พอช. ร่วมกับ ว.ป๋วย ลงพื้นที่ประเมินผลลัพธ์ทางสังคม (SIA & SROI) กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลยี่งอ เผยความสำเร็จตลอด 19 ปี จากเงินตั้งต้น 2,870 บาท สู่กองทุนมูลค่าเกือบ 3 ล้านบาท ที่ขับเคลื่อนด้วยความฉับไว พหุวัฒนธรรม และร้านค้าชุมชน เพื่อเป็นต้นแบบสวัสดิการของประเทศ
นราธิวาส/ 11 สิงหาคม 69 – สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และภาคีเครือข่ายสวัสดิการภาคใต้ จัดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการและเก็บข้อมูลภาคสนามภายใต้ “โครงการประเมินผลลัพธ์ทางสังคม (SIA) และผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล” ระหว่างวันที่ 10–11 สิงหาคม 2569 มีเป้าหมายเพื่อถอดบทเรียนความสำเร็จ ประเมินมูลค่าที่แท้จริงของกองทุนต่อสังคม ตลอดจนนำองค์ความรู้และข้อมูลเชิงประจักษ์ไปต่อยอดเป็นต้นแบบในการพัฒนาสวัสดิการชุมชนในระดับประเทศ ณ กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลยี่งอ จังหวัดนราธิวาส
19 ปี จากเงินตั้งต้น 2,870 บาท สู่หลักประกันเกือบ 3 ล้านบาท
ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2550 กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลยี่งอเริ่มต้นก่อตั้งขึ้นด้วยเงินเพียง 2,870 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดูน้อยนิดในเวลานั้น ทว่าด้วยพลังแห่งความร่วมมือและความสามัคคีของคนในชุมชนที่ไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรค ตลอดระยะเวลา 19 ปีที่ผ่านมา กองทุนแห่งนี้ได้เติบโตอย่างมั่นคงจนปัจจุบันมีสมาชิกรวมกันถึง 1,789 คน และมีเงินสะสมสูงถึง 2,963,360.80 บาท ทั้งนี้ ทางกองทุนได้อนุมัติจ่ายสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิกและคนในชุมชนไปแล้วกว่า 2,459,147.80 บาท โดยยังมีเงินคงเหลือพร้อมบริหารจัดการต่ออีก 504,213 บาท ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จทางบัญชีทั่วไป แต่เป็นบทพิสูจน์เชิงประจักษ์ว่า “การออมวันละบาท” ของคนธรรมดา สามารถรวมพลังกันเปลี่ยนเป็นหลักประกันชีวิตที่ดูแลคนทั้งชุมชนได้
ความฉับไวและเข้าถึงง่าย หัวใจแห่งความสำเร็จของยี่งอ
นางวรรณมณี มาบู ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลยี่งอ ได้บอกเล่าถึงจุดเด่นสำคัญที่ทำให้กองทุนฯ เป็นที่พึ่งพิงของชาวบ้านมาโดยตลอด นั่นคือ “ความฉับไวและเข้าถึงง่าย” กองทุนสามารถลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือชาวบ้านในยามวิกฤตได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์อุทกภัยหรือการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยเข้าไปดูแลถึงหน้าประตูบ้านโดยไม่ต้องรอขั้นตอนจากหน่วยงานภายนอก นอกจากนี้ยังสามารถดำเนินการประสานงานโครงการ “บ้านพอเพียง” และเงินสงเคราะห์ต่างๆ ได้ภายในระยะเวลาเพียง 15 วันเท่านั้น เบื้องหลังความรวดเร็วนี้เกิดจากทีมงานจิตอาสาที่มีความเข้าใจในบริบทการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างดี และดูแลสมาชิกทุกคนอย่างเท่าเทียม
สร้างความยั่งยืนผ่าน “ร้านค้าสวัสดิการชุมชน”
