พอช. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนจังหวัดบูรณาการสู่จังหวัดจัดการตนเอง ปี 2569 และการจัดทำแผนการดำเนินงาน ปี 2570 ระหว่างวันที่ 13-14 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเอบีน่า เฮ้าส์ กรุงเทพฯ ระดมผู้นำชุมชน ภาคประชาสังคม จาก 30 จังหวัดนำร่อง ร่วมสรุปบทเรียน แลกเปลี่ยนแนวทางแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น พร้อมผลักดันโมเดลจังหวัดจัดการตนเองและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก
2
กรุงเทพฯ/13 สิงหาคม 69 – สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “การขับเคลื่อนจังหวัดบูรณาการสู่จังหวัดจัดการตนเอง ปี 2569 และการจัดทำแผนการดำเนินงาน ปี 2570” มีวัตถุประสงค์ เพื่อแลกเปลี่ยนบทเรียน ผลการดำเนินงาน และความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนจังหวัดบูรณาการสู่จังหวัดจัดการตนเองในปี 2569 สร้างความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับทิศทาง แนวคิด และเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดจัดการตนเอง โดยเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างองค์กรชุมชน ภาคประชาสังคม หน่วยงานภาครัฐ และภาคีการพัฒนา ร่วมกันกำหนดแนวทางและจัดทำแผนการขับเคลื่อนจังหวัดบูรณาการสู่จังหวัดจัดการตนเอง ปี 2570 ทั้งในระดับจังหวัดและระดับภาค กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้นำชุมชนและภาคประชาสังคมจากพื้นที่จังหวัดนำร่อง 30 จังหวัด รวมถึงผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ พอช. รวมจำนวน 150 คน ณ โรงแรมเอบีน่า เฮ้าส์ แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร
นายวิชัย นะสุวรรณโน
นายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า เวทีนี้จัดขึ้นเพื่อสรุปบทเรียน แลกเปลี่ยนความคืบหน้า ข้อจำกัดในการทำงาน และนำไปสู่การออกแบบการทำงานในปี 2570 ให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น ทั้งนี้ กระบวนการจังหวัดจัดการตนเองได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 โดยเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม และมีความคาดหวังในการพัฒนา 6 ด้านหลัก คือ การเตรียมความพร้อมรองรับการกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น ยกระดับสู่ภาพใหญ่และให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคีในจังหวัด การสร้างบทบาทให้ชุมชนเป็นผู้ออกแบบทิศทางและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจากฐานราก การสร้างการบูรณาการและกลไกหุ้นส่วนการพัฒนาในพื้นที่ร่วมกันทุกภาคส่วน การแชร์ทรัพยากรและบูรณาการทุนในพื้นที่ผ่านการวิเคราะห์ศักยภาพเพื่อแก้ไขปัญหา การหนุนเสริมพื้นที่ทุกระดับ ทั้งจังหวัด ตำบล อำเภอ และภูมินิเวศน์ ให้เข้มแข็งไปพร้อมกัน การร่วมสร้างอนาคต ส่งเสริมผู้บริหารระดับจังหวัดที่มีศักยภาพ โดยยกตัวอย่างจังหวัดภูเก็ตซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบในการผลักดันการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อปฏิรูปราชการ กระจายอำนาจ และขจัดปัญหาระบบราชการที่ล่าช้า
นายทองใบ สิงสีทา
นำเสนอผลการสนับสนุนการขับเคลื่อนงานจังหวัดบูรณาการสู่จังหวัดจัดการตนเอง
นายทองใบ สิงสีทา นักปฏิบัติการชุมชนชำนาญการพิเศษ
