คณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงฯ สัญจรลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อติดตามสถานการณ์ความเดือดร้อนของพี่น้องชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยในพื้นที่ชายแดน มุ่งเป้ายกระดับที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยและคุณภาพชีวิต
จังหวัดสุรินทร์/ 24 กุมภาพันธ์ 2569 – คณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและการจัดการที่ดิน เป็นกลไกหลักภายใต้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ทำหน้าที่ขับเคลื่อนและบริหารจัดการโครงการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ จัดประชุมสัญจรครั้งที่ 2/2569 เพื่อรับฟังปัญหาและวางแนวทางแก้ไขความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบภัยสงคราม ณ จังหวัดสุรินทร์
คณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงฯ มีบทบาทและหน้าที่สำคัญ คือ บริหารและกำหนดทิศทาง กำกับดูแลภาพรวมของโครงการบ้านมั่นคงทั้งในเมืองและชนบท รวมถึงโครงการบ้านพอเพียง และการจัดการที่ดินทำกิน พิจารณาและอนุมัติโครงการ ตรวจสอบความถูกต้องและพิจารณาอนุมัติงบประมาณ ให้กับชุมชนที่เสนอแผนพัฒนาที่อยู่อาศัย ประสานความร่วมมือ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยอย่างเป็นระบบ สนับสนุนและเผยแพร่ ส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้ สื่อสารแนวทางการพัฒนา และเสนอแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อสนับสนุนภารกิจในระดับพื้นที่
เกาะติดสถานการณ์ชายแดน รับฟังเสียงสะท้อนจากชุมชน
คณะอนุกรรมการฯ ได้เดินทางไปยังพื้นที่ ตำบลบักได อำเภอพนมดงรักษ์ และตำบลจรัส อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์ “ปัญหาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา”สถานการณ์และผลกระทบพื้นที่ชายแดน คือ พบระเบิดตกค้างในพื้นที่ ความเสียหายด้านทรัพย์สิน บ้านเรือนเสียหาย วิกฤตรายได้ เกษตรกรขาดรายได้ 100% เนื่องจากไม่สามารถประกอบอาชีพในที่นาได้ ผลกระทบทางจิตวิทยา ชาวบ้านเกิดความหวาดระแวงและกังวลต่อความไม่ปลอดภัย ประเด็นหลักก็คือ สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ ในจากการลงพื้นที่ฯ ได้มีข้อสรุปที่สาระสำคัญ โดยแบ่งออกเป็น 4 ด้านหลัก เพื่อนำไปสู่การทำงานที่เห็นผลเป็นรูปธรรม ดังนี้
- การพัฒนาระบบความปลอดภัยและที่อยู่อาศัย หัวใจสำคัญคือการทำให้ชาวบ้านรู้สึกปลอดภัยในถิ่นที่อยู่เดิม โดยมีแนวทางหลักคือ แนวคิดบ้านบังเกอร์ ออกแบบที่อยู่อาศัยให้มีบังเกอร์ในตัว เพื่อเป็นจุดหลบภัยเร่งด่วนในระยะแรกก่อนการอพยพ ความจำเป็นด้านจิตวิทยา ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ต้องการย้ายถิ่นฐานถาวร การมีจุดหลบภัยในบ้านจึงตอบโจทย์การใช้ชีวิตในพื้นที่เสี่ยง จุดรวมพลเชิงยุทธวิธี พัฒนาบังเกอร์ให้เป็นจุดศูนย์กลางรวมพลของชุมชนแทนการสร้างแยกครัวเรือน เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายตามยุทธวิธีทางทหาร การสร้างโซนปลอดภัย ออกแบบโซนปลอดภัยร่วมกับชาวบ้านเพื่อผลักดันสู่เชิงนโยบาย
- มาตรการทางเศรษฐกิจและปากท้อง การเยียวยาหนี้สินและสร้างรายได้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาทางกายภาพ การจัดการหนี้สิน ประสานงานกับสถาบันการเงิน เช่น ธกส. เพื่อผ่อนปรนเงื่อนไขและพักชำระหนี้ให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม อาชีพเสริมระยะสั้น พัฒนาแผนสร้างงานใหม่ที่นอกเหนือจากเกษตรกรรมเดิม เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตัวในช่วงสถานการณ์ไม่สงบ ความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนชุมชนและระบบอาหารเพื่อให้พึ่งพาตนเองได้ในยามวิกฤต
- การวางแผนและจัดการฐานข้อมูล เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีระบบและตรงจุด จำเป็นต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน แผนรับมือ 3 ระยะ จัดทำปฏิบัติการครอบคลุมทั้งระยะ ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ ระบบฐานข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ บันทึกข้อมูลความเดือดร้อนในทุกมิติ เพื่อใช้เจรจาต่อรองกับรัฐหรือดึงภาคเอกชน (CSR) เข้ามาสนับสนุน การจัดการที่ดิน เร่งรัดแผนที่ที่ดินในพื้นที่ชายแดนและนำที่ดินสาธารณะมาออกแบบเพื่อประโยชน์ร่วมกัน
