื่อออกแบบและกำหนดเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างเหมาะสม ผลักดันข้อตกลงร่วมกันของคนในพื้นที่ เสริมด้วยการออกข้อบัญญัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ออกกติการองรับการบริหารทรัพยากรภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจแบ่งปัน ให้ อปท. ใช้อำนาจหน้าที่สร้างระบบจัดการพื้นที่ตามหลักธรรมาภิบาลท้องถิ่นอย่างแท้จริง ให้รัฐและประชาชนร่วมกันร่างกฎหมาย เพื่อให้สอดรับกับวิถีชีวิตและระบบนิเวศของท้องถิ่นอีสาน
นายธนภณ เมืองเฉลิม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า เวทีครั้งนี้เป็นพื้นที่สำคัญในการนำผลการดำเนินงานที่ผ่านมา มาสรุปบทเรียนและสะท้อนให้เห็นถึงผลที่เกิดขึ้นต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ทั้ง 20 จังหวัด รวมทั้งสะท้อนให้เห็นถึงพลังของขบวนองค์กรชุมชน ประชาสังคม และภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน การร่วมกันกำหนด ทิศทางและประเด็นการขับเคลื่อนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ปัญหา ความจำเป็น และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้สามารถนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนภาคอีสานได้อย่างเป็นรูปธรรม สมัชชาขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสานควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยเปิดโอกาสให้ขบวนองค์กรชุมชนและภาคีเครือข่ายร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ร่วมออกแบบกระบวนการ และกำหนดประเด็นสำคัญในการจัดสมัชชาครั้งต่อไป เพื่อให้เวทีสมัชชาเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการกำหนดทิศทางร่วมกันของคนอีสาน ด้วยบรรยากาศแห่ง พลัง ความอบอุ่น และความเป็นพี่เป็นน้อง ซึ่งถือเป็นพลังสำคัญที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคอีสานต่อไป
ฉันทามติวาระร่วมและข้อเสนอทางนโยบาย
1.การกระจายอำนาจ ลดการรวมศูนย์ กระจายอำนาจให้กับประชาชน ประชาชนลุกขึ้นมาจัดการตนเอง การทำงานร่วมกับภาคี
2.ชุมชนเป็นศูนย์กลางเป็นเจ้าของการพัฒนา สภาองค์กรชุมชนมีบทบาทกำหนดแผนพัฒนาทุกมิติ(เกษตร สุขภาพ ทรัพยากร เศรษฐกิจ ทุนชุมชน) แผนรับมือภัยพิบัติระดับตำบลการเปลี่ยนระบบเยียวยาเป็น “ระบบบริหารความเสี่ยงเชิงรุก การคาดการณ์ -เตือนภัย- ป้องกัน- รับมือ – ฟื้นฟู – เยียวยา
3.การสร้าง “กลไกเศรษฐกิจชุมชนรับมือภูมิอากาศ”โดยรัฐควรสนับสนุนอย่างชัดเจน เช่นไซโล/คลังเก็บผลผลิต ระบบตลาดล่วงหน้า
4.การจัดตั้งกองทุน “กองทุนเพื่อการปรับตัวของชุมชน” ให้เป็นงบประมาณที่ชุมชนสามารถเข้าถึงได้โดยตรง
5.การพัฒนาคนรุ่นใหม่ การสร้างต้นกล้าของการพัฒนา เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
6.การปรับกฎหมายให้สมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากร กับสิทธิและความมั่นคงในการดำรงชีวิตของชุมชน “คนอยู่ร่วมกับป่า – ชุมชนมีส่วนร่วม – ทรัพยากรได้รับการอนุรักษ์”ให้ความสำคัญกับ การพิสูจน์สิทธิเดิม การมีส่วนร่วมของชุมชน และการแก้ไขแนวเขตที่ทับซ้อน ลดการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือจัดการปัญหา โดยเปิดพื้นที่ให้เกิดการเจรจาและจัดการร่วม จัดทำ ร่างแก้ไขกฎหมาย ทั้ง 2 ฉบับ โดยมีประชาชน นักกฎหมาย และนักวิชาการร่วมกัน
7.จัดตั้งกลไก พิสูจน์สิทธิและแก้ไขข้อพิพาท โดยมีตัวแทนชุมชนร่วม ส่งเสริม การจัดการป่าร่วมระหว่างรัฐกับชุมชน ให้ชุมชนมีบทบาทดูแลและอนุรักษ์ป่า ใช้ข้อมูลประวัติการอยู่อาศัย แผนที่ชุมชน และ GIS เป็นฐานในการตัดสินใจ
8.ผลักดัน กฎหมายภาคประชาชน และสร้างความร่วมมือกับหลายพรรคการเมืองโดยไม่ผูกกับพรรคใดพรรคหนึ่ง
9.เปลี่ยนจาก “โครงการช่วยเหลือ” สู่ “ระบบสวัสดิการที่ชุมชนจัดการตนเอง” เชื่อมกองทุน ท้องถิ่น ภาครัฐ และภาคี โดยมีเป้าหมายร่วม ดูแลคน “ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย” และรองรับทั้งภาวะปกติ–วิกฤต บูรณาการแผนและเป้าหมายของกองทุน มีกฎหมาย/แนวทางรองรับกองทุนสวัสดิการชุมชน อย่างชัดเจน ปรับกติกาให้รองรับ ภัยพิบัติและวิกฤต สร้างความมั่นคงทางการเงินและต่อยอดทุนสู่อาชีพ/รายได้ พัฒนาฐานข้อมูลหรือ “แผนที่ข้อมูลชุมชน4. แนวทางการทำงานต่
ในการจัดเสวนาครั้งนี้ ได้มีการฉายวีดิทัศน์สะท้อน “โลกทัศน์การพัฒนาอีสาน” และปลุกพลังความเป็นอิสานด้วย หมอแคนสมบัติ สิมหล้า หมอลำทองพูล พระเหล็กไหล พร้อมมีสินค้าผลิตภัณฑ์จากชุมชนจากจังหวัดต่างๆในภาคอิสานมาจัดจำหน่ายภายในงาน และได้มีการแบ่งกลุ่มย่อย “ห้องเรียนรู้” ออกเป็น 4 ประเด็นสำคัญ เพื่อลงลึกในรายละเอียดทางปฏิบัติ ได้แก่ ห้องที่ 1 รุก รับ ปรับตัวการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศชุมชนอีสาน ห้องที่ 2 ผลกระทบจากนโยบายการจัดการที่ดินและป่าไม้ การแก้ไข พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ห้องที่ 3 เตรียมความพร้อมการจัดการภัยพิบัติต่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นนิเวศอีสาน ห้องที่ 4 พัฒนาระบบสวัสดิการ คุณภาพชีวิต และสุขภาวะชุมชนอีสาน เพื่อจัดทำข้อเสนอทางนโยบายและกลไกการขับเคลื่อนการพัฒนาภูมิภาคอิสานอย่างยั่งยืน เวทีเสวนาบทบาทความร่วมมือจาก “ภาคีอาสา” สู่การพัฒนาเชิงพื้นที่ภาคอิสาน โดยมี ดร.สมพันธ์ เตชะอธิก คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ศ.ดร.บัวพันธ์ พรหมพักพิง นักวิชาการอาวุโส นายจำนงค์ จิตรนิรัตน์ นักพัฒนาอาวุโส ดำเนินรายการโดย นางสาวสุวิมล มีแสง



