กล่าวผลการขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเอง โดยที่ผ่านมาได้มีการขับเคลื่ลนมาอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลา 3 ปี พื้นที่เป็นผู้ปฏิบัติการขับเคลื่อน สร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ทั้งนี้ ปัญหาที่กำลังประสบของพื้นที่กิดจากหลายปัญหา ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ ความแตกต่างของรายได้ ปัญหาแศรษฐกิจ ความแตกต่างในการเข้าถึงทรัพยากร ปัญหารัฐราชการรวมศูนย์ ปัญหาไร้สเถียรภาพทางการเมือง ระบบการทำงานของรัฐ ขาดสถาบันการเงินที่เข้มแข็ง ทั้งนี้ภายใต้สถานการณ์ปัญหาดังกล่าว สถาบันจึงเห็นปัญหาและความสำคัญของการขับเคลื่อนงาน มีความพยายามสร้างความเข้มแข็งในระดับจังหวัด ด้วยการพัมนากระบวนการต่างๆ ได้แก่ ส่งเสริสร้างกลไกกลางในรดับจังหวัด การพัฒนาแผน การสร้างกองทุนกลาง การพัฒนาพื้นที่รูปธรรม การจัดตั้งศูนย์ประสานงานประชาชน
ในจังหวัด และสร้างภาคีอาสาในระดับจังหวัด ซึ่งมีการนำร่องในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาการบูรณาการ และอีกประการหนึ่งที่มีความสำคัญ คือ การขับเคลื่อนกลไก สสป. (ส่งเสริมการขับเคลื่อนงาน ลดความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนเปราะบาง การผลักดันพัฒนาแผนจากในระดับตำบล one plane) โดยการพัฒนาการขับเคลื่อนจังหวัด
แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม รวม 30 จังหวัด ซึ่งเป็นจังหวัดที่ได้มีการขับเคลื่อนงานค่อนข้างเป็นรูปธรรม ที่มีการทำงานร่วมกับภาคีอาสา สสป. จัดได้ว่าเป็นพื้นที่จังหวัดนำร่อง
- คนในจังหวัดเป็นผู้ขับเคลื่อนงานร่วมกัน ร่วมแก้ไขปัญหาของภาคประชาชน ผลักดันนโยบายของรัฐเพื่อให้เอื้อต่อการทำงานของภาคประชาชน โดยจังหวัดต้องเป็นผู้ออกแบบเอง
- ปรับเปลี่ยนกระบวนการพัฒนาเพื่อการแก้ไขปัญหาตรงจุด ซึ่งกระบวนการพัฒนาและวิธีการต้องมีวิธีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เหมาะสมกับทิศทางการการพัฒนา และการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน เพื่อทำให้เกิดการผลักดันการทำงาน และสร้างแผนงานร่วมกัน
- การส่งเสริมการทำงาน โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างมีส่วนร่วม
- โดยศักยภาพในแต่ละจังหวัด จะเป็นการกำหนดโอกาสของการพัฒนา ซึ่งคนในจังหวัดต้องมีแนวทางการพัฒนาร่วมกัน
- โดยในปี 2569 ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาในระดับจังหวัดตามระดับกลุ่มต่อไป จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงาน และทิศทางความร่วมมือกับภาคีต่าง ๆ ซึ่งจะต้องมีการทบืวนระบบข้อมูลพื้นที่ จัดทำแนภาคประชาชน การพัฒนายกระดับพื้นที่รูปธรรมเพื่อส่งเสริมให้พื้นที่มีความเข้มแข็ง (เช่น เกิดตำบลเข้มแข็ง และตำบลรูปธรรมในระดับจังหวัดที่มีการขับเคลื่อนงานอย่างมีรูปธรรม) การจัดสมัชชากลางของจังหวัด ซึ่งคนในจังหวัดเป็นหลักกำหนดทิศทางการพัฒนาร่วมกัน และสร้างความร่วมมือกับภาคี หน่วยงานต่าง ๆ
นางสาวปรานอม โอสาร
ภาคีอาสากับการพัฒนาจังหวัดเข้มแข็ง โดยใช้พื้นที่เป็นฐาน
โดย นางสาวปรานอม โอสาร สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
เพื่อสร้างแนวทางบูรณาการพัฒนา ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม แก้ไขปัญหาเชิงนโยบายสาธารณะในแต่ละมิติ