- การมีส่วนร่วมและกลไกความร่วมมือ การขับเคลื่อนจะสำเร็จได้ต้องอาศัยเสียงของคนในพื้นที่และเครือข่ายพันธมิตร การฟังเสียงคนในพื้นที่ การช่วยเหลือต้องเริ่มจากการสำรวจความต้องการจริงของชาวบ้าน และลดอุปสรรคจากระเบียบราชการที่ล่าช้า เครือข่ายภาคีพัฒนา บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างทั่วถึง การถอดบทเรียนข้ามพื้นที่: นำความรู้จากพื้นที่ประสบภัยไปประยุกต์ใช้เป็นแผนอพยพหรือแนวทางพัฒนาสำหรับพื้นที่เสี่ยงอื่นต่อไป
“รั้วมีชีวิต” ประชาชนคือรั้วที่แท้จริง
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ประธานคณะอนุกรรมการบ้านมันคงและการจัดการที่ดิน กล่าวว่า ในพื้นที่ชุมชนชายแดนที่มีผลกระทบจากภัยสงคราม เบื้องต้นเป็นจะการลงไปสำรวจความเสียหายและช่วยเหลือเยียวยาตามจุดที่เกิดปัญหา แต่หัวใจสำคัญที่ต้องเร่งทำคือ นั่นคือการเชื่อมโยงจุดเล็กๆ ให้กลายเป็น “เครือข่ายตำบลและอำเภอ” การโยงชาวบ้านให้เกิดเครือข่ายระดับจังหวัดจะสร้าง “เสียงที่ดังพอ” ในการดึงหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และทรัพยากรต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม เปลี่ยนจากการรอรับความช่วยเหลือ เป็นการใช้ฐานขบวนที่เข้มแข็งผลักดันให้โครงสร้างรัฐหันมาให้ความสนใจปัญหาเชิงระบบมากขึ้น
นางสาวสมสุขย้ำว่า พื้นที่ชายแดนมีบริบทเฉพาะที่ไม่เหมือนชุมชนชนบททั่วไป ทั้งเรื่องการประกอบอาชีพและความเสี่ยงทางความมั่นคง ดังนั้นจะใช้วิธีพัฒนาแบบทั่วไปไม่ได้ แต่ต้องพัฒนาแบบองค์รวม คนในพื้นที่ต้องมีความรู้ มีพลังใจ และมีระบบจัดการชุมชนที่มั่นคง มีการจัดกลไกชุมชนที่ต่อเนื่อง สมาชิกในชุมชนก็ต้องเป็นส่วนหนึ่งได้ ต้องมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง มีเศรษฐกิจที่แข็งแรง มีการจัดการป่า และน้ำที่เป็นฐานทรัพยากรของชีวิต
นางสาวสมสุขกล่าวต่อ หนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนนิยามของ “รั้วกั้นประเทศ” โดยมองว่า รั้วที่เข้มแข็งที่สุดไม่ใช่กำลังทหารหรือลวดหนามเพียงอย่างเดียว แต่คือระบบของชุมชน ชุมชนต้องมีความสามารถในการจัดการตนเองทั้งก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุสงคราม ชุมชนที่เข้มแข็งจะสามารถจัดการกับสิ่งผิดกฎหมาย หรือผู้ไม่หวังดีในพื้นที่ได้ดีกว่าการวางกำลังทหารเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้จะรวบรวมข้อเสนอจากพื้นที่เพื่อจัดทำเป็น “ชุดความรู้บ้านมั่นคงชุมชนชายแดน” นำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อให้เกิดการสนับสนุนที่เป็นรูปแบบเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยไม่ใช้เกณฑ์มาตรฐานทั่วไป แต่ใช้เกณฑ์ที่สอดคล้องกับบริบทชายแดน เน้นการสร้างกลไกชุมชนให้เป็นรากฐานการป้องกันภัยขั้นต้น มุ่งสู่เป้าหมายความเข้มแข็งที่กินได้จริง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง นางสาวสมสุข กล่าวทิ้งท้าย
“เราต้องสร้างชุมชนชายแดนให้เข้มแข็งตลอดแนว ไม่ใช่แค่จุดใดจุดหนึ่ง รั้วที่แข็งแกร่งที่สุดคือประชาชนที่จัดการตนเองได้ “ นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา กล่าว
สำหรับการประชุมคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและจัดการที่ดิน ครั้งที่ 2/2569 เป็นการประชุมเพื่อติดตามผลการดำเนินโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยบ้านมั่นคงเมืองและชนบทจากทั่วประเทศ ในระหว่างเดือนมกราคม -กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมพิจารณาสนับสนับการดำเนินงานการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามแนวทางโครงการบ้านมั่นคง ได้แก่ หลักเกณฑ์การช่วยเหลือผู้เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนริมคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากร พ.ศ. 2569 โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยบ้านมั่นคงชนบท โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชาติพันธุ์ โครงการสนับสนุนการทำงานจังหวัดและคณะทำงานบ้านมั่นคงจังหวัด โครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบราง โครงการสนับสนุนช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยพิบัติ โครงการพัฒนากระบวนเมือง ภาคีพัฒนา โครงการสนับสนุนการพัฒนาความเข้มแข็งองค์กรผู้ใช้สินเชื่อภายใต้เครือข่ายสลัม 4 ภาค โครงการบ้านพอเพียงเครือข่ายเมืองพะตง จังหวัดสงขลา รวมทั้งสิ้น 33 โครงการ คาดว่าจะสนับสนุนงบประมาณ 123,752,050 บาท ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 1,926 ครัวเรือน


















