วุฒิสภา พอช.ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดเวที “Unlock เมืองเหลื่อมล้ำ พลิกนโยบาย คืนสิทธิ์ที่อยู่อาศัยให้คนจนเมือง” ขับเคลื่อนวาระแห่งชาติแก้วิกฤตที่อยู่อาศัยและคนไร้บ้าน ถอดบทเรียนสากลสู่นโยบายรูปธรรม ชงข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญ บัญญัติสิทธิที่อยู่อาศัยขั้นพื้นฐาน ดัน พ.ร.บ.พัฒนาที่อยู่อาศัยแห่งชาติ และกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการบ้านเช่าสวัสดิการราคาถูก
กรุงเทพฯ/18 สิงหาคม 69 คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. และภาคีเครือข่าย จัดสัมมนา “Unlock เมืองเหลื่อมล้ำ พลิกนโยบาย คืนสิทธิ์ที่อยู่อาศัยให้คนจนเมือง” เพื่อระดมความคิดเห็นและหาทางออกต่อวิกฤตความเหลื่อมล้ำด้านที่อยู่อาศัยที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางและคนจนเมืองอย่างรุนแรง นำโดย นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา นางสาวเฉลิมศรี ระดากูล รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ประธานคณะอนุกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิและเสรีภาพ โดย นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ที่ปรึกษาคณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนเครือข่ายชุมชน เข้าร่วมกว่า 250 คน ณ ห้องประชุมไพบูลย์วัฒนศิริธรรม ชั้น 1 พอช. แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ
โครงสร้างเมืองและการผลักภาระสู่ตลาดเช่า
สถานการณ์ปัญหาที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ซึ่งพบว่าครัวเรือนที่ยังไม่มีความมั่นคงในสิทธิการอยู่อาศัยมีจำนวนสูงถึง 6 ถึง 7 ล้านครัวเรือน จากการสำรวจของขบวนองค์กรชุมชนพบว่ามีชุมชนผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศถึง 6,450 ชุมชน รวม 1,651,689 ครัวเรือน โดยมีผู้เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยสูงถึง 791,647 ครัวเรือน (คิดเป็นร้อยละ 47.93) และกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่มีผู้เดือดร้อนสูงสุดถึง 235,999 ครัวเรือน นอกจากนี้ เครือข่ายสลัมสี่ภาคยังระบุว่ามีชุมชนที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงต่อการถูกไล่รื้อจากการพัฒนาโครงการของรัฐและเอกชนมากถึง 103 ชุมชน ครอบคลุม 10,299 ครัวเรือน
ปัญหาดังกล่าวเกิดจากกระบวนทัศน์การพัฒนาเมืองที่มองพื้นที่เมืองเป็นสินค้าเพื่อการทำกำไรสูงสุด ทำให้ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นเกินกว่ารายได้ของประชากรถึง 21 เท่า ประกอบกับสถาบันการเงินมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อบ้านสูงถึงร้อยละ 70 บีบให้ประชาชนจำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบการถือครองกรรมสิทธิ์ และต้องแบกรับภาระค่าเช่าที่สูงเกินกว่าร้อยละ 30 ของรายได้ ซึ่งขัดต่อเกณฑ์มาตรฐานสากล โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบ กลุ่มคนไร้บ้าน และกลุ่มแรงงานแรกเริ่มทำงาน
นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร
วิกฤตที่อยู่อาศัยคนกรุง ชี้ “คนขับเคลื่อนเมือง” ไร้ที่ยืน จี้รัฐเร่งแก้ปัญหารายได้ไม่สมดุลค่าครองชีพ
นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวว่า สถานการณ์วิกฤตด้านที่อยู่อาศัยในเขตเมืองใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งปัจจุบันปัญหาดังกล่าวได้ลุกลามและก้าวไกลกว่าแค่ประเด็นการมีบ้านหรือไม่มีบ้านพักอาศัย หากประชาชนมีรายได้ราว 10,000 – 20,000 บาท จะพบกับความยากลำบากในการใช้ชีวิตอย่างมาก เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายพื้นฐาน เช่น ค่าเช่าบ้านประมาณ 4,000 บาท และค่าเดินทางประมาณ 2,000 บาท ทำให้รายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งต้องหมดไปกับที่อยู่อาศัยและการเดินทาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต ในขณะที่ตัวเมืองมีการพัฒนาเติบโตอย่างรวดเร็ว มีระบบขนส่งสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า สิ่งปลูกสร้าง และคอนโดมิเนียมผุดขึ้นมากมาย ส่งผลให้ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้น และผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมต้องเผชิญกับคำถามสำคัญว่าจะอยู่อาศัยอย่างไร เมื่อที่ดินถูกพัฒนาไปในเชิงพาณิชย์
นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้คนที่เคยอยู่ใกล้ใจกลางเมืองถูกผลักดันให้ต้องย้ายออกไปอยู่อาศัยในพื้นที่ไกลออกไป ต้องเดินทางไกลขึ้น และมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับเมืองใหญ่ทั่วโลก สิ่งที่น่าเศร้าและสะท้อนความเหลื่อมล้ำอย่างเด่นชัดคือ บุคคลที่กำลังเผชิญกับปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยเหล่านี้ แท้จริงแล้วคือ “คนขับเคลื่อนเมืองให้เดินต่อไปได้” อาทิ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย อาชีพอิสระ พนักงานทำความสะอาด (แม่บ้าน) พนักงานส่งของ (ไรเดอร์) และพนักงานเสิร์ฟ คนกลุ่มนี้ต้องต่อสู้ดิ้นรนและเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เมืองใหญ่ขับเคลื่อนไปได้ แต่กลับต้องเผชิญกับความยากลำบากในการใช้ชีวิตในเมือง
หากคนที่ขับเคลื่อนเมืองใหญ่อยู่ในเมืองไม่ได้ เมืองนั้นจะดำเนินต่อไปอย่างไร และรัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาทำอะไรบ้างเพื่อแก้ไขปัญหานี้ แนวทางสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยบนที่ดินของรัฐ การจัดสรรที่ดินอย่างเป็นธรรม รวมถึงการสร้างกลไกทางการเงินที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริง เนื่องจากปัจจุบันการมีเงินเดือนไม่ได้แปลว่าจะสามารถซื้อบ้านได้เสมอไป เนื่องจากธนาคารมีเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างคนทำงานประจำและคนอาชีพอิสระ นายนรเศรษฐ์ กล่าว
“ทุกภาคส่วนให้มาร่วมกันคิดและนำเสนอแนวทางแก้ไข เพื่อให้ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้รวบรวมมาสามารถส่งต่อไปถึงฝ่ายบริหารได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าเราต้องมีกลไกในการติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าข้อเสนอเหล่านี้ได้รับการนำไปปรับใช้เป็นนโยบายภาครัฐที่แก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายนรเศรษฐ์ กล่าวในตอนท้าย
นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ
ย้ำชัดนโยบาย พม. ยุคใหม่ จากการ “สงเคราะห์” ไปสู่การ “สร้างโอกาส”
นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า เจตนารมณ์ที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่รัฐมนตรีเข้ามารับตำแหน่งในกระทรวง พม. ได้ประกาศกรอบการทำงานไว้อย่างชัดเจนว่า การพัฒนาจะต้องมุ่งเน้นให้ทุกคน “อยู่ดีมีโอกาส” พร้อมทั้งเปลี่ยนผ่านรูปแบบการทำงานจากการ “สงเคราะห์” ไปสู่การ “สร้างโอกาส” ให้กับประชาชน
นายชนินทร์ กล่าวต่อ ในอดีตวิธีการทำงานของภาครัฐมักจะเป็นลักษณะของการเยียวยาเฉพาะหน้า แต่ในปัจจุบันเราจำเป็นต้องมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงในระยะยาวให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเรื่อง “ที่อยู่อาศัย” ซึ่งถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด ตลอดระยะเวลา 4-5 เดือนที่ผ่านมาที่คณะทำงานชุดนี้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ทางกระทรวงฯ ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับต้น ๆ โดยผลงานชิ้นสำคัญชิ้นแรกที่ได้ดำเนินการร่วมกับ พอช. คือ การผลักดันและแก้ไขกฎกระทรวง เพื่อปรับปรุงระเบียบของสหกรณ์เคหะสถานให้สามารถทำภารกิจได้มากกว่าแค่เรื่องที่อยู่อาศัย แต่ยังเปิดโอกาสให้สามารถสร้างรายได้จากการดำเนินภารกิจหรือกิจการอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ด้วย