โดยโจทย์การทำงานของ สช. จะมีแนวทางการเชื่มโยงการทำงาน บูรณาการร่วมกับ 9 ภาคีอาสา ซึ่งมีการปฏิบัติการร่วมกันในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ ตราด เชียงราย ขอนแก่น นครสวรรค์ พัทลุง (และขยายการทำงานต่อไปในอีก 8 จังหวัด : ส่งเสริมการทำงานไประดับพื้นที่) เพื่อเป็นพื้นที่ทำงานบูรณาการ ใช้ระบบฐานข้อมูลการทำงานแลกเปลี่ยนการตัดสินใจขับเคลื่อนงานในด้านต่าง ๆ ทำให้ค้นพบช่องว่างการทำงานว่าที่ไม่สามารถดำเนินการได้
ในเรื่องของความสำเร็จของการพัฒนา แต่จะเน้นไปในส่วนของการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของการทำงาน การส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างรูปธรรมเชิงประจักษ์ที่มีการวัดผลได้ โดยการตัดสินใจและการมีวาระร่วมกันในจังหวัด ทั้งนี้ พื้นที่จะเป็นผู้กำหนดทิศทาง การสร้างระบบทิศทางการทำงานอย่างเข้มแข็งและเป็นรูปธรรม
นายวันชัย บุญประชา
การพัฒนาจังหวัดต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตและ 1 แผนพัฒนา 1 จังหวัด
โดย นายวันชัย บุญประชา นายกสมาคมส่งเสริมภาคประชาสังคม (สสป.)
จากแนวคิดจังหวัดจัดการตนเอง และการจัดทำแผนบูรณาการจังหวัด ทำให้มีแนวทางการสนับสนุน การเชื่อมโยงการทำงานในแต่ละจังหวัด ซึ่งการจัดทำแผนจังหวัดจะต้องผ่านกระบวนการรับฟังแผนจากคนในจังหวัดร่วมด้วย
เพื่อร่วมกันวิเคราะห์สภาพปัญหาในจังหวัด สร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชนต่อการจัดทำแผน โดยเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าไปแสดงความคิดเห็นต่อการขับเคลื่อนจังหวัด สำหรับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ หรือแก้ไขปัญหาเชิงประเด็น ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งในส่วนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนและประชาสังคม ผลักดันการทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ เพื่อให้การทำงานในจังหวัดเกิดความเข้มแข็ง เพื่อรวมตัวให้เกิดขบวนจังหวัด สร้างกระบวนการจัดการ โดยการจัดการข้อมูลเป็นเรื่องพื้นฐานที่สำคัญ นำไปสู่ข้อเสนอ มาตรการเชิงนโยบายที่นำมาแก้ไขปัญหาร่วมในจังหวัด การทำงานของ สสป. คือ การบูรณาจังหวัด โดยการใช้แผนพัฒนาจังหวัด เป็นเครื่องมือ ในการขับเคลื่อนจังหวัด การพัฒนาหุ้นส่วนจังหวัดที่จะเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม
โดยเครือข่ายของภาคประชาชน และประชาสังคม จะเป็นเครือข่ายสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง สร้างเครื่องมือการพัฒนาโดยคระทำงานพัฒนาสังคมจังหวัดในทุกจังหวัดที่โครงสร้างตามระเบียบสำนกนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ความสำคัญต่อการพัฒนาคือจังหวัดต้องเริ่มขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเอง และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในจังหวัด
ในช่วงท้าย นายวิชัย นะสุวรรณโน ได้กล่าว ทิศทางการสนับสนุนการพัฒนาจังหวัดบูรณาการสู่จังหวัดจัดการตนเอง
ในการเชื่อมโยงแผนกับหน่วยงาน ซึ่งต้องมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่รับงบประมาณ แต่ยังไม่สามารถดำเนินการตามแผนงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
- จำเป็นต้องมีการปรับวิธีการแนวทางงบประมาณของรัฐ อาจจะไม่ผ่านหน่วยรับงบประมาณ ให้เสนอลงไปยังพื้นที่ได้เลย แต่เป็นทางเลือกที่ไม่สามารถดำเนินการได้
