

ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสุรินทร์ ได้เริ่มต้นสำรวจข้อมูล “เส้นทางลายไหม” ในพื้นที่ต่างๆ กว่า 80 ตำบล ซึ่งพบว่ามีชาวบ้านและช่างทอผ้า ที่ยังคงสืบสานภูมิปัญญาการทอผ้า “ใต้ถุนเรือน” ในระดับที่แตกต่างกัน บางชุมชนลี้ยงหม่อนเพื่อขายเส้นไหม บางแห่งซื้อเส้นไหมมาทอ บางชุมชนต้องจ้างช่างมัดหมี่ให้ แต่บางชุมชนนั้นสามารถปลูกหม่อนเลี้ยงไหมครบวงจร ตั้งแต่การผลิตเส้นไหม (ต้นน้ำ) การแปรรูป (กลางน้ำ) และการจำหน่ายและระบบการตลาด(ปลายน้ำ)นับเป็นรายได้ค้ำจุนเศรษฐกิจชุมชนมาช้านาน
ในจำนวน 80 ตำบลนี้ มีบ้านนาตัง ม.4 ตำบลเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เป็นหนึ่งในเส้นทางลายไหมข้างต้น อีกทั้งยังเป็นศูนย์การเรียนรู้และฐานการท่องเที่ยวชุมชน ด้านภูมิปัญญาพื้นบ้าน การย้อมไหมสีธรรมชาติที่สวยงามและทรงคุณค่า โดยมีช่างทอผ้าภูมิปัญญาท้องถิ่นคือ นางนงเยาว์ ทรงวิชา เป็นปราชญ์และวิทยากรประจำศูนย์เรียนรู้ดังกล่าว จึงได้นัดหมายขอสัมภาษณ์และถอดบทเรียนชุดความรู้
ประเพณีวัฒนธรรมโดดเด่นในพื้นที่ ได้แก่งาน “นุ่งผ้าไหม ใส่ปะเกือม เรือมกันตรึม” เป็นงานแสดงศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น จะจัดขึ้นทุกปี เป็นการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ดังคำขวัญประจำอำเภอที่ว่า เขวาสินรินทร์ ดินแดนหัตถกรรม เลิศล้ำภูมิปัญญา ตระการตาผ้าไหม ระบือไกลประคำสวย ร่ำรวยประเพณี มีประสาทโบราณ สืบสานเพลงกันตรึม มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
คณะทำงานมาถึงบ้านนาตังในตอนสายวันอาทิตย์ ได้กลิ่นควันไฟคละคลุ้ง พบแม่นงเยาว์และช่างทอผ้าอีก 2 คนกำลังก้มหน้าก้มตาย้อมเส้นไหม พร้อมอธิบายว่าการย้อมผ้าสีธรรมชาติ ว่าหากต้องการย้อมสีแดงแบบในหม้อที่กำลังต้นจนเดือดในขณะนี้ ต้องย้อมด้วยครั่ง ตามแบบภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดกันมา เพื่อให้สีแดงเข้มติดทนทานต้องต้มหลายๆ ครั้ง รวมถึงมีเคล็ดลับบางอย่างที่อธิบายไม่หมด แอบเห็นว่าช่างย้อมผ้าก็หยิบใบไม้บางชนิดเติมลงไป การเติมฟืน ควบคุมความร้อนให้เหมาะสม ทำให้เห็นว่าผ้าไหมสีธรรมชาติกว่าจะได้มาแต่ละผืน มีขั้นตอนยุ่งยากเพียงใด ต้องใช้ความพยายามและทุ่มเทใส่ใจเพียงใด
แม่นงเยาว์หายไปสักพัก ขณะที่ทุกคนกำลังสนใจและถ่ายทำวีดีทัศน์สาธิตการย้อมผ้า กลับมาคราวนี้หิ้วถังใส่น้ำโคลนมาด้วย พร้อมอธิบายว่า เพื่อให้ได้ผ้าไหมเนื้อนุ่ม ย้อมสีได้งดงาม ต้องหมักเส้นไหมในน้ำโคลนที่นำมาจากใต้กอบัว ซึ่งเป็นเคล็ดลับภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน จากนั้นพาชมเส้นไหมสีต่างๆ ที่จัดเรียงไว้ เช่นสีเหลือง สีดำ สีแดง พร้อมอธิบายว่าวัตถุดิบอะไร จะให้สีย้อมผ้าไหมสีอะไร ทั้งแก่นไม้ เปลือกไม้ ใบไม้ และลูกไม้ เช่น เข คูณ คราม มะขาม มะเกลือ (สูตรการย้อมและเคล็ดลับต่างๆ อยากเชิญชวนให้ไปศึกษาเยี่ยมชมในพื้นที่)โดยมีการปลูกรวบรวมไว้ในชุมชนแทบทุกชนิด

