นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มอบนโยบายด้านการพัฒนาสังคมและการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแก่ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ในงาน “พลังองค์กรชุมชนสร้างสังคมไทยไปด้วยกัน” ย้ำชัดรัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจร่วมกันต่อทิศทางการขับเคลื่อนประเทศ เพื่อเป็นแนวทางให้ภาคประชาชนและภาคีเครือข่ายนำไปแปรเปลี่ยนเป็นแผนปฏิบัติการในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมหนุนกลไก พอช.) ในการสร้างหลักประกันทางสังคมและช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบาง ให้ขบวนชุมชนร่วมเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคตประเทศไทยภายใต้ร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน
กรุงเทพฯ/29 มิถุนายน 2569 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดงานสัมมนาวิชาการและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สังคมระดับชาติ งาน “พลังองค์กรชุมชนสร้างสังคมไทยไปด้วยกัน” เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายความมั่นคงของมนุษย์และสวัสดิการภาคประชาชนสู่มิติใหม่ ภายใต้ความร่วมมือที่ยึดความต้องการของภาคประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยมี นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในผู้เข้าร่วมประกอบไปด้วย ผู้นำสภาองค์กรชุมชน ผู้นำองค์กรการเงินและสวัสดิการชุมชน เครือข่ายที่อยู่อาศัย เครือข่ายเศรษฐกิจชุมชน เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเครือข่ายประเด็นงานต่าง ๆ ที่สถาบันให้การสนับสนุน พร้อมด้วยคณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ผู้บริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคีเครือข่าย นักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิ รวมกว่า 600 คน ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร
รมว.พม. ชี้ พอช. คือ “สถาบันสร้างชุมชนและศักดิ์ศรีมนุษย์”
นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า Flagship ของ พอช. ไม่ว่าจะเป็นโครงการบ้านมั่นคง บ้านพอเพียง หรือบ้านริมคลอง ต่างเป็นเรื่องที่อยู่อาศัยทั้งหมด แต่หน่วยงานกลับมีชื่อว่า “สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน” ไม่ใช่สถาบันพัฒนาที่อยู่อาศัย นั่นเป็นเพราะภารกิจที่แท้จริงของผู้นำทุกท่านไม่ใช่เพียงแค่การก่อสร้างบ้านที่เป็นสิ่งปลูกสร้าง แต่คือ “การสร้างชุมชน” ซึ่งเป็นงานที่ยากกว่าการสร้างบ้านหลายเท่าตัว เพราะต้องอาศัยทักษะการเจรจา คุยกับคนร้อยแปดคนที่มีความต้องการร้อยแปดเรื่อง เพื่อให้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและร่วมกันบริหารจัดการตนเองในรูปแบบสหกรณ์ การที่ พอช. สามารถขับเคลื่อนจนยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้หลายแสนครัวเรือน หรือคิดเป็นประชากรหลายล้านคน จึงถือเป็นการสร้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสร้างสังคมที่เข้มแข็ง
รมว.พม. กล่าวถึง การเตรียมความพร้อมให้ชุมชนไทยสามารถรับมือกับความท้าทายระดับสากล ทั้งปัญหาโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น อัตราการเกิดของเด็กลดลง วิกฤตเศรษฐกิจแปรปรวน และภัยธรรมชาติ ได้ส่งต่อแนวคิดผ่านการออกแบบนโยบายการทำงาน 8 ด้านของกระทรวง พม. เพื่อขับเคลื่อนสังคมไปพร้อมกัน โดยมีรายละเอียดที่เชื่อมโยงกับขบวนองค์กรชุมชนดังนี้ ด้านที่ 1 นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ (นโยบายสำคัญที่สุด) มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาพัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้เปราะบาง ให้มีความเที่ยงตรงและแม่นยำ เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดของรัฐสามารถพุ่งเป้า ไปยังผู้เดือดร้อนตัวจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ด้านที่ 2 เด็กและเยาวชน จากสถิติจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงจากปีละเกือบ 1 ล้านคน เหลือเพียงประมาณ 4 แสนคนในปัจจุบัน ชุมชนจึงต้องเร่งช่วยกันสอดส่องดูแลบุตรหลานให้ห่างไกลจากยาเสพติด และต้องติดอาวุธทางปัญญา สอนให้คนรุ่นใหม่ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อให้เด็กยุคนี้เก่งขึ้นและพร้อมเป็นกำลังหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต ด้านที่ 3 สถาบันครอบครัว มุ่งเน้นการเสริมความเข้มแข็งของครอบครัว โดยเฉพาะการส่งเสริมบทบาทของสตรี และการเปิดเวทีให้ผู้สูงอายุได้แสดงความสามารถและวิสัยทัศน์ ไม่ปล่อยให้เป็นผู้สูงวัยที่อยู่บ้านเฉย ๆ โดยกระทรวง พม. จะเข้าไปสนับสนุนการอัพสกิล และรีสกิล ศักยภาพผู้นำในชุมชน ด้านที่ 4 ชุมชนเข้มแข็ง การสานพลังร่วมกันระหว่างเครือข่าย พอช. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เพื่อบูรณาการงานพัฒนาร่วมกัน ด้านที่ 5 ที่อยู่อาศัยมั่นคง เดินหน้าสร้างความมั่นคงในชีวิตผ่านโครงการบ้านมั่นคงและบ้านพอเพียง ซึ่งเป็นการสร้างศักดิ์ศรีและสิทธิ์อันชอบธรรมในที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชน ด้านที่ 6 สร้างอาชีพใหม่ยุคดิจิทัล รมว.พม. เน้นย้ำว่าอาชีพรูปแบบเดิมอาจไม่เพียงพอต่อการยังชีพในยุคนี้ รัฐและสถาบันการศึกษาต้องร่วมมือกันเติมไอเดียใหม่ ๆ ให้ชุมชน เช่น การสอนผู้สูงอายุหรือกลุ่มแม่บ้านให้ใช้เวลาว่างเพียง 2 ชั่วโมงต่อวันมาเรียนรู้การไลฟ์สดขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ซึ่งสามารถสร้างรายได้มหาศาลแทนการนั่งทำอาชีพเดิมที่ได้ผลตอบแทนน้อย ด้านที่ 7 การบริหารจัดการหนี้สิน ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนและกองทุนหมุนเวียนที่สร้างประโยชน์ เช่น กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนคนพิการ ที่ให้กู้ยืมเงินทุนตั้งตัวรายละ 30,000 ถึง 200,000 บาท เพื่อนำไปสร้างเนื้อสร้างตัว ดั่งโมเดลผู้พิการที่โคราชที่กู้เงินไปทำกุยช่ายขายจนประสบความสำเร็จ โดยขอให้ขบวนชุมชนช่วยนำสวัสดิการเหล่านี้ไปประชาสัมพันธ์ต่อในวงกว้าง ด้านที่ 8 ราชการเป็นมิตรกับประชาชน (การปฏิรูปกฎหมาย) ตั้งเป้าหมายในการเร่งปรับปรุงข้อกฎหมายที่ล้าหลัง และผลักดันกฎหมายฉบับใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อภาคประชาชน แม้กระบวนการนิติบัญญัติผ่าน ครม. และรัฐสภาจะต้องใช้เวลา แต่เป็นแนวทางเดียวที่จะสร้างความยั่งยืนเชิงโครงสร้างได้
สั่งลุยขยายผลงานบ้านมั่นคง-สวัสดิการชุมชน: อาสาชนปัญหาที่ดินรัฐ พร้อมหนุนทลายงบ อบจ. หลักพันล้าน
นายนิกร กล่าวชัดเจนว่า ในมิติการกำหนดทิศทางการเติบโตของ พอช. มีภารกิจท้าทายใน 3 เรื่องหลัก เริ่มจาก เรื่องที่อยู่อาศัย “โครงการบ้านมั่นคงใหม่ต้องออก โครงการเก่าต้องขยาย” โดยแนะให้ผู้นำชุมชนพัฒนาทักษะการเจรจารวบรวมกลุ่มจัดตั้งสหกรณ์ และสำหรับปัญหาคลาสสิกเรื่องที่ดินทำกินหรือที่ดินลุกล้ำของหน่วยงานรัฐ รมว.พม. ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการ พอช. เร่งรวบรวมข้อมูลแปลงที่ดินที่มีศักยภาพและติดขัดปัญหาทั่วประเทศ โดยตนเองพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางถือเอกสารไปเจรจากับรัฐมนตรีเจ้าสังกัดของหน่วยงานเหล่านั้นเพื่อปลดล็อกให้ชาวบ้าน ส่วนกรณี “บ้านพอเพียง” เนื่องจากงบประมาณรัฐมีจำกัด จึงขอให้ผู้นำคัดเลือกอย่างโปร่งใส พุ่งเป้าไปที่ผู้เปราะบางและเดือดร้อนที่สุดเป็นอันดับแรกเพื่อป้องกันข้อครหาในพื้นที่
