สุขา สังฆัสสะ สามัคคี วลี คำว่า “ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี” เป็นคำกล่าวขานของผู้คนที่ดำเนินการในกิจกรรมการจัดสวัสดิการชุมชน โดยเฉพราะจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นจังหวัดเล็กๆที่มีพื้นที่ภูมิประเทศ ไม่กี่ตนรางกิโลเมตร มีประชาชนเพียงแค่ สามแสนเศษๆ เขตการปกครอง 7 อำเภอ 56 ตำบล 607 หมู่บ้าน 32 ชุมชนเมือง 64 อปท. ด้วยความคิดที่ตกผลึก และเล่าสืบทอดกันมา ที่ได้จาก โครงการวิจัยชีวิตสาธารณะท้องถิ่นน่าอยู่จังหวัดอำนาจเจริญ เกิดจากกระบวนการทำงานของคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ที่คิดนอกกรอบ ใช้หลัก เข้าให้ถึง พึงให้รู้ ที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน โดยการการสำรวจข้อมูล ชุมชน อย่างระเอียดทุกมิติ และบริบท ของแต่ละชุมชน บทสรุปจึงประจักษ์ว่า นโยบายหรือแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2504 ที่คนแบกปริญญา ท่วมหัว นั่งในห้องกระจกติดแอร์ วิเคราะห์ตามหลักวิชาการทางด้าน ทฤษฎี ตามสูตรคำนวณที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน เพราะไม่ทราบข้อมูลจริง ใช้หลักวิเคราะห์แบบเหมารวม จึงเป็นเหตุให้ประชาชนคนไทย ต้องล้าหลังและถูกเอาเปรียบจากนักลงทุน ทั้งไทย และต่างชาติ โดยวิธีการเข้าควบคุมอำนาจรัฐ ใช้วิธีผูกขาดกับสินค้า ทั้งภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจอื่นๆ ในสังคมธุรกิจไทย มือใครยาว สาวได้ สาวเอา ความเป็นพี่เป็นน้องต้องหักขาดสะบั้นในสังคมไทย ทั้งในเมือง และชนบท แผนพัฒนา ปีแล้ว ปีเล่า เน้นการพัฒนาแบบเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะทางด้านการเกษตร ที่นำมาเป็นนโยบายแก้ไขปัญหา ที่ไร้จุดหมาย
หลังจากสังคมไทย เริ่มพ้นวิกฤติ ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ ที่เกิดจากนโยบายของรัฐ สุดท้ายต้องพึ่งพากองทุน IMF มาฟื้นฟู องค์กรชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ ได้รับงบจากสถาบัน LDI มาทำการวิจัย ความเป็นอยู่ของสังคมอำนาจเจริญในขณะนั้น ผลจากการจัดเก็บข้อมูลชุมชน ทั้งจังหวัดอำนาจเจริญเมื่อปี 2545 – 2547 จึงทราบว่า คนอำนาจเจริญ จะพึ่งพานโยบายของรัฐไม่ได้แล้ว ต้องพึ่งพาตนเองเท่านั้น จึงเกิดขบวนการจัดทำ แผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง วิเคราะห์ รายได้ และรายจ่าย ของครัวเรือน มีขบวนการจัดทำแผนพัฒนา แผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง สรุปว่า ชุมชนต้องลุกขึ้นมาจัดการตนเอง ทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสุขภาพอนามัย ด้าน ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดสิ่งแวดล้อ ม ด้ายการเมืองภาคพลเมือง และด้านการสื่อสารมวลชน ด้านการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
