พอช. ร่วมกับ เครือข่ายภาคประชาสังคม 5 ภาค สัมมนา “ภาคประชาสังคมกับการเปลี่ยนผ่านสังคมไทย” เพื่อวิเคราะห์ตัวตนท่ามกลางวิกฤตการเมืองและทุนผูกขาด พร้อมร่วมกันยกร่างแผนปฏิบัติการและกรอบยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571–2575) ชูสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศเป็นพื้นที่กลางในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ การกระจายอำนาจ และการส่งต่อพลังสู่คนรุ่นใหม่ เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่สังคมที่เป็นธรรม
กรุงเทพฯ/2 กรกฎาคม 2569– สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับ เครือข่ายภาคประชาสังคม 5 ภาค จัดสัมมนา “ภาคประชาสังคมกับการเปลี่ยนผ่านสังคมไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนทิศทาง วิเคราะห์ตัวตน และจัดทำกรอบแนวทางการดำเนินงานรวมถึงแผนยุทธศาสตร์ภาคประชาสังคมระยะ 5 ปี ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2571 ถึง พ.ศ. 2575 ในการสัมมนาครั้งนี้มีผู้เข้าร่วม ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการประชาสังคมพัฒนางานวิชาการและนโยบายสาธารณะ ผู้แทนภาคประชาสังคมจากทั้ง 5 ภูมิภาค ผู้แทนหน่วยงานภาคีวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน จำนวน 60 คน ณ โรงแรมมารวยการ์เด้น ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
นายวิชัย นะสุวรรณโน
นายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ซึ่งประกอบด้วย 5 หลักสำคัญ ได้แก่ การพลิกโฉมเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การสร้างความยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม มิติต่าง ๆ เหล่านี้สอดคล้องกับจังหวะก้าวของ พอช. ที่อยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติการองค์กรระยะ 5 ปี เพื่อหนุนเสริมขบวนองค์กรชุมชน นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยังได้มอบนโยบายโดยแสดงความเชื่อมั่นว่า หากฐานล่างหรือชุมชนมีความเข้มแข็ง ประเทศชาติก็จะพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมเน้นย้ำการพัฒนาศักยภาพสภาองค์กรชุมชนและสร้างธรรมาภิบาล โดยในปี พ.ศ. 2570 สถาบันได้จัดทำคำขออนุมัติกรอบงบประมาณโครงการสนับสนุนประชาสังคมไว้ที่ 1.7974 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา
นายวิชัย กล่าวต่อ พอช. กำลังร่วมกับสถาบันที่ปรึกษาการพัฒนาราชการ ศึกษาการกำหนดทิศทาง วิเคราะห์ค่างาน และโครงสร้างองค์กร โดยมีแนวคิดที่จะจัดตั้ง “สำนักประชาสังคม” ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมภาคประชาสังคมเพื่อการพัฒนา พ.ศ. 2558 ได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
ธีรพล สุวรรณรุ่งเรือง
ธีรพล สุวรรณรุ่งเรือง ประธานคณะอนุกรรมการประชาสังคมด้านวิชาการและนโยบายสาธารณะ กล่าวว่า ถือเป็นโอกาสดีที่องค์กรภาคประชาสังคมจะผนึกกำลังกับทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนงานพัฒนาพื้นที่โดยใช้จังหวัดเป็นฐาน ซึ่ง พอช. เองก็ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานในระดับพื้นที่ไปสู่ระดับกลุ่มอำเภอมากขึ้น เช่น ในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ที่ใช้กลไกสภาองค์กรชุมชนเป็นแกนกลางเชื่อมโยงเครือข่ายตามความถนัดของตนเองเพื่อแก้ไขปัญหา ถือเป็นการเสริมศักยภาพซึ่งกันและกันอย่างมีพลัง
“สถานการณ์และทิศทางภาคประชาสังคมไทยภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลง”
รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า โครงสร้างการเมืองไทยในปัจจุบันยังคงกระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มชนชั้นนำและกลุ่มทุนที่มีเอกภาพในการรักษาผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเหนียวแน่น เกิดระบบธุรกิจการเมืองที่มีการซื้อเสียงซ้ำซ้อน ทุนนิยมผูกขาดขยายตัวอย่างไร้ความปราณี รัฐกลายเป็นพื้นที่สะสมทุนโดยใช้กลไกราชการรองรับ ส่งผลให้เกิดประชาธิปไตยจำแลงและความชอบธรรมของระบบรัฐสภาเริ่มเสื่อมศรัทธา ยิ่งไปกว่านั้น บางส่วนของกลไกรัฐกลับกลายเป็นโครงสร้างอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการเมือง มีการฉ้อฉล ทุจริต ซื้อขายตำแหน่ง และคุ้มครองธุรกิจผิดกฎหมาย สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคประชาสังคม ทำให้ประชาชนในแต่ละภูมิภาคต้องลุกขึ้นมาจัดการตนเอง
ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ
ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ ประธานคณะกรรมการภาคีสานพลังพื้นที่เข้มแข็ง กล่าวถึง งบประมาณปี พ.ศ. 2570 ของประเทศแทบไม่มีงบลงทุน เนื่องจากหมดไปกับรายจ่ายประจำและเบี้ยบำนาญ สะท้อนถึงปัญหาของระบบราชการที่เป็นข้อจำกัดใหญ่ของภาครัฐ นอกจากนี้ในศตวรรษที่ 21 ประเทศต้องเผชิญกับวิกฤตคุณภาพชีวิตและภัยพิบัติธรรมชาติ ซึ่งภาครัฐขาดการจัดการในมิติเชิงป้องกันและไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้เพียงลำพัง จึงจำเป็นต้องให้ภาคประชาสังคมและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนผ่านการกระจายอำนาจ แต่ปัญหาสำคัญของประเทศไทยคือโครงสร้างการบริหารราชการที่ซับซ้อนถึง 5 ชั้น ตั้งแต่ระดับจังหวัด ท้องถิ่น ราชการส่วนกลางในพื้นที่ กลุ่มจังหวัดบูรณาการ และระดับภาค เกิดการทำงานแบบแยกส่วนหรือที่เรียกว่า “ระบบไซโล” ทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาที่แท้จริงได้ ซึ่งหากประเทศไทยสามารถปฏิรูประบบจังหวัดให้เบ็ดเสร็จได้ก็จะสามารถทะลวงข้อจำกัดนี้ได้สำเร็จ ท่ามกลางวิกฤตยังมี “โอกาส” สำคัญอยู่ 3 ประการ ประการแรกคือ การมีสภาองค์กรชุมชนที่กฎหมายรองรับและกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งต้องเปิดพื้นที่นี้ให้เป็น “พื้นที่กลาง” ของประชาชนเพื่อเชื่อมโยงไปสู่ระดับนโยบาย อันเป็นหมุดหมายของประชาธิปไตยฐานราก ประการที่สองคือ การสานพลังของภาคีพัฒนาและภาคีอาสาที่มีเป้าหมายร่วมกัน โดยมีการขับเคลื่อนนำร่องในระยะแรก 5 จังหวัด และขยายผลเป็น 8 จังหวัดในเฟสที่สอง มีการระดมทุนร่วมกันในระดับตำบลผ่านสภาองค์กรชุมชนฐานรากกว่า 200 ตำบล และประการที่สามคือ คณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (กบจ.) ซึ่งมีภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วม โดยหลังปี พ.ศ. 2570 งบประมาณร้อยละ 80 จะถูกให้น้ำหนักไปที่การพัฒนาคุณภาพชีวิต ถือเป็นโอกาสทองที่ประชาสังคมจะเชื่อมโยงฐานล่างเข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัดเพื่อสร้างประชาธิปไตยฐานรากในช่วงปี พ.ศ. 2571–2572
นายพลากร วงค์กองแก้ว
นายพลากร วงค์กองแก้ว ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการประชาสังคม กล่าวถึง ประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 50 ปีของภาคประชาสังคมไทย นับตั้งแต่ยุค NGO นักเคลื่อนไหว จนถึงยุคการเมืองหลากสีและนักการเมืองรุ่นใหม่ โดยระบุว่าแผนปฏิบัติการ 5 ปีข้างหน้า ต้องเป็น “แผนร่วมสมัย” ที่มีความอิสระและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ใช่ทำเพื่อตอบโจทย์องค์กรใดองค์กรหนึ่ง ปัจจุบันสภาองค์กรชุมชนทำหน้าที่เป็นสภาอาสาแก้จน