นครนายก / ระหว่างวันที่ 20 – 21 สิงหาคม 2567 ณ ห้องประชุมบัวหลวง ชลพฤกษ์รีสอร์ท สำนักงานประสานขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคม ร่วมกับเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ องค์กรชุมชนเข้มแข็งได้ ด้วยพลังสภาองค์กรชุมชน ระหว่างวันที่ 20 – 21 สิงหาคม 2567 โดยมีผู้แทนสภาองค์กรชุมชน และผู้แทนประชาสังคม 5 ภาค พร้อมทั้งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เข้าร่วมการสัมมนากว่าจำนวน 80 คน เพื่อร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคม ประเมินศักยภาพการขับเคลื่อนงานของสภาองค์กรชุมชน รวมทั้งออกแบบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนในปี 2568
เปิดแนวคิดและมุมมองที่ท้าทาย โดยนายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษา/อดีตผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน พอช. ต้องมีการปรับเปลี่ยนการทำงานและขยายผลการทำงานของขบวนองค์กรชุมชนให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดความท้าทายใหม่ของเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน และสภาองค์กรชุมชน สร้างการตื่นตัวของการทำงานในพื้นที่ พร้อมทั้งตั้งรับปรับตัวในระดับพื้นที่ให้เกิดการพัฒนา สร้างความเข้มแข็งกับขบวนองค์กรชุมชน จึงมีแนวทางในการพัฒนาที่สำคัญบนทางเลือกของขบวนองค์กรชุมชนต่อการขับเคลื่อนงานในอนาคตต่อไป ดังนี้
1) จะสร้างบทบาทของสภาองค์กรชุมชนอย่างไรภายใต้สถานการณ์สังคมและการเมืองในปัจจุบัน ในการจัดทัพ จัดขบวนของสภาองค์กรชุมชนให้เกิดความเข้มเเข็ง มีคุณภาพ เกิดกระบวนการที่ส่งทอดไปยังคนรุ่นใหม่ ต่อสู้กับการเมืองเผด็จการได้ มีความเชื่อมโยงการทำงานจากคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ และสามารถปรับตัวกับสถานการณ์ใหม่ได้
2) สถานการณ์ทางสังคมและการเมืองเปลี่ยนแปลง ประชาชนและพลเมืองต้องปรับเปลี่ยน ดังนั้น สถาบันฯ และเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน จึงต้องเปลี่ยนวิธีการขับเคลื่อนงานใหม่ อันเป็นโจทย์ร่วมของการทำงานให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดการทำงานที่ยืดหยุ่นและสอดรับกับสถานการณ์การเมืองมากขึ้น โดยปัจจุบันประชาชนได้มีความสนใจในด้านการเมืองมากขึ้น ซึ่งจะเป็นจุดสำคัญในการสร้างประชาธิปไตยชองภาคประชาชน และจะเป็นแนวทางในการลดความเหลื่อมล้ำด้านสังคมได้อีกทางหนึ่ง
3) สร้างระบบการเมืองของภาคประชาชน ที่อยู่ภายใต้เหตุผล และอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง
4) การให้ความสำคัญของทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ รวมถึงทุนทางสังคม โดยใช้เป็นต้นทุนในการสร้างฐานการพัฒนาชุมชน และเป็นฐานในการเชื่อมโยงนโยบายในพื้นที่ต่อไป
5) ประชานชนต้องเป็นส่วนสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบาย และเสนอข้อเสนอของภาคประชาชน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้เท่าทันตามสถานการณ์การเมืองใหม่
6) สร้างกระแสในเรื่องการกระจายอำนาจให้เกิดความเข้มข้น และเกิดการขับเคลื่อนไปยังพื้นที่ได้จริง
7) แปรสภาพการทำงานของขบวนองค์กรชุมชน ให้เกิดการรูปแบบการทำงานใหม่ ที่ผ่านการเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานในท้องถิ่น พร้อมทั้งสร้างระบบหนุนเสริมการทำงาน ฟื้นฟูการทำงานของชุมชน โดยประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบงานพัฒนา
8) ส่งเสริมโมเดลการกระจายอำนาจของภาคประชาชนอย่างจริงจัง ที่เป็นการสร้างทางเลือกการพัฒนาให้แก่ประชาชน และให้สภาองค์กรชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนให้ได้ในเรื่องของการอำนาจลงสู่ชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ทุกพื้นที่
รายงานการประมวลผลการดำเนินงาน และสถานะของสภาองค์กรชุมชน โดยนายทองใบ สิงสีทานักปฏิบัติการชุมชนชำนาญการพิเศษ โดยรายงานผลการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนที่มีการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ ซึ่งองค์กรชุมชนชนที่จดแจ้งจัดตั้งภายใต้ของสภาองค์กรชุมชน ได้ดำเนินการตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 ทั้ง 12 ข้อ อย่างต่อเนื่อง และในปี 2567 ได้มีภารกิจในการทบทวนสภาองค์กรชุมชนตำบลในพื้นที่ตามที่สมาชิกครบวาระ 4 ปี จำนวนเป้าหมายในการทบทวน 6,681 ตำบล ซึ่งจะเป็นการทบทวนสมาชิกให้เป็นปัจจุบัน โดยเป้าหมายการทบทวนในตำบลทีได้รับงบประมาณสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ของพอช. จำนวน 2,985 ตำบล ที่เป็นเป้าหมายการทบทวนให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2567 นี้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้มีการตั้งวงร่วมวิเคราะห์การทำงานของสภาองค์กรชุมชน จากผู้นำสภาองค์กรชุมชนทั้ง 5 ภาค ซึ่งวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของการทำงานในพื้นที่ เพื่อเป็นการสร้างแนวทางการพัฒนางานสภาองค์กรชุมชนให้เกิดประสิทธิภาพต่อไป และการดำเนินงานจากในระดับจังหวัดสู่ในระดับชาติ จำเป็นต้องมีผู้แทนของจังหวัดที่เป็นนักคิดนักวางแผน ร่วมกันการขับเคลื่อนงานจากในระดับจังหวัดสู่ในระดับชาติ ที่ต้องมีการปฏิบัติการขับเคลื่อนงานได้ตามจริง โดยเกิดการสะท้อนปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่ทุกระดับของสภาองค์กรชุมชนเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาในการดำเนินงาน ให้เกิดการพัฒนาการที่ดีขึ้นของสภาองค์กรชุมชนต่อไป
ให้แนวคิดและนโยบายสนับสนุนงานสภาองค์กรชุมชน โดยนายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน โดยให้แนวคิดการทำงานแก่สภาองค์กรชุมชน ให้ความสำคัญยกระดับการพัฒนาพื้นที่การขับเคลื่อนจังหวัดบูรณาการ เปิดพื้นที่กลางในการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะมีการพัฒนาไปสู่จังหวัดจัดการตนเองได้อย่างมีศักยภาพ นำยุทธศาสตร์จังหวัด เป็นธงหลักในการขับเคลื่อนจังหวัดบูรณาการ และเป้าหมายสูงสุด คือจังหวัดจัดการตนเอง พื้นที่ตำบลสามารถจัดการตนเอง ผลักดันการทำงานเชื่อมโยงกับหน่วยงานร่วม จำเป็นต้องมีผู้นำ และบุคคลากรที่อยู่ในขบวนจังหวัด ส่งเสริมแนวความคิด 1 จังหวัด / 1 โครงการ โดยกลในระดับจังหวัดจะมีการบริหารจัดการกันเองภายใน แนวทางนำไปสู่ความสำเร็จ ประกอบด้วย ปัจจัยที่สำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ มีงบบริหารจัดการตนเองในจังหวัดอย่างเพียงพอ , มีกลไกในการขับเคลื่อนงานร่วมกับหน่วยงานในจังหวัดได้ ใช้ตำบลเป็นพื้นที่ปฏิบัติการที่ขับเคลื่อนร่วมกับจังหวัดได้
ซึ่งในเวทีวันนี้ จะเป็นเวทีในการปรึกษาหารือ เพื่อออกแบบการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชนสู่เป้าหมายจังหวัดจัดการตนเอง และรับฟังข้อเสนอแนะ แนวทางต่อการพัฒนางานสภาองค์กรชุมชน ต่อไป โดยที่ประชุม ฯ ได้มีข้อเสนอแนะและแลกเปลี่ยนร่วมกับท่าน ผอ. ดังนี้ 1) ในการขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเอง ต้องมีการวางจังหวะในการขับเคลื่อน และผลักดันเป็นนโยบายสำคัญของจังหวัด 2) ใช้ฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์ นำไปขับเคลื่อนงาน และบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงาน 3) สร้างอัตลักษณ์และความเข้าใจในพื้นที่ของตนเอง 4) สร้างกระบวนการและนักจัดการชุมชนให้มีอยู่ทุกพื้นที่จังหวัด 5) บูรณาการข้อมูลทุกประเด็นงาน เพื่อเป็นข้อมูลชุดเดียวนำไปใช้ประโยชน์ 5) ให้สถาบัน จัดการงบประมาณในการหนุนเสริมการทำงานของขบวนองค์กรชุมชน และใช้ในการขับเคลื่อนงานได้อย่างเพียงพอ โดยสถาบันจะจัดสรรงบในการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนผ่านโครงการต่าง ๆ ของสถาบัน โดยเป็นงบบริหารจัดการของงบขบวนองค์กรชุมชนเพื่อหนุนเสริมในการทำงาน
ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อพัฒนาสภาองค์กรชุมชนให้เป็นกลไกภาคประชาชนในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง โดยศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ หัวหน้าโครงการวิจัย นวัตกรรมทางสังคมเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็งบนพื้นฐานประชาธิปไตยอัตลักษณ์ไทย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ซึ่งเป้าหมายในการสร้างพื้นที่เข้มแข็งเต็มแผ่นดิน แต่จำเป็นต้องสร้างศักยภาพให้พื้นที่ด้วย พร้อมทั้งขับเคลื่อนทิศทางสำคัญของประชาชนให้เกิดประโยชน์ต่อพื้นที่ โดยมีแนวทางในการขับเคลื่อนงานของขบวนองค์กรชุมชนที่สำคัญ ดังนี้
1) ภาคประชาชนต้องทบทวนตนเอง เพื่อให้วิเคราะห์ศักยภาพของผู้นำ พื้นที่ ทำให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเต็มพลังต่อไปได้
2) สร้างกระบวนการทำงานที่เข้มแข็งขององค์กรชุมชน สร้างความร่วมมือกับองค์กรภาคียุทธศาสตร์ ที่จะพัฒนาไปสู่การสร้างพื้นที่กลาง
3) ดึงภาคีเครือข่ายร่วม เข้ามาดำเนินกิจกรรมร่วมในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนภาคประชาชนในจังหวัด เพื่อสร้างความเข้มแข็ง
4) ประสานงานร่วมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นภาคียุทธศาสตร์ร่วมที่จะเป็นหน่วยงานสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่
5) ให้สภาองค์กรชุมชน โดยผู้นำเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นกลไกการขับเคลื่อนงาน เพื่อส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีบทบาทต่อการพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน
6) สร้างพื้นที่กลาง เพื่อเป็นกลไกของภาคประชาชน พัฒนาพื้นที่กลางให้เกิดขึ้นในทุกจังหวัด เชื่อมโยงการทำงานจากในระดับจังหวัดสู่การทำงานในระดับภาค ประเทศ และในระดับชาติ
ความเห็นโดยนักวิชาการภายนอก โดยรศ.ดร.พรอัมรินทร์ พรหมเกิด มหาวิทยาลัยขอนแก่น และนายอนุศักดิ์ คงมาลัย อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่าการสร้างการสื่อสารในชุมชน ส่งเสริมให้มีการสร้างโรงเรียนในการพัฒนาการสื่อสารของชุมชน เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ และถ่ายทอดด้านการสื่อสาร โดยเป็นการสื่อสารแบบมีส่วนร่วม คิดร่วม เชื่อร่วม และปฏิบัติการร่วมอย่างสร้างสรรค์ , การให้ความสำคัญกับการเมืองท้องถิ่น อำนาจของประชาชน การกระจายอำนาจสู่ชุมชน สร้างความเข้มแข็งของชุมชนโดยขบวนองค์กรชุมชน สภาองค์กรชุมชน ซึ่งจะเป็นเครือข่ายที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ร่วมมือ ประสานงานเพื่อสนับสนุนร่วมกับการหน่วยงานท้องถิ่น , ในด้านปัญหาเศรษฐกิจฐานราก สามารถแก้ปัญหาได้โดยการสร้างความมั่นคงจากฐานรากชุมชน , การช่วยเหลือเยียวยาสังคมดำเนินการผ่านศูนย์ประสานงานช่วยเหลือสังคม และการกระจายอำนาจ สร้างระบบการจัดการในระดับจังหวัด สร้างแผนของตำบลที่มาจากภาคประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ประชาชนเป็นคนจัดทำแผนเอง และร่วมการจัดทำแผนกับหน่วยงานภาครัฐให้ได้แผนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแนวทางสำคัญในประการทั้งปวง ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานของสภาองค์กรชุมชน การเมืองไม่มาครอบงำชุมชน ส่งเสริมชุมชนเข้มแข็งอย่างมั่นคง
แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นจากที่ประชุม ฯ
- การเคลื่อนไหวและสนับสนุนการสภาองค์กรชุมชน ระบบการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