กระบวนการดำเนินการครั้งนั้น ทำให้เกิดกระบวนการ เกษตรแบบผสมผสานในชุมชน หลายชุมชน เกิดกลุ่มองค์กรต่างๆ ในที่สุดเกิดการส่งเสริด้านการขายผลผลิต ที่เกิดจากการรวมกลุ่ม “เกิดตลาดสีเขียวปอดสารเคมี ที่หน้า รพ.อำนาจเจริญ เกิดการจัดสรรคลื่นความถี่ เกิดมีวิทยุชุมชน 2 สถานีในจังหวัดอำนาจเจริญที่ดำเนินการโดยประชาชน เพื่อประชาชน และสำคัญมีการก่อเกิดการจัดสวัสดิการชุมชนโดยชุมชนเพื่อชุมชน และสำคัญ เป็นจังหวัดเดียวที่มีการการจัดทำแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง เต็มพื้นที่ 56 ตำบล ตำบลกุดปลาดุก เป็นตำบลหนึ่ง ที่เข้าร่วมโครงการภายใต้แผนงานโครงการวิจัย “ชีวิตสาธารณะท้องถิ่นน่าอยู่” เน้นการ พึ่งตนเอง โดยมีประเด็นกิจกรรมการจัดสวัสดิการชุมชน โดยประชาชน ประเด็นการปกปักษ์ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม การจัดการป่าชุมชน ประเด็นการปลูกพืชผักแบบผสมผสาน ที่เป็นเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารพิษ ผลผลิตรวมกลุ่มกำหนดวันเวลา และสถานที่ จำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ ผู้คนกล่าวขานในนามตลาดชุมชน มีหลายพื้นที่ที่ร่วมทำเป็นพ้นที่ต้นแบบ
ป่าชุมชนตำบลกุดปลาดุก มีรูปแบบการบริหารจัดการป่า โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเครื่องมือในการบริหรจัดการ ประกอบไปด้วย 10 ป่า จำนวน 1,228 ไร่
ประกอบด้วย
- ป่าชุมชนโคกห้วยตก เป็นป่าต้นน้ำ ตั้งอยู่พื้นที่ ที่ทำการ อปต. กุดปลาดุก เป็นป่าไม้เบญจพันธ์
- ป่าชุมชนดอนเจ้าปู่ลือคำหาญ เป็นป่ายางนาตั้งอยู่ลำห้วยยาง เหนือ ใกล้ๆกุดปลาดุก เขตพื้นที่ หมู่ 2 บ้านกุดปลาดุก
- ป่าชุมชนห้วยป่งนอง ตั้งอยู่สองฝั่งลำห้วยป่งนอง เขตพื้นที่หมู่ 5 หมู่ 6 บ้านป่าติ้ว เป็นป่าไม้เบญจพันธ์
- ป่าชุมชน วัดป่าลำสำราญ ตั้งอยู่ฝั่งลำเซบาย พื้นที่ หมู่ 8 บ้านนาสีนวน เป็นป่าเบญจพันธุ์
- ป่าชุมชน สุวรรณะ ตั้งอยู่พื้นที่หมู่ 8 บ้านนาสีนวน เป็นป่าไม้เบญจพันธุ์
- ป่าชุมชนดอนปู่ตา นาสีนวน ที่ตั้งอยู่ ฝั่งลำเซบาย พื้นที่หมู่ 7 หมู่ 8 บ้านนาสีนวน
- ป่าชุมชนป่าช้า นาสีนวน ตั้งอยู่พื้นที่หมู่ 7 บ้านาสีนวน เป็นป่าไม้เบญจพันธุ์
- ป่าชุมชนป่าช้านาเมือง ตั้งอยู่พื้นที่บ้านนาเมือง หมู่ 9
- ป่าชุมชน ป่าช้างอีทอง ตั้งอยู่ หมู่ 9 บ้านนา เมือง เป็นป่าไม้เบญจพันธุ์
- ป่าชุมชน ป่าดอนเจ้าปู่บ้านวังแคน ตั้งอยู่ฝั่งลำห้วยยาง เหนือ ดอนปู่ตาพื้นที่หมู่ 3 บ้านวังแคน