นายชนินทร์ กล่าวถึง โครงการ “บ้านมั่นคงชายแดน” ที่จังหวัดสุรินทร์ เป็นการดูแลเรื่องที่อยู่อาศัยให้มีความมั่นคงควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพและสร้างรายได้ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในมิติอื่น ๆ ได้อย่างรอบด้าน สำหรับในพื้นที่เขตเมือง เช่น ชุมชนบ้านริมรางรถไฟและชุมชนริมคลอง ซึ่งเผชิญกับความท้าทายและความเปราะบางสูง ทางกระทรวงฯ ยืนยันว่าได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และจะยังคงเดินหน้าทำต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นคงในชีวิต พี่น้องเครือข่ายภาคประชาชนจะมีข้อเสนอที่ดีและครอบคลุมในมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องชุมชนเมืองว่าจะสามารถพัฒนาเติบโตไปพร้อมกับตัวเมืองได้อย่างยั่งยืนอย่างไร ทางกระทรวง พม. มีความพร้อมที่จะนำข้อเสนอเชิงนโยบายเหล่านี้ไปผลักดันและปฏิบัติจริง เพื่อให้เกิดการนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
นางสาวเฉลิมศรี ระดากูล
พอช. เป็นกลไกกลาง หนุนชุมชนเป็นแกนหลักกำหนดอนาคตตนเอง
นางสาวเฉลิมศรี ระดากูล รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) กล่าวว่า เจ้าของบ้านที่แท้จริงนั้นคือ “เครือข่ายองค์กรชุมชน” ส่วน พอช. เป็นเพียงองค์กรของประชาชนที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือและกลไกสำคัญ ในการสนับสนุน อำนวยความสะดวก และร่วมแก้ไขปัญหาให้แก่พี่น้องเครือข่ายองค์กรชุมชนเท่านั้น ที่ผ่านมา ซึ่ง พอช. มีโอกาสหลายครั้งในการนำเอาปัญหา ความต้องการ และเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชน มาพัฒนาและยกระดับจนกลายเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย” ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการริเริ่ม 10 โครงการนำร่องในปี พ.ศ. 2546 โดยเน้นการพัฒนารูปแบบจากล่างขึ้นบน (Bottom-up) ให้ชุมชนเป็นเจ้าของและเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน พร้อมทั้งประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับและขยายผลมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีความสำเร็จของ “โครงการสวัสดิการชุมชน” ที่ขับเคลื่อนภายใต้หลักการเกื้อกูลกันว่า “ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี” ซึ่งล้วนเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่คิดค้นโดยพี่น้องชุมชน และถูกผลักดันจนกลายเป็นนโยบายภาครัฐในที่สุด
“พอช. ยินดีอย่างยิ่งที่จะได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการเชื่อมโยงภาคีเครือข่าย ทั้งจากทางวุฒิสภา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนที่มาร่วมเป็นเจ้าภาพ ผสานความร่วมมือในการพัฒนานโยบายและกฎหมายที่อยู่อาศัยให้เกิดรูปธรรมต่อไป” นางสาวเฉลิมศรี กล่าว
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา
ชุมชนเป็นแกนหลักสร้างเครือข่าย-ทุนชุมชน เปลี่ยนชุมชนแออัดสู่เมืองที่เป็นธรรม
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ที่ปรึกษาคณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาต้องเริ่มจากการจัดทำฐานข้อมูลและสำรวจอย่างละเอียดว่ากลุ่มผู้มีรายได้น้อยอาศัยอยู่ ณ จุดใดบ้างในทุก ๆ เมือง จากนั้นจึงนำผู้ที่ประสบปัญหาประเภทเดียวกันมารวมกลุ่มพูดคุยเพื่อหาแนวทางพัฒนาและสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย หัวใจสำคัญของการปลดล็อกคือ “คนจนต้องลุกขึ้นมาเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา” เพราะการทำงานเพียงลำพังตัวคนเดียวไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องเชื่อมโยงกันเป็นหมู่คณะ เป็นเครือข่าย และเป็นชุมชน โดยมีภาคส่วนอื่น ๆ เข้ามาร่วมสนับสนุน ทั้งในด้านการจัดการที่ดิน การออมทรัพย์ และการปรับปรุงภูมิทัศน์ร่วมกับสถาปนิก