อีกหนึ่งก้าวสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของกองทุนฯ คือการวางแผนสร้างความยั่งยืนทางการเงินไว้ล่วงหน้า เมื่อรัฐบาลยุติการสมทบทุน กองทุนฯ ได้ริเริ่มจัดตั้ง “ร้านค้าสวัสดิการชุมชน” ขึ้น โดยได้รับสินเชื่อจำนวน 1,000,000 บาทจากธนาคาร SME โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ปัจจุบันร้านค้าแห่งนี้สามารถบริหารจัดการจนปลดหนี้ได้หมดสิ้น และนำผลกำไรที่ได้มาจัดสรรเป็นสวัสดิการพิเศษคืนแก่สมาชิก เช่น การแจกข้าวสาร ถุงยังชีพ และผ้าละหมาด แม้จะต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคากับร้านค้าภายนอก แต่ร้านค้าแห่งนี้ยังคงทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตของชุมชน
สะพานเชื่อมพหุวัฒนธรรม ดูแลทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยก
น.ส.โศรยา หวังกาจิ เลขานุการกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลยี่งอ และเลขาคณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจังหวัดนราธิวาส ได้ฉายภาพบทบาทสำคัญของกองทุนฯ ในฐานะตัวกลางเชื่อมโยงวิถีชีวิตภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม แม้ว่าในพื้นที่จะมีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามร้อยละ 90 และศาสนาพุทธรวมถึงศาสนาอื่นๆ อีกร้อยละ 10 แต่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขและมีส่วนร่วมในกิจกรรมของกองทุนฯ เสมอ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างวันฮารีรายอ กองทุนฯ ได้บูรณาการร่วมกับทางเทศบาลและกลุ่มร้านค้าในพื้นที่ ในการจัดสรรเงินซะกาต ข้าวสาร และอินทผาลัม เพื่อนำไปส่งมอบแก่กลุ่มเปราะบาง ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย เห็นถึงความเกื้อกูลและความสามัคคี โดยมีกองทุนสวัสดิการเป็นแกนกลางร้อยเรียงความแตกต่างให้เป็นพลังเดียวกัน
ระบบสวัสดิการ 14 ประเภท ครอบคลุมทุกช่วงชีวิต
จุดแข็งที่ทำให้กองทุนยี่งอมีความโดดเด่นคือการเปิดกว้างดูแลคนทั้งชุมชนโดยไม่จำกัดความช่วยเหลือไว้เฉพาะกลุ่มสมาชิกเท่านั้น ทางกองทุนได้จัดระบบสวัสดิการครอบคลุมไว้ถึง 14 ประเภท ครอบคลุมทุกช่วงชีวิตตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต พร้อมทั้งใช้ระบบสวัสดิการเป็นเครื่องมือป้องกันและแก้ไขปัญหาสังคมเชิงรุก แทนที่จะรอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยแก้ไข พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการปลูกฝังวินัยการออมและการบริหารจัดการด้วยหลักธรรมาภิบาล
เสียงสะท้อนจากผู้รับจริง ที่พึ่งยามยากระดับครัวเรือน
นางนูรฮัสหม๊ะ สะอุ สมาชิกกองทุนฯ ได้ถ่ายทอดความประทับใจเมื่อครั้งที่ครอบครัวเผชิญกับความยากลำบากว่า เมื่อคุณป้าเสียชีวิต กองทุนฯ ได้มอบเงินสวัสดิการช่วยเหลือ 10,000 บาท ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ และเงินส่วนที่เหลือยังนำมาจุนเจือดูแลคุณยายซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียงในเวลาต่อมา นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการกรณีเจ็บป่วยและแอดมิทโรงพยาบาล ได้รับเงินชดเชยคืนละ 100 บาท (สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อปี) รวมถึงเงินสงเคราะห์บุตรและผู้สูงอายุ นางนูรฮัสหม๊ะกล่าวทิ้งท้ายด้วยความประทับใจ พร้อมเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกเพราะเป็นสวัสดิการที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง


