ป่าชุมชนกุดปลาดุก
เข้าร่วมโครงการ อนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี (อพสธ.) เมื่อ ปี 2553 โดย สภาองค์กรชุมขนตำบลกุดปลาดุก ในฐานะองค์กรที่ดูแลทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า ในพื้นที่ดำบลกุดปลาดุก ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลกุดปลาดุก และฝ่ายปกครองท้องที่ มีการจัดตั้งอาสาสมัครพิทักษ์ป่า ทั้ง 12 หมู่บ้าน มีคณะกรรมการป่าชุมชนตำบลกุดปลาดุก ซึ่งมีบทบาทในการพัฒนาศักยภาพชุมชนกับป่า การอนุรักษ์ปกปักษ์ แหล่งอาหารธรรมชาติ คณะกรรมการเหล่านี้ ก่อเกิดเมื่อ ปี 2546 จากทีมวิจัยชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ภายใต้โครงการ วิจัยชุมชน ชีวิตสาธารณ ท้องถิ่นน่าอยู่ จังหวัดอำนาจเจริญ



ประเด็นงานการจัดสวัสดิการชุมชน คน และป่า ถือเป็นชิ้นงานกุดปลาดุกโมเดล ป่ากุดปลาดุกทั้ง 10 ป่าเป็นแหล่งอาหารธรรมชาติของชุมชน ทุกฤดูกาล อาหารแต่ละฤดูกาลก็จะแตกต่างกันไป ที่สำคัญมีลำห้วยไหลผ่าน ได้แก่ ลำห้วยยางใต้ ลำห้วยยางเหนือ ลำห้วยไผ่ ลำห้วยป่งนอง และลำเซบาย ทรัพยากรที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทั้ง อาหาร สมุนไพร พันธุ์ไม้นานาชนิด ที่เป็นไม้ใช้สอย หรือไม้ประดับ ต่างที่หลากหลาย ที่คนไนตำบลกุดปลาดุกใช้บริการในชุปเปอร์มาเก็ตธรรมชาติแห่งนี้ คิดเป็นมูลค่า 10 กว่าล้านต่อ 1 ปี ข้อมูลจากงานวิจัยชุมชนท้องถิ่น ทีมคน 3 วัย ของสภาองค์กรชุมชนตำบลกุดปลาดุก ร่วมกับ สกว. และ โครงการ อพสธ. มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตจังหวัดอำนาจเจริญ





ประเด็นงานการจัดสวัสดิการชุมชน คน และป่า กองบุญไทบ้านสวัสดิการชุมชนตำบลกุดปลาดุก เป็นประเด็นงานในพื้นที่ตำบล ภายใต้แผนงานของสภาองค์กรชุมชนตำบลกุดปลาดุก ที่ได้รับการสนับสนุนจากท้องถิ่น (อบต.กุดปลาดุก) มาดำเนินการ จัดสวัสดิการแบบครบวงจรกองทุนสวัสดิการ ชุมชน มองเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ปกปักษ์ คลังทรัพยากร อาหารธรรมชาติ ได้ให้การสนับสนุนทุนให้ งานวิจัยชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้ ประชาชน ชุมชน และ เยาวชน ฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน ให้สืบทอดสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ให้คงอยู่กับผืนป่า และสังคมตำบลกุดปลาดุก สู่เป้าหมาย อำนาจเจริญเมืองธรรมเกษตรต่อไป
ป่าให้สวัสดิการชุมชน มากกว่าคำว่าให้ ป่าให้อาหารนา นา ชนิดกับคนและสัตว์ ป่าให้ยารักษาโรค ทั้งคนและสัตว์ ป่า สละชีวิตตัวเองให้คนนำไปสร้างเป็นที่อยู่อาศัย หลังเล็ก หลังใหญ่ แม้แต่โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ แม้แต่ ศาลานาบุญ สถานที่ทำศาสนกิจพิธี ตามเมรุในป่าช้า ที่นำไม้ไปจากป่า เช่น ซ่อมแซมบ้านผู้ยากไร้ วัดทุกวัดในตำบลกุดปลาดุก ปัจจุบัน วัดบ้านนาสีนวน และวัดบ้านกุดลาดุก กำลังดำเนินการบูรณะ ก็ใช้ไม้ที่มีอายุมากๆที่สุขภาพไม่สมบูรณ์จากป่าทั้ง 10 ป่าไปดำเนินการ



คน จึงมีหน้าที่คอยเฝ้าระวัง อนุรักษ์ ปกปักษ์รักษา ตามกติกาที่มีองค์กรพูดแทนป่า (สภาองค์กรชุมชนตำบลกุดปลาดุก) ภาใต้กฎระเบียบ ว่า ถ้าผู้ใด องค์กรใดตัดต้นไม้ไปทำประโยชน์ ทั้งส่วนตน หรือส่วนรวมรับสวัสดิการจากป่า เป็นต้นไม้ 1 ต้น ให้ทำการปลูกชดเชยอย่างน้อย คนละ 20 ต้น และร่วมเป็นอาสาสมัครพิทักป่าร่วมกับแกนนำป่า ตามเขตพื้นที่ป่านั้นตั้งอยู่
กิจกรรม บำรุง ปกปักษ์รักษาป่า และน้ำ



ผลจากการดำเนินงาน รูปธรรมที่เกิดในพื้นที่ เกิดการหวงแหนทรัพยากร เกิดการอนุรักษ์ปกปักษ์ สิ่งที่มีอยู่และพัฒนาให้ดีขึ้น มีขบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ เกิดความสามัคคี รักใคร่ปองดอง มีการแบ่งปัน ฉันพี่ฉันน้อง เอื้ออาทรกับผู้ด้อยโอกาส ฮักแพง แบ่งปัน สามัคคีกลมเกลียว ดังสุภาษิตที่ตั้งไว้ในเบื้องต้นว่า สุขา สังฆัสสะ สามัคคี แปลว่า “ความพร้อมเพียงของหมู่ ทำให้เกิดสุข” ประการฉะนี้
สตพร ศรีสุวรรณ์ ผู้เล่า / เรียบเรียง
ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบล
กองบุญไทยบ้านสวัสดิการชุมชนตำบลกุดปลาดุก