นางสาวสมสุข กล่าวต่อ ในกระบวนการต่อมาคือการสร้างองค์ความรู้เรื่องการวางผังเมือง การออมทรัพย์ และการบริหารจัดการ โดยพิจารณาบริบททั้งเมืองให้เชื่อมโยงกัน รวมถึงการหาทางออกเรื่องที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาขอเช่า ขอซื้อ หรือการนำที่ดินรกร้างว่างเปล่าของเมืองมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ ซึ่งแนวทางนี้ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ให้ฟื้นตัวได้อีกด้วย นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยระบบกลุ่มและการออมทรัพย์ร่วมกัน พร้อมดึงสถาปนิกหรือสถาบันการศึกษาเข้ามาช่วยออกแบบชุมชนใหม่ให้มีความสวยงามและเป็นระเบียบ เพื่อลบภาพจำเดิม ๆ ของชุมชนแออัด และสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต การจัดตั้งกลุ่มย่อย การสร้างเครือข่าย และการแสวงหาที่ปรึกษาถือเป็นกลไกสำคัญ เมื่อเกิดโครงการที่อยู่อาศัยขึ้น จะนำไปสู่การจัดระเบียบและจัดตั้งกลุ่มย่อยต่าง ๆ ภายในชุมชน เช่น กลุ่มการเงิน กลุ่มเด็ก กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มสวัสดิการ และกลุ่มเศรษฐกิจ การมีกลุ่มเหล่านี้จะทำให้เกิดพื้นที่ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาและหาทางออกร่วมกันได้ นอกจากนี้ ชุมชนยังสามารถแสวงหาที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง โดยการเชิญผู้นำท้องถิ่น เช่น นายกเทศมนตรี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาช่วยสนับสนุนการเจรจาและให้คำแนะนำเมื่อเกิดปัญหาติดขัด การรวมตัวตั้งหลักเช่นนี้จะช่วยเปลี่ยนสถานะของชุมชนจากการเป็น “ผู้ที่รอรับปัญหา รอไฟไหม้ หรือรอวันถูกไล่รื้อ” ให้กลายเป็นผู้ที่สามารถเตรียมพร้อมและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ล่วงหน้า
เมื่อผู้มีรายได้น้อยก้าวเข้าสู่โครงการที่อยู่อาศัยที่มีความมั่นคง มีการจัดระบบบริหารจัดการชุมชนและการเงินด้วยตนเอง วิถีชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การอยู่อาศัยแบบชุมชนมีข้อดีกว่าการต่างคนต่างอยู่ตามหอพัก เพราะมีระบบความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เช่น เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเด็กมีปัญหาก็สามารถดูแลกันได้ ไม่ต้องเผชิญปัญหาอย่างโดดเดี่ยว นอกจากนี้ การรวมตัวเป็นเครือข่ายยังสร้างพลังในการเจรจาต่อรองกับหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้ชุมชนได้รับการยอมรับ สามารถจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกัน หรือสร้างการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิล ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นไปไม่ได้เลยหากทำเพียงลำพัง นางสาวสมสุข กล่าว
“การมีต้นทุนทางการเงินน้อยกลับกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ผู้คนต้องหันมาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ซึ่งพลังของการร่วมมือนี้สามารถสร้างความเข้มแข็งได้ดีกว่าวิถีชีวิตแบบปัจเจกชนหรือครอบครัวเดี่ยวของชนชั้นกลาง ที่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมักจะต้องเผชิญอย่างโดดเดี่ยวและขาดการช่วยเหลือจากคนรอบข้าง ในโครงสร้างสังคมขนาดใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร การหวังพึ่งพากลไกของรัฐเพียงอย่างเดียวไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง จึงจำเป็นต้องมีระบบนิเวศชุมชนขนาดเล็กที่จัดการร่วมกัน” นางสาวสมสุข กล่าวในตอนท้าย
นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี
ที่อยู่อาศัยร้อยปีรอไม่ได้! มั่นใจนโยบายแก้จนเมืองจับต้องได้และนำไปปฏิบัติจริง
นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ประธานคณะอนุกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนฯ วุฒิสภา กล่าวว่า ภาครัฐมักมองปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางเป็นเพียงการสงเคราะห์ช่วยเหลือเฉพาะหน้า หรือมองเป็นเรื่องของโชคชะตาและความขี้เกียจ แต่แท้จริงแล้วเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและความล้มเหลวของกฎหมาย กลไกที่ไม่เป็นธรรม และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันมีตัวเลขที่น่าตกใจคือมีครัวเรือนถึง 6-7 ล้านครัวเรือนที่ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ขณะที่การเคหะแห่งชาติมีภาระขาดทุนสะสมสูงถึง 9 หมื่นล้านบาท และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ประสบภาวะขาดแคลนและถูกลดงบประมาณ ซึ่งหากได้รับงบประมาณในระดับนี้จะต้องใช้เวลานานนับร้อยปีจึงจะสามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ประชาชนไม่สามารถรอคอยได้
นายวีระศักดิ์ กล่าวต่อ ในด้านสาเหตุเชิงโครงสร้าง พบว่าที่ดินได้กลายเป็นสินค้าเพื่อการเก็งกำไรที่มีราคาสูงและมีการกว้านซื้อ แม้ว่าการพัฒนาเมืองผ่านระบบรางจะเป็นเรื่องที่ดีและช่วยย่นระยะเวลาการเดินทาง แต่สิ่งที่เลวร้ายคือการอพยพผู้คนออกจากพื้นที่เดิมไปอยู่ต่างจังหวัดหรือบริเวณชานเมืองเพื่อให้การพัฒนาระบบรางมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเรียนรู้บทเรียนจากต่างประเทศ เช่น การทำธนาคารที่ดินชุมชน รวมถึงนวัตกรรมภาคประชาชนอย่างโครงการ “ห้องเช่าคนละครึ่ง” ที่เปิดโอกาสให้คนไร้บ้านมีที่อยู่อาศัย ตลอดจนการขับเคลื่อนศูนย์พักพิงและบ้านฉุกเฉินเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
ข้อเสนอนโยบายที่สำคัญ ได้แก่ การปฏิรูปกฎหมายและรัฐธรรมนูญเพื่อใช้แก้ปัญหาที่อยู่อาศัย การนำที่ดินของรัฐมาใช้แก้ปัญหา 20-30 เปอร์เซ็นต์ พร้อมสรุปการเปลี่ยนผ่านจากการสงเคราะห์ไปสู่การรับรองสิทธิขั้นพื้นฐาน ปฏิรูปกลไกทางการเงินเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยมั่นคงและความยุติธรรมทางสังคม พร้อมตอกย้ำด้วยข้อความสะเทือนใจว่า “เมืองจะเจริญไม่ได้หากมีแต่ตึกสูงเสียดฟ้า แต่มีหยาดน้ำตาของคนจนเมืองไหลรดท่วมเมือง” นายวีระศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
การยกระดับสิทธิในรัฐธรรมนูญ ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อบรรจุ “สิทธิในการมีที่อยู่อาศัยอย่างเพียงพอและมั่นคง” เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน การตรากฎหมายแม่บท ยกร่างและผลักดัน “พระราชบัญญัติพัฒนาที่อยู่อาศัยแห่งชาติ” เพื่อบูรณาการภารกิจของทุกหน่วยงาน การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ปลดล็อกกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีอำนาจงบประมาณในการจัดตั้งกองทุนและจัดการบ้านเช่าสวัสดิการในพื้นที่ การใช้ที่ดินรัฐ นำที่ดินของหน่วยงานรัฐและการรถไฟแห่งประเทศไทยมาจัดตั้ง “ธนาคารที่ดินชุมชน” เพื่อให้เช่าในราคาเอื้ออาทร มาตรการผังเมืองและระบบการเงิน ใช้มาตรการ Inclusionary Zoning กำหนดสัดส่วนบ้านราคาประหยัดร้อยละ 20-30 ในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ รวมถึงสนับสนุนระบบ “เช่าเพื่อซื้อ” และคูปองอุดหนุนค่าเช่าผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
รับมอบข้อเสนอเชิงนโยบายให้กับรัฐบาล
นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลในการรับมอบข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อนำไปขับเคลื่อนเป็นนโยบายภาครัฐในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนเมืองอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อการเปลี่ยนผ่านนโยบายที่อยู่อาศัยจากการสงเคราะห์ไปสู่การสร้างความเป็นธรรมและคืนสิทธิขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชน





