ยังอาจจะไม่เพียงพอกับสภาองค์กรชุมชนตำบลที่ถูกจัดตั้งทั้งหมด ดังนั้น ความคาดหวังที่ให้เกิดความเข้มแข็ง จำเป็นต้องสร้างแรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วน และสร้างการเคลื่อนไหวจากภาคประชาชนในพื้นที่ ขับเคลื่อนงานในชุมชนให้มากที่สุด เพื่อมีตัวตน สร้างความเข้มแข็งกับชุมชน - สร้างคนในพื้นที่ รวมทั้งผู้นำเพิ่มขึ้นให้รองรับการทำงาน และปฏิบัติการเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง
- ถอดบทเรียนพื้นที่ และประสบการณ์จากผู้นำชุมชนตำบลที่ประสบความสำเร็จในกระบวนการพัฒนาชุมชุมชนเข้มแข็ง
- เสนอให้มีศูนย์เรียนรู้ผู้นำชุมชนในระดับภาคทั้ง 5 ภาค โดยเป็นการสร้างผู้นำในการขยายผล สร้างเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนในระดับพื้นที่ ขยายผลได้กว้างขวาง ต่อไป
แผนการขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนใน 3 ปี (พ.ศ. 2568 – 2570) และจัดทำร่างแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชน ปี 2568 โดย นายทองใบ สิงสีทา นักปฏิบัติการชุมชนชำนาญการพิเศษ โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชน ได้แก่
1) ควรให้คนรุ่นใหม่ได้ออกแบบแผนการพัฒนาด้วยตนเองก่อนว่าต้องการพัฒนางานในด้านใด แต่จำเป็นต้องสอดคล้องกับแผนการขับเคลื่อนและแผนปฏิบัติการของสภาองค์กรชุมชน 2) สร้างทีมพี่เลี้ยงเพื่อเป็นต้นแบบในการดำเนินงาน และเป็นทีมที่ช่วยหนุนเสริมการทำงานให้กับสภาองค์กรชุมชนตำบลที่ยังไม่เข้มแข็ง 3) ส่งเสริมให้การสร้างพื้นที่กลางในระดับตำบล เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง 4) เชื่อมโยงเครือข่ายของสภาองค์กรชุมชน เกิดพื้นที่รูปธรรมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และ 5) ในด้านการสร้างหุ้นส่วนการพัฒนา ควรส่งเสริมในการจัดตั้งกองทุนกลางเพื่อเป็นกองทุนในการพึ่งพาตนเองของพื้นที่ต่อไป
มอบนโยบายการดำเนินงานสภาองค์กรชุมชนในระดับพื้นที่ โดย นายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน โดยมีนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ ดังนี้
1) สร้างระบบการพัฒนาที่มีความเข้มแข็ง โดยให้สภาองค์กรชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนางานในพื้นที่
2) กำหนดเป้าหมายการขับเคลื่อนของขบวนองค์กรชุมชนให้ชัดเจน ลีกระบวนการสื่อสารไปยังเครือข่ายให้ขบวนองค์กรชุมชนเข้าใจรับรู้เท่ากัน
3) ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ในทุกระดับ โดยให้แกนนำของขบวนอค์กรชุมชน รับรู้เข้าใจทิศทางที่จะขับเคลื่อนอย่างมีเป้าหมายเดียวกัน
4) สร้างการเปิดพื้นที่ให้แก่คนรุ่นใหม่ ยกระดับการพัฒนาศักยภาพผู้นำสภาองค์กรชุมชนในทุกระดับ
5) ส่งเสริมโรงเรียนผู้นำในทุกจังหวัด เพื่อยกระดับเป้ามหายการพัฒนา 1 จังหวัด/1 โรงเรียนผู้นำ
6) สร้างตัวตน การมีสถานะของสภาองค์กรชุมชน ขบวนการขับเคลื่อนงานให้เกิดการยอมรับทุกภาคส่วนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
7) ผลักดันนโยบายสาธารณะ และข้อเสนอนโยบายจากพื้นที่ โดยเสนอให้ทำร่วมกับหน่วยงานในขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อร่วมกันรับทราบและแก้ไขประเด็นปัญหาตามสถานการณ์ในพื้นที่ร่วมกัน และจะเป็นกลไกร่วมที่จะเสนอผลักดันไปยังรัฐบาลต่อไปได้
8) ส่งเสริมระบบการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างระบบชุมชนเข้มแข็ง โดยควรจะมีกิจกรรมกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัว และสร้างการมีส่วนร่วมต่อการสื่อสารงานในพื้นที่ต่อสาธารณะ
9) การพัฒนากลไกของสภาองค์กรชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง ซึ่งสถาบัน จะส่งเสริมและสนับสนุนการทำงานของสภาองค์กรชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การออกแบบงานพัฒนา เพื่อส่งเสริมให้สภาองค์กรชุมชนให้สามารถขับเคลื่อนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
