กองทุนสวัสดิการชุมชน หรือ กองทุนวันละบาท ยอมรับว่าประทับใจในกลไกนี้มากหลังจากได้ลงพื้นที่อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา และพบว่าบางกองทุนมีเงินสะสมหลายล้านบาท ปัจจุบันกองทุนนี้มีเงินสะสมทั่วประเทศกว่า 24,695 ล้านบาท จากฐานสมาชิก 6 ล้านกว่าคน ซึ่งคิดเป็นเพียงประมาณ 10% ของประชากรทั้งหมด 67 ล้านคน รมว.พม. จึงประกาศคำท้าทายแก่ขบวนองค์กรชุมชนว่า “หากเครือข่ายสามารถขยายฐานสมาชิกให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตนเองก็ยินดีที่จะเป็นผู้ไปเจรจากับสำนักงบประมาณและรัฐบาลเพื่อทวงถามและผลักดันงบประมาณสมทบให้ครบ 1 บาทตามเจตนารมณ์อย่างแน่นอน” พร้อมแนะนำให้นำเงินกองทุนมาพิจารณาใช้จ่ายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและศักยภาพสมาชิกอย่างเหมาะสม ไม่เน้นเก็บออมเพียงอย่างเดียว
สำหรับ สภาองค์กรชุมชน ขอยกย่องว่าเป็นกลุ่มคนที่มีภาวะผู้นำ สูงและมีศักยภาพในการเป็นขบวนหน้าด่านร่วมกับ อพม. ตั้งใจจะลงพื้นที่นั่งจับเข่าคุยกับสภาองค์กรชุมชนให้ครบทุกภาค และได้มอบกลยุทธ์สำคัญในการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ควรรอคอยเพียงงบสมทบวันละบาท แต่ขอให้ผู้นำเข้าไปพูดคุย ขายไอเดียโครงการพัฒนาสังคมและอาชีพที่ชัดเจนกับนายก อบต. และนายก อบจ. ซึ่งหน่วยงานท้องถิ่นระดับจังหวัดอย่าง อบจ. ขนาดใหญ่ เช่น นครราชสีมา มีงบประมาณสูงถึงปีละกว่า 4,000 ล้านบาท และมีงบสำหรับดูแลสวัสดิการชุมชนอยู่แล้ว หากสภาองค์กรชุมชนมีแผนงานที่ดี ท้องถิ่นก็พร้อมจะจัดสรรงบประมาณลงมาร่วมขับเคลื่อนอย่างแน่นอน โดยตนเองยินดีจะลงพื้นที่ไปเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมความร่วมมือระหว่างผู้นำชุมชนกับผู้บริหารท้องถิ่นให้อีกด้วย
วางรากฐาน 5 ปี แผนปฏิบัติการ พอช. ขับเคลื่อนสังคมไทยเข้มแข็ง
นายนิกร โสมกลาง เน้นย้ำถึง หัวใจสำคัญในการทำงานพัฒนาชุมชน คือ “ความโปร่งใสและหลักธรรมาภิบาล” บัญชีงบประมาณของสหกรณ์เคหสถานในโครงการบ้านมั่นคงต้องสะอาดและตรวจสอบได้ เพราะหากสมาชิกเกิดความแคลงใจ การทำงานในชุมชนจะไม่สามารถขับเคลื่อนต่อได้อย่างมีความสุข ซึ่งในส่วนของสหกรณ์จะมีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ช่วยดูแลอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ รมว.พม. แสดงความกังวลเป็นพิเศษคือ “กองทุนสวัสดิการชุมชน” โดยกำชับให้ผู้นำทุกคนบริหารจัดการการรับเงิน การจ่ายเงิน และการทำโครงการเบิกจ่ายด้วยความคล่องตัวแต่ต้องคลีน ตรวจสอบได้ทุกบาททุกสตางค์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการบริหารล้มเหลวเหมือนกรณีสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์บางแห่งในอดีต โดย พม. ได้มอบนโยบายให้ พอช. เร่งจัดทำและสนับสนุนระบบบัญชีดิจิทัลสำเร็จรูปไปให้ทุกกองทุนได้ใช้งานเพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกัน
การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571 – 2575) ของ พอช. ถือเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่ผู้นำแถวหลังทุกคนจะต้องร่วมกันคิดและกำหนดอนาคตของชุมชนตนเองว่างบประมาณและทิศทางอีก 5 ปีข้างหน้าควรจะเป็นอย่างไร โดยมีร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 จากสภาพัฒน์ เป็นแผนแม่บทหลัก กระทรวง พม. และผู้บริหารทุกคนพร้อมยืนเคียงข้างและเป็นเครื่องมือหนุนเสริมให้ขบวนองค์กรชุมชนเติบโตอย่างมีเอกภาพ เพื่อร่วมกันสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างสังคมที่ทุกคนมีโอกาส มีความมั่นคง และนำพาประเทศชาติก้าวสู่ความมั่งคั่งยั่งยืนจากฐานรากไปด้วยกัน นายนิกร กล่าวในตอนท้าย
เปิดพื้นที่กลางให้ “ชาวบ้าน” ออกแบบและกำหนดอนาคตตนเอง