แต่ในอนาคตต้องขยับไปขับเคลื่อนเรื่องการกระจายอำนาจและการจัดการภัยพิบัติเพื่อสร้างแรงสั่นสะเทือนเชิงโครงสร้าง โดยที่ประชุมมีความเห็นพ้องร่วมกันว่า การวางแผนต้องวิเคราะห์สถานการณ์สังคมสูงวัย เด็กเกิดลดลง โรงเรียนถูกยุบ และต้องกำหนดนิยามของภาคประชาสังคมให้ชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องเดินตามนโยบายรัฐเพียงอย่างเดียว แต่องค์กรหนุนเสริมต้องปรับตัว มุ่งเน้นเป้าหมายความเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณ
ผู้แทนเครือข่ายได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายและจุดยืนในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม พัฒนาคุณภาพชีวิต ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน และสร้างระบบที่เอื้อต่อการกระจายอำนาจ โดยมีบทบาทเป็นพี่เลี้ยงเคียงข้างองค์กรชุมชน จัดการความรู้ และเจรจาต่อรองนโยบาย ท่ามกลางข้อจำกัดในอดีตที่ขาดการติดตามผลเชิงนโยบายและการทำงานที่แยกส่วน โดยภาคประชาสังคมร่วมสมัยมองแนวทางการทำงานผ่าน 4 ยุทธศาสตร์หลักที่ยกร่างขึ้นจากแผนยุทธศาสตร์เดิม (พ.ศ. 2566–2570) เพื่อมุ่งสู่ปี พ.ศ. 2571–2575 ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างพื้นที่รูปธรรมของการขับเคลื่อนสังคมและการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง มีเป้าหมายให้ประชาชนและชุมชนสามารถจัดการตนเอง มีสิทธิในชุมชนและการจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะกลุ่มคนจน คนเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อยทั้งในเมืองและชนบท กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มชนเผ่าดั้งเดิม ให้มีความมั่นคงในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แนวทางการพัฒนาจะเน้นการสร้างกลไกความร่วมมือแบบบูรณาการร่วมกับภาคีในพื้นที่ ยกระดับพื้นที่ปฏิบัติการสู่ประเด็นสาธารณะ และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างพื้นที่กลางเพื่อสานภาคีเครือข่ายหุ้นส่วนการพัฒนา มุ่งเน้นให้ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน รวมถึงภาคธุรกิจที่จะเปลี่ยนผ่านจากความรับผิดชอบต่อสังคมแบบเดิม ไปสู่การสร้างคุณค่าร่วมกันแก่สังคม เข้ามาร่วมสนับสนุนชุมชน เกิดกลไกกลางประสานงานเชื่อมโยงองค์กรประชาสังคมและขบวนองค์กรชุมชน ทั้งในระดับภูมิภาค ระหว่างภูมิภาค และระดับชาติ เพื่อให้เป็นหุ้นส่วนสำคัญในกระบวนการนโยบายสาธารณะ
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และขบวนองค์กรชุมชน มีเป้าหมายสร้างการเชื่อมร้อยขบวนประชาชนข้ามภูมิภาค มุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนทำงานรุ่นใหม่ ผู้นำชุมชน ให้มีขีดความสามารถเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมทั้งจัดทำคลังข้อมูล ฐานข้อมูลความรู้ และนวัตกรรมทางสังคมเพื่อการสื่อสารสาธารณะอย่างมีพลัง พร้อมสร้างพื้นที่กลางในลักษณะสมัชชาประชาสังคมระดับภูมิภาคและระดับชาติ เช่น เครือข่ายแม่น้ำโขง เครือข่ายรัฐสวัสดิการ และสภาลมหายใจ
ยุทธศาสตร์ที่ 4 การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ พุ่งเป้าไปที่การปฏิรูปรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมองค์กรชุมชน เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย แนวทางการพัฒนาคือการผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ส่งเสริมกฎหมายการกระจายอำนาจในทุกมิติ ทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงประเด็น เพื่อทลายโครงสร้างอำนาจนิยม


















