เสวนา “ทุนชุมชน สร้างสัมมาชีพ สู้ทุกวิกฤต” ณ บูธ พอช. ในงาน Social Development Expo 2026 ถอดบทเรียน 4 ชุมชนต้นแบบ ได้แก่ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบึงสามัคคี สหกรณ์เคหสถานปทุมธานีโมเดล สหกรณ์เคหสถานคลองลัดภาชี และสหกรณ์เคหสถานอินทร์อุดมพัฒนา เผยพลัง “ทุนชุมชน” เงินก้อนเล็กที่สร้างเกราะป้องกันภัยพิบัติ โควิด-19 และหนี้นอกระบบ พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปภูมิปัญญาท้องถิ่น
เมืองทองธานี/ 22 สิงหาคม 69 — ท่ามกลางวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่เคยเขย่าชีวิตคนไทย ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ปัญหาหนี้นอกระบบ หรือราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น มีหลายชุมชนที่ทำหน้าที่เป็นที่พึ่งพาให้แก่คนรอบข้างได้อย่างเข้มแข็ง เคล็ดลับความสำเร็จของพวกเขาคือสิ่งที่เรียกว่า “ทุนชุมชน” ซึ่งเกิดจากเงินก้อนเล็กๆ ที่ชาวบ้านร่วมกันสะสม แต่มันกลับมีพลังมากพอที่จะสร้างสัมมาชีพ ค้ำจุนชีวิตคนทั้งตำบล และพลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส เรื่องราวเหล่านี้ได้รับการบอกเล่าผ่านเวทีเสวนาในหัวข้อ “ทุนชุมชน สร้างสัมมาชีพ สู้ทุกวิกฤต” โดยมี นางเสาวลักษณ์ ปรปักษ์พ่าย ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาองค์ความรู้และสื่อสารองค์กร เป็นผู้ดำเนินรายการ ณ บูธ 11 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี
วิรุฬห์ ศิริพันธ์
เมื่อ “ทุนของชาวบ้าน” แก้หนี้นอกระบบและสร้างความมั่นคงได้จริง
วิรุฬห์ ศิริพันธ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบึงสามัคคี และประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร ได้บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของกองทุนซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 จากสมาชิกร้อยกว่าคน จนกระทั่งเติบโตเป็นกว่า 2,800 คนในปัจจุบัน มีทุนหมุนเวียนราว 3 ล้านบาท และหากรวมทรัพย์สินอื่นๆ แล้วจะมีมูลค่าสูงถึงกว่า 10 ล้านบาท เป้าหมายสำคัญเริ่มจากการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบที่รุมเร้าชาวบ้าน ด้วยการปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 1 บาท เพื่อดึงคนออกจากวงจรหนี้ดอกเบี้ยโหด ก่อนจะต่อยอดไปสู่กิจการเพื่อชุมชนมากมาย เช่น โรงน้ำดื่ม ปั๊มน้ำมันชุมชนที่ตรึงราคาขายไว้ที่ 38 บาทมาตลอด 3 ปีแม้เผชิญวิกฤตราคาน้ำมันโลก กลุ่มข้าว และสวัสดิการอีกกว่า 9 รายการ ตั้งแต่ทุนการศึกษา บำนาญผู้สูงอายุ ไปจนถึงเงินช่วยงานแต่งงาน ซึ่งทำหน้าที่ไม่ต่างจากประกันชีวิตของคนทั้งตำบล ในช่วงวิกฤตโควิด-19 และอุทกภัย กองทุนแห่งนี้ยังกลายเป็นเสาหลักในการกระจายข้าวสารและน้ำดื่มช่วยเหลือชาวบ้านได้ทันท่วงที พร้อมทั้งยึดมั่นในคติประจำใจว่า “ขาดทุนคือกำไร” และ “เรือล่มในหนอง ทองจะไปไหน” ระบบบริหารจัดการที่โปร่งใสและความซื่อสัตย์ของคณะกรรมการคือหัวใจสำคัญ
นางสาวลักคณา อยู่เปรม
จากป่ารกร้างสู่บ้านมั่นคงและการพัฒนาคุณภาพชีวิตรอบด้าน
นางสาวลักคณา อยู่เปรม ผู้จัดการสหกรณ์เคหสถานปทุมธานีโมเดล จำกัด ได้ถ่ายทอดเส้นทางการสร้างบ้านมั่นคงให้แก่พี่น้อง 16 ชุมชน ซึ่งไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การมีที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังต่อยอดสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตรอบด้าน เช่น การทำโรงเห็ดส่งขายผ่านแบรนด์ “ป.ปั้นสยาม” ในร้านกาแฟอเมซอน การปลูกต้นไม้ใหญ่ด้วยทุนสนับสนุนจากสถาบันเอเชียและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การปลูกผักปลอดสารเคมีทุกอาคาร รวมถึงความร่วมมือกับโครงการ SOS ของเครือ CP ในการรับอาหารส่วนเกินมาแบ่งปันสมาชิก กว่าจะสร้างบ้านสำเร็จต้องผ่านอุปสรรคในการถางป่าบนที่ดินเอกชนรายใหญ่ และเมื่อสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2562 โรคโควิด-19 ก็แพร่ระบาดทันที สหกรณ์ต้องขอความช่วยเหลือจากวัดพระธรรมกายกว่า 200 ชิ้นโดยอาศัยเครือข่ายของ พอช. จนผ่านพ้นวิกฤตมาได้ ปัจจุบันยังต้องรับมือกับปัญหาน้ำท่วมขังรอบพื้นที่จนต้องเจรจาทำ MOU ขอดินถมกว่า 10 ล้านบาท โดยมีบทเรียนสำคัญคือความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการใช้เทคโนโลยีเผยแพร่ข้อมูลให้สมาชิกรับทราบ
นายธรรมศักดิ์ มากนคร
Zero Waste และการบริหารจัดการขยะสร้างรายได้
นายธรรมศักดิ์ มากนคร ประธานสหกรณ์เคหสถานคลองลัดภาชีร่วมพัฒนา จำกัด และประธานชุมชนคลองลัดภาชี ได้นำเสนอโมเดลการจัดการขยะครบวงจรแบบ Zero Waste จนกลายเป็นศูนย์เรียนรู้ของเขตภาษีเจริญ โดยเริ่มต้นจากการคัดแยกขยะถึง 20 ประเภท และเปิดธนาคารขยะให้สมาชิกออมเงินในระยะ 3, 6 และ 12 เดือน จุดเด่นสำคัญคือการจัดการขยะเปียกที่มีสัดส่วนสูงถึงกว่า 60% ด้วยการเลี้ยงหนอนแมลงวันลายที่สามารถกำจัดเศษอาหารได้หมดภายใน 1 วัน ก่อนนำไปแปรรูปเป็นอาหารไก่ ปลา และกบที่มีโปรตีนสูงถึง 40% พร้อมนำซากหนอนมาทำปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสำหรับปลูกผักขาย สร้างทุนหมุนเวียนภายในกว่า 3 ล้านบาท ชุมชนแห่งนี้ผ่านพ้นมหาอุทกภัยปี พ.ศ. 2554 มาได้ด้วยการเปิดครัวกลางและนั่งแพไปซื้อกับข้าว พร้อมทั้งส่งความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยในภูมิภาคอื่นๆ ความยั่งยืนต้องอาศัยภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และ NGO
นางมาลา อนุสุเรนทร์
บทเรียนราคาแพงสู่การปลดหนี้ 43 ล้านบาทและการดูแลชุมชนเชิงรุก
นางมาลา อนุสุเรนทร์ จากสหกรณ์เคหสถานอินทร์อุดมพัฒนา จำกัด จังหวัดนนทบุรี ได้เผยความสำเร็จในการปลดหนี้กับ พอช. ได้ครบ 43 ล้านบาท จากจุดเริ่มต้นการสร้างบ้านในปี พ.ศ. 2550-2552 พร้อมสร้างเครือข่ายกับภาคเอกชน เช่น เครือแสนสิริ ที่เข้ามาสร้างห้องสมุดเด็ก และงบจาก สสส. ทำแปลงผักเพื่อนำรายได้ไปซื้อเครื่องเล่นเด็ก อย่างไรก็ตาม ชุมชนเคยต้องผ่านบทเรียนราคาแพงจากปัญหาการใช้เงินผิดประเภทและความหละหลวมทางบัญชีจนเงินหายเกือบ 3 ล้านบาท “ถ้าฝ่ายบัญชี เหรัญญิก และประธานไปทางเดียวกันหมด สหกรณ์นั้นจะแย่แล้ว” จนกระทั่งสามารถฟื้นตัวและกลับมาปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือสมาชิกกว่า 50% ให้ตั้งตัวได้ รวมถึงในช่วงโควิด-19 ปี พ.ศ. 2563 ที่มีผู้ติดเชื้อ 50 ครัวเรือน คณะกรรมการได้เดินสำรวจความต้องการและเปิดครัวกลางช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
ผู้เข้าร่วมงานยังได้ร่วมกิจกรรม Creative Workshop ภายใต้แนวคิด “เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น” ผ่านกิจกรรมการทำพวงมาลัยผ้าขาวม้า โดยสหกรณ์เคหสถานรุ่งมณี ซึ่งนำภูมิปัญญามาต่อยอดสู่การสร้างอาชีพ พร้อมลุ้นรับของรางวัลพิเศษ โดยมี แนท อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ปี 2015 (พ.ศ. 2558) มาร่วมกิจกรรมที่บูธ 11 ของ พอช.






