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า พอช. ได้ขับเคลื่อนการสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยและสิทธิ์ในที่ดินทำกินของผู้มีรายได้น้อย ทั้งในเขตเมืองและชนบทไปแล้วมากกว่า 350,000 ครัวเรือน ซึ่งรวมถึงโครงการบ้านมั่นคงเมือง บ้านมั่นคงชนบท และโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยริมคูคลองสาธารณะ มีการสนับสนุนและพัฒนาสภาองค์กรชุมชนตำบลให้เกิดขึ้นและดำเนินการได้อย่างเข้มแข็งรวมจำนวนทั้งสิ้น 7,802 แห่งทั่วประเทศ กลายเป็นพื้นที่กลางในการแก้ไขปัญหาและจัดทำแผนพัฒนาชุมชนโดยชาวบ้านเอง ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมและจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับตำบลจำนวนถึง 6,094 กองทุน ซึ่งกองทุนเหล่านี้มีสมาชิกเข้าร่วมเครือข่ายรวมแล้วกว่า 6.7 ล้านคน จากพลังการออมทรัพย์และการสมทบของชุมชนและรัฐ ทำให้มีเงินกองทุนสะสมรวมกันในระบบมากกว่า 24,695 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ได้ถูกนำไปแปรเปลี่ยนเป็นสวัสดิการภาคประชาชน ดูแลสมาชิกและประชาชนกลุ่มเปราะบาง รวมถึงผู้ด้อยโอกาสในสังคมไทยรวมแล้วกว่า 11 ล้านคน
กำหนดอนาคตฐานรากปี 2571–2575 บูรณาการแผนชุมชนเชื่อมโยงกรอบยุทธศาสตร์ชาติ
นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีฉบับใหม่นี้ จะเป็นช่วงสุดท้ายของกระบวนการถอดบทเรียนที่มีความสำคัญที่สุด เนื่องจากจะเป็นการนำเอานโยบายของรัฐบาลในยุคปัจจุบันเข้ามาเติมเต็ม สานพลัง และร้อยเรียงเข้ากับความต้องการที่แท้จริงของภาคประชาชน เพื่อร่วมกันวางพื้นฐานและแนวทางการขับเคลื่อนงานพัฒนาองค์กรชุมชนในอีก 5 ปีข้างหน้าอย่างมีเอกภาพ นอกจากนี้ ชุดข้อมูลและแผนยุทธศาสตร์ที่ได้จากกระบวนการนี้ จะถูกนำไปใช้ประกอบการทำงานจริงในพื้นที่ และใช้เป็นกรอบอ้างอิงสำคัญในการเสนอนโยบายต่อรัฐบาลเพื่อสนับสนุนงบประมาณและกลไกเอื้ออำนวยให้แก่ชุมชนต่อไป
สำหรับกระบวนการและรูปแบบการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ พอช. ได้วางกลไกการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการดึงเอาประสบการณ์ตรงของแกนนำชุมชนที่ทำงานสัมผัสกับความทุกข์ยากของชาวบ้านมาอย่างยาวนาน มาสกัดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยมีโครงสร้างการสะท้อนข้อมูลครอบคลุมใน 4 ระดับชั้นหลัก ได้แก่ ระดับตำบล ปัญหาพื้นฐาน ปัญหาความยากจน ที่อยู่อาศัย และระบบสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ระดับอำเภอ การเชื่อมโยงระบบกลุ่มทุนชุมชน สหกรณ์ และการจัดการทรัพยากรร่วมกัน ระดับจังหวัด ความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อบต. และ อบจ. รวมถึงภาคีภาครัฐ ระดับภูมิภาค ภาพรวมเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจชุมชน และยุทธศาสตร์การพัฒนาที่สอดคล้องกับภูมิสังคม นายกฤษดา กล่าว
สำหรับวัตถุประสงค์หลักของการจัดงานสำคัญในครั้งนี้ ประกอบด้วย 3 ประการสำคัญที่เป็นฟันเฟืองในการยกระดับสังคมไทย ได้แก่ (1) เพื่อให้ขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศได้รับฟังนโยบายด้านสังคมและการพัฒนาฐานรากโดยตรงจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อนำไปสู่การแปลงนโยบายสาธารณะสู่ภาคปฏิบัติในระดับพื้นที่ (2) เพื่อสร้างพื้นที่ประวัติศาสตร์ให้ขบวนองค์กรชุมชนได้รับทราบร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) และเปิดโอกาสให้ร่วมแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ สะท้อนปัญหาจริงจากหน้างาน เพื่อให้แผนพัฒนาประเทศฉบับใหม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวบ้านมากที่สุด และ (3) เพื่อส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทบทวนบทเรียน และร่วมกันออกแบบทิศทางการพัฒนาองค์กรชุมชนในอนาคต ตลอดจนร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571 – 2575) และแผนปฏิบัติการประจำปี พ.ศ. 2570 ของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อเตรียมความพร้อมขององค์กรในการรองรับความท้าทายใหม่




















