เครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศ เปิดเวทีสาธารณะรับฟังความเห็นปรับปรุง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน มุ่งขจัดอุปสรรคการทำงาน ยกระดับจากชุมชนสู่ “หุ้นส่วนการพัฒนาประเทศ” รับมือวิกฤตโลกและภัยพิบัติ
กรุงเทพมหานคร /23 กุมภาพันธ์ 2569 – สภาองค์กร จัดเวทีเสวนาสาธารณะเรื่อง “พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน ก้าวต่อไปสร้างพื้นที่กลางชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งให้ยั่งยืน” เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับเจตนารมณ์และสาระสำคัญของพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนตำบล พ.ศ. 2551 เปิดพื้นที่กลางในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดในการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชน พร้อมรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ เพื่อปรับปรุงกลไกการทำงานและกำหนดทิศทาง “ก้าวต่อไป” ของสภาองค์กรชุมชนในฐานะกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายฉบับใหม่ มุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของจังหวัดและการกระจายอำนาจสู่มือประชาชน การจัดเวทีครั้งนี้มีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคีที่เกี่ยวข้องกว่า 20 หน่วยงานเข้าร่วม ทั้งในห้องประชุมและผ่านระบบออนไลน์ โดยมีตัวแทนขบวนองค์กรชุมชนจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศกว่า 500 คน และมีผู้รับชมผ่าน Facebook Live ประมาณ 1,000 คน ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม
นายทองสุข สีลิด ประธานที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล กล่าวต้อนรับและยืนยันมติการขับเคลื่อนประเด็นสำคัญ ได้แก่ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน การส่งเสริมธรรมาภิบาล และการปรับปรุงกฎหมายสภาองค์กรชุมชน เพื่อให้ภาคประชาชนมีบทบาทเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา สอดรับทิศทางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14
กระบวนการจาก “ฐานรากสู่ระดับชาติ”
นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.กล่าว ปัจจุบันมีสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศจำนวน 7,796 แห่ง ทำหน้าที่เชื่อมโยงปัญหาและข้อเสนอจากระดับตำบลสู่ระดับจังหวัดและระดับชาติ พร้อมผลักดันการบูรณาการในรูปแบบ “จังหวัดบูรณาการ” และสร้างภาคีอาสาเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเชิงพื้นที่
ผู้แทนภาคประชาสังคมจากจังหวัดสตูลสะท้อนบทเรียนการผลักดันแผนพัฒนาภาคประชาชนสู่แผนระดับจังหวัด ภายใต้นโยบาย “One Plan” ของกระทรวงมหาดไทย โดยเสนอจัดตั้งกลไกคณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง
แนวทางการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นที่จับต้องได้จริง โดยมุ่งเน้นการยกระดับความร่วมมือจากระดับ “ตำบล” สู่กลไกการจัดการตนเองในระดับ “จังหวัด” เพื่อเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการขับเคลื่อนประเทศ หัวใจสำคัญของการพัฒนาคือการสร้างเวทีระดับจังหวัดให้เป็น “พื้นที่กลาง” เพื่อเชื่อมโยงการทำงานของ 4 ภาคส่วนหลักเข้าด้วยกัน ได้แก่ ภาคประชาชน ผู้เป็นเจ้าของปัญหาและศักยภาพในพื้นที่ ภาครัฐ ผู้สนับสนุนทรัพยากรและนโยบาย ภาควิชาการ ผู้เติมเต็มองค์ความรู้และงานวิจัย ภาคเอกชน ผู้เชื่อมโยงกลไกเศรษฐกิจและนวัตกรรม
ด้านนายประยูร จงไกรจักร ประธานคณะกรรมการดำเนินการตามมติที่ประชุมชาติฯ กล่าวถึงความสำคัญของการรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายจากสภาองค์กรชุมชนตำบล เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ โดยมีข้อเสนอหลัก 3 ประเด็น ได้แก่ 1) การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนท้องถิ่น 2) การพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งยังมีอุปสรรคเรื่องที่ดินทับซ้อนกับที่ดินของรัฐ และ 3) การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระดับฐานราก พร้อมเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการฯ เพื่อกำหนดเป้าหมายและออกแบบแนวทางทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ
นางมุกดา อินต๊ะสาร ที่ปรึกษาคณะทำงานพิจารณาศึกษาด้านกฎหมาย ระบุว่า การพัฒนาชุมชนต้องตั้งอยู่บนฐานสิทธิและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดย พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนฯ มีเจตนารมณ์จัดตั้ง “พื้นที่กลางทางกฎหมาย” รองรับการรวมตัวขององค์กรชุมชน อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานยังเผชิญความท้าทายจากบริบทพื้นที่ที่หลากหลาย จึงจำเป็นต้องพัฒนากลไกให้สอดคล้องมากยิ่งขึ้น
ในการการจัดเวทีครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือระหว่างภาคประชาชนและหน่วยงานรัฐในการทบทวนและพัฒนาบทบาทของสภาองค์กรชุมชน ให้สอดคล้องกับบริบทการบริหารราชการเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พร้อมยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในฐานะหุ้นส่วนการพัฒนา มุ่งสู่การสร้างชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็งและการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยมีข้อเสนอให้ กระทรวงมหาดไทย ออกประกาศตามกฎหมายและเปิดทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนงบประมาณสภาองค์กรชุมชนอย่างชัดเจน พร้อมเสนอให้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กำหนดสัดส่วนผู้แทนภาคประชาสังคมใน ก.บ.จ. อย่างแน่นอน ควบคู่การปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ให้กำหนดสถานะ โครงสร้าง และกลไกเชื่อมโยงท้องถิ่นอย่างชัดเจน เพื่อยกระดับสภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
















