พอช. จับมือ 9 องค์กรภาคี (ภสพ.) เปิดแผนยุทธศาสตร์บูรณาการพื้นที่เข้มแข็ง ชู “จังหวัดจัดการตนเอง” ขยายงานสู่ 21 จังหวัดในปี 2569 มุ่งเป้าสร้างรากฐานจากระดับตำบลสู่สวัสดิการชุมชนที่ยั่งยืน พร้อมรับมือภาวะวิกฤตโลก
กรุงเทพมหานคร/ 16 กุมภาพันธ์ 2569 – สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดประชุมคณะกรรมการภาคีสานพลังพื้นที่เข้มแข็ง (ภสพ.) ครั้งที่ 1/2569 เพื่อวางกลไกขับเคลื่อนการสร้างจังหวัดเข้มแข็งโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน มุ่งเน้นการบูรณาการทรัพยากรจากทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างรอบด้าน ณ ห้องประชุม 301-302 พอช. บางกะปิ กรุงเทพฯ
นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่าที่ผ่านมา พอช. ได้มีการพัฒนาระบบรองรับแรงกระแทกจากวิกฤตต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ จนเห็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในหลายพื้นที่ ทั้งการจัดการที่ดินทำกิน การสร้างบ้านมั่นคง และการสร้างกองทุนสวัสดิการที่เข้มแข็ง ซึ่งล้วนเป็นเกราะป้องกันสำคัญให้กับคนในชุมชน พร้อมสะท้อนภาพสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่มีความผันผวนสูง ทั้งจากภาวะสงครามและความเสี่ยงหลากมิติ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อที่อยู่อาศัย สวัสดิการ และสุขภาวะของประชาชน
“พอช. ได้วางระบบรองรับและเห็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมมาอย่างต่อเนื่อง แต่หัวใจสำคัญคือการก้าวไปข้างหน้าร่วมกับภาคีต่าง ๆ อย่างมั่นคง เพื่อให้ชุมชนมีเกราะป้องกันจากวิกฤตภายนอก” นายกฤษดากล่าว
ศาสตราจารย์บรรเจิด สิงคะเนติ ประธานคณะกรรมการฯ กล่าวว่า หัวใจของการก้าวไปสู่การเป็นจังหวัดจัดการตนเอง คือการหลอมรวมองค์ความรู้ ทรัพยากร และอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานภาคีที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้าด้วยกัน โดยมี 9 ภาคีหลักเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อน ได้แก่ สสส., นิด้า,สช.,สปสช.,สพฉ.,บพท.,สรพ., สวรส. และ พอช. แนวทางที่ได้ให้ไว้มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการทำงานแยกส่วน สู่การสร้าง “กลไกจังหวัดจัดการตนเอง” ที่มีอำนาจในการตัดสินใจและบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่ได้ตรงตามความต้องการของประชาชน โดยที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางในลำดับถัดไป ให้ทั้ง 9 ภาคีวางวาระงานที่เชื่อมโยงกันในระดับจังหวัด บูรณาการงบประมาณและบุคลากรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สนับสนุนให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกลไกตัดสินใจระดับจังหวัดอย่างเป็นทางการ
นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป ที่ปรึกษาคณะกรรมการฯ กล่าวถึง จุดเริ่มต้นสำคัญจากการส่งเสริมภาคประชาสังคมตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีปี 2558 ซึ่งเป็นฐานรากที่ทำให้เกิดการรวมตัวของภาคพลเมืองที่เป็นระบบมากขึ้น ปัจจุบันก้าวต่อไปที่สำคัญคือการผลักดัน “พระราชบัญญัติส่งเสริมภาคประชาสังคม” เพื่อสร้างการรับรองทางกฎหมายและสนับสนุนการทำงานขององค์กรภาคประชาชนให้มีสถานะที่มั่นคงและสามารถทำงานร่วมกับรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ หัวใจของการขับเคลื่อนในครั้งนี้คือการสร้าง “เครื่องมือ” ที่จับต้องได้ เพื่อให้ภาคประชาสังคมมีอำนาจต่อรองและทิศทางที่ชัดเจน ประกอบด้วย การจัดทำฐานข้อมูลองค์กร รวบรวมรายชื่อและศักยภาพขององค์กรภาคประชาสังคมทั่วประเทศเพื่อการเชื่อมโยงงาน แผนพัฒนาภาคประชาสังคม กำหนดทิศทางการทำงานที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และนโยบายระดับชาติ ร่างกฎหมาย (พ.ร.บ.) เพื่อสร้างกลไกสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรอย่างยั่งยืน
นายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า จากการติดตามผลการดำเนินงาน พบว่าทั้ง 5 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ นครสวรรค์ เชียงราย พัทลุง ตราด และขอนแก่น มี “ต้นทุนเดิม” หรือทุนทางสังคมที่เข้มแข็งมากอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกลไกชุมชนที่ทำงานต่อเนื่อง หรือเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็ง ประเด็นสำคัญหลังจากนี้คือการนำต้นทุนเหล่านี้มาต่อยอด เพื่อขยายขอบเขตความร่วมมือให้กว้างขวางขึ้น โดยยกระดับจากการทำงานเชิงประเด็น สู่การสร้าง เป้าหมายร่วมระดับจังหวัด ที่ทุกภาคส่วนเห็นพ้องและเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน หนึ่งในกุญแจสำคัญ คือการบูรณาการทรัพยากรจากหลายแหล่ง ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ให้เข้ามาเป็นเงื่อนไขและแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาพื้นที่ โดยเป้าหมายคือการทำให้ทรัพยากรเหล่านี้เข้าถึงชุมชนได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ดร.พีรพร พละพลีวัลย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการดำเนินงานในระยะแรก คือการปรับจูนทัศนคติและความเข้าใจระหว่างภาคีเครือข่าย โดยมุ่งเน้นการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาให้สอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ในระดับสากล แต่ต้องปรับใช้ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตและปัญหาในระดับท้องถิ่น ทีมงานใช้วิธีการจัดเก็บข้อมูลและประเมินผลที่หลากหลายเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำที่สุด ประกอบด้วย วิเคราะห์ต้นทุนเดิมของแต่ละจังหวัด การสัมผัสปัญหาและศักยภาพที่แท้จริงของชุมชน การถอดบทเรียนสกัดองค์ความรู้จากความสำเร็จและความผิดพลาดในอดีต การพัฒนาเครื่องมือเก็บข้อมูลเพื่อสร้างระบบฐานข้อมูลที่ชุมชนสามารถนำไปใช้ต่อได้เอง ผลเบื้องต้น “ความต่างคือจุดแข็ง” จากการประเมินใน จังหวัดนครสวรรค์ เชียงราย พัทลุง ตราด และขอนแก่น พบว่าแต่ละจังหวัดมีจุดเด่นทางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งจุดนี้เองเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเชิงระบบ โดยทุกพื้นที่ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับภาควิชาการอย่างใกล้ชิด เพื่อนำงานวิจัยและหลักวิชาการไปเสริมสร้างความเข้มแข็งเชิงโครงสร้างให้แก่พื้นที่
นายทองใบ สิงสีทา นักปฏิบัติการชุมชนชำนาญการพิเศษ พอช. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พอช. ได้วางรากฐานการสนับสนุนชุมชนอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การจัดการ ด้านเศรษฐกิจชุมชน สวัสดิการชุมชน และที่อยู่อาศัย จนนำมาสู่การตั้งเป้าหมายใหญ่ที่มีนัยสำคัญระดับประเทศ คือ “การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งเต็มพื้นที่ประเทศไทยภายในปี 2579” ยุทธศาสตร์การพัฒนาถูกวางรากฐานมาตั้งแต่ปี 2566 โดยเริ่มจาก 22 จังหวัดนำร่อง ซึ่งผลการประเมินความพร้อมในปี 2567 พบข้อมูลที่น่าสนใจ 13 จังหวัดกลุ่มนำ มีความพร้อมสูงมาก โดยสามารถจัดตั้ง “กลไกกลาง” และ “กองทุนจังหวัด” เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้ด้วยตนเอง มีการบูรณาการงานพัฒนาเข้าด้วยกัน ไม่แยกส่วนเหมือนในอดีต จะมีการขยายงานพัฒนาเพิ่มเป็น 21 จังหวัด โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์สำคัญคือ การสร้างความเข้มแข็งระดับตำบล ใช้ตำบลเป็นหน่วยย่อยในการขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งจากระดับฐานราก เมื่อตำบลเข้มแข็ง จะกลายเป็นฟันเฟืองส่งผลให้จังหวัดเกิดความเข้มแข็งและจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน
แนวทางการขับเคลื่อนในระยะต่อไปร่วมกับภาคีอาสา 9 ภาคี ที่ประชุมได้มีข้อดังนี้
- ให้มีการขับเคลื่อนงานผ่าน 4 กลุ่มวัย พร้อมจัดเวทีสะท้อนปัญหาและตั้งกลไกทำงานทั้งส่วนกลางและจังหวัดให้สอดคล้องบริบทพื้นที่
- ให้ใช้การประเมินผลเชิงพัฒนาเปรียบเทียบงบและวาระจังหวัด พร้อมกำหนดพื้นที่ขั้นต่ำ และบูรณาการความร่วมมือกับรัฐ อบจ. และภาคีอื่นๆ
- ให้ 5 จังหวัดนำร่องและ 8 จังหวัดที่เป็นพื้นที่โครงการระยะที่ 2 รวม 13 จังหวัด เป็นศูนย์กลางเชื่อมพื้นที่อื่น จัดตั้งกองทุนจังหวัด พัฒนาฐานข้อมูลเชิงระบบ บูรณาการผังเมือง, ทรัพยากร,ทดลอง sandbox ระดับอำเภอ และจัดทำ Directory เครือข่าย
ใช้การประเมินเชิงพัฒนาเป็นเครื่องมือเรียนรู้ บูรณาการหลายภาคส่วน และมุ่งสู่เป้าหมายปี 2579 ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ พร้อมผลักดันกลไกให้สามารถเป็นโมเดลต้นแบบและเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง



