“ชุมชนของเรา ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้า สืบทอดกันมาอย่างนี้หลายชั่วอายุคน แต่ละบ้านก็ทำกันไปแทบทุกวัน ตั้งแต่เลี้ยงหม่อนไหม นอนหนึ่ง นอนสอง จนโตเต็มที่พร้อมลงหม้อสาวไหม จากนั้นก็มามัดหมี่ลวดลาย ย้อมสี แล้วลงมือทอ เรียกว่าอยู่กับหม่อนไหมทุกวัน แทบตลอดปี ต่างกับทำนาปลูกข้าว เราปลูกไว้กิน ไว้ทำพันธุ์ข้าวปลูกปีหน้า รายได้ของคนบ้านนาตังและเขวาสินรินทร์ มาจากผ้าไหมทั้งนั้นที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องกันมา บางคนก็ขายในหมู่บ้าน ขายผ่านศูนย์โอทอป บ้างก็ไปออกบูธในงานมหกรรมสินค้าต่างๆ นี่คือรากฐานเศรษฐกิจชุมชนที่แท้จริง”นางนงเยาว์กล่าว
ลักษณะเด่นของชาวบ้านนาตังคือ การพึ่งพาตนเองและพึ่งพากันเอง ผ่านระบบเครือญาติที่อุ้มชูกัน แม้จะยังไม่มีโครงการพัฒนาหรือสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก ชาวบ้านก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จนสามารถสร้างชื่อเสียง เปิดตลาดผ้าไหมของเขวาสินรินทร์ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวาง พัฒนาบ้านเรือนให้เป็นบ้านพักโฮมสเตย์ รวมถึงถ่ายทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นมิให้สูญหาย เมื่อมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนขึ้นในปี 2554 เกิดการถักทอเครือข่ายภาคประชาชนขึ้นในระดับตำบล มีฐานเรียนรู้และปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งได้รับการชื่นชมและเป็นแบบในการขยายผลสู่ชุมชนอื่นๆ ทั้งในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์และจังหวัดต่างๆ
สภาองค์กรชุมชนตำบลเขวาสินรินทร์ ได้เสนอแผนงานเชื่อมโยงงบประมาณกับท้องถิ่น หน่วยงานต่างๆในระดับจังหวัด มุ่งเน้นด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ตามความศักยภาพและทุนภายในของชุมชนแห่งนี้ โดยใช้รูปแบบกระบวนการพัฒนาโดยมีสภาองค์กรชุมชน เป็นตัวขับเคลื่อนงานพัฒนาในตำบล
นอกจากผ้าไหมที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมแล้ว ชาวบ้านนาตังและเขวาสินรินทร์ ยังมีช่างฝีมือแกะสลักเครื่องเงินหรือ”ประเกือม” ที่สวยงามล้ำค่า มีการสาธิตขั้นตอนการผลิตทุกขั้นตอน ที่ศูนย์ปราญช์และศูนย์จำหน่ายสินค้าโอทอปประจำตำบล ทั้งเครื่องเงินและเครื่องทองเหลือง ให้ทั้งความรู้และจำหน่ายสินค้าชุมชนไปพร้อมกันด้วยต้นทุนทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งนี้ จึงมีการจัดการแสดงแสง สี เสียง ภายใต้ชื่อ “นุ่งผ้าไหม ใส่ประเดือม เรือมกันตรึม” ขึ้นเป็นประจำทุกปี มีการออกร้านจัดแสดงและจำหน่ายผ้าไหม เครื่องเงิน และทองเหลือง พร้อมการออกร้านนิทรรศการของหน่วยงานและองค์กรชุมชนต่างๆ
กระทั่งในปี 2561 ที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาชุมชน ได้สนับสนุนงบประมาณโครงการชุมชนท่องเที่ยวโอทอป นวัตวิถี หมู่บ้านละประมาณ 3 ล้านบาท ในพื้นที่ตำบลเขวาสินรินทร์จำนวน 3 หมู่บ้าน นับว่าน่าติดตามและน่าเยี่ยมชม ชุมชนต้นแบบแห่งนี้ ซึ่งปัจจุบันกำลังพัฒนาต่อยอด เรื่องการพัฒนาบทบาทสตรี การสร้างระบบสวัสดิการผู้สูงวัย การจัดการที่ดินและที่อยู่อาศัย ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยวชุมชน เป็นหมู่บ้านและฐานเรียนรู้ที่ไม่ควรพลาด


เขียนโดย ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสุรินทร์