- ส่งเสริมองค์กรที่เป็นนิติบุคคลที่ผ่านการรับรอง การเสนอข้อเสนอกับหน่วยงานรัฐที่รัฐจะนำไปปรับใช้ในการพัฒนาชุมชนตามความต้องการของประชาชน
- ต้องมีการบูรณาการเครื่องมือขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานในการจัดทำแผนพัฒนา โดยการขับเคลื่อนที่ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง สามารถกำหนดทิศทางในการพัฒนาร่วมโดยคนในพื้นที่นั้น ๆ ได้ที่ผ่านารจัดกระบวนการภายใน ประชาชนมีส่วนร่วมต่อการกำหนดหนดทิศทางพัฒนา สามารถบูรณาการทั้งภายในและภายนอกองค์กร
- การปฏิรูปขบวนองค์กรชุมชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ ยกระดับขบวนการทำงานของภาคประชาชน เพื่อให้เท่าทันต่อสถานการณ์ และจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการพัฒนาพื้นที่ใหม่ ผลักดันการทำงานจากฐานรากสู่ระดับนโยบาย
- เตรียมความพร้อมการทำงานของจังหวัดในแต่ละระดับ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานไปตามแผนพัฒนา
ที่จังหวัดได้ดำเนินการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด ซึ่งมีแนวทางการทำงานโดยประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองท้องถิ่น จัดทำแผนพัฒนาในด้านสังคม และการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ผลการประชุมแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนสู่ระดับนโยบาย กรณีศึกษา “เชียงใหม่มหานคร” และ “ภูเก็ตมหานคร” เนื่องจากโครงสร้างการบริหารงานที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่รัฐและการแยกส่วนทำให้การทำงานติดขัด พื้นที่จึงผลักดันวาระมหานครและการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดด้วยตนเอง เพื่อกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นและสร้างสภาพลเมือง ทั้งนี้ จากการหารือเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้มุ่งเน้นการผลักดัน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การสร้างรูปธรรมตั้งแต่ระดับตำบลถึงระดับจังหวัด ขับเคลื่อนกฎหมายและรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดพื้นที่จัดการตนเอง สร้างการสื่อสารและกระบวนการทางสังคมให้การกระจายอำนาจเป็นวาระสาธารณะ เชื่อมโยงภาคีเครือข่ายเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองเชิงนโยบาย พร้อมเสนอให้ผลักดันกฎหมายการกระจายอำนาจและใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อน
อีกหนึ่งกิจกรรมที่สำคัญในเวทีคือการจัดกิจกรรมแบ่งกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยน 5 ภาค เพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานจังหวัดบูรณาการสู่จังหวัดจัดการตนเองแต่ละพื้นที่ โดยมีประเด็นดังนี้
1) เป้าหมายการขับเคลื่อนของพื้นที่แต่ละภาค
2) ผลการดำเนินงาน ประกอบด้วย
– กลไกกลาง/การเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาจังหวัด
– การจัดทำและการใช้ข้อมูล
– การจัดทำแผนพัฒนาของภาคประชาชนระดับจังหวัด
– กองทุนกลางระดับจังหวัด
3) บทเรียน/ข้อค้นพบที่สำคัญ
และ 4) จัดทำทิศทาง และแนวทางการขับเคลื่อนงาน ปี 2570 ประกอบด้วย แนวทางการขับเคลื่อนระดับจังหวัด แผนความร่วมมือระดับภาค และ ข้อเสนอต่อ พอช. ต่อการทำงานต่อไป

















