รมว.พม. นำทีมผู้บริหารกระทรวงฯ ลงพื้นที่ด่านเกวียน มอบสวัสดิการและทุนประกอบอาชีพคนพิการ ชูแนวคิดรัฐสนับสนุน ชุมชนบริหาร จัดสวัสดิการดูแลกันเองผ่านกองทุนสวัสดิการชุมชน พร้อมมอบกุญแจบ้านมั่นคง 22 หลัง สร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยให้ประชาชน พร้อมเดินหน้าขยายฐานสมาชิกกองทุนวันละบาทให้ครอบคลุมทุกตำบลทั่วจังหวัด โดยเน้นย้ำภารกิจในฐานะ “ลูกหลานคนโคราช” ที่มุ่งหวังเห็นการพัฒนาบ้านเกิดอย่างเป็นรูปธรรม
นครราชสีมา/17 เมษายน 69 – นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) นำคณะผู้บริหารกระทรวงฯลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนกลุ่มเป้าหมายทุกช่วงวัย พร้อมมอบสวัสดิการและงบประมาณสนับสนุนเพื่อสร้างความเข้มแข็งฐานราก โดยมีนายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา คณะผู้บริหารท้องถิ่น เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน และเครือข่ายอาสาสมัคร อพม. เข้าร่วมกว่า 300 คน ณ วัดป่าโนนม่วง (หิมพานต์) ตำบลด่านเกวียน อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา
นายนิกร โสมกลาง
คืนถิ่นย่าโม ติดตามภารกิจดูแลกลุ่มเป้าหมายเชิงรุก
นายนิกร โสมกลาง รมว.พม.กล่าวถึง การลงพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญในการกลับมาดูแลพี่น้องชาวโคราช โดยในช่วงเช้าได้เดินทางไปติดตามการดูแลเด็กและเยาวชน บ้านพักเด็กและครอบครัวฯ รวมถึงกลุ่มเปราะบางที่บ้านเมตตา ก่อนจะเดินทางไปศึกษาความสำเร็จของโครงการบ้านมั่นคงริมรางพะไล และต่อเนื่องมายังตำบลด่านเกวียน เพื่อส่งมอบสวัสดิการที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งที่อยู่อาศัย สวัสดิการสังคม และทุนประกอบอาชีพ ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอโชคชัย
นายนิกรกล่าวว่า “กองทุนสวัสดิการชุมชน” หรือกองทุนวันละบาท ปัจจุบันจังหวัดนครราชสีมามีกองทุนครอบคลุมเพียง 50% ของจำนวนตำบลทั้งหมด จึงมีนโยบายผลักดันให้เกิดกองทุนสวัสดิการชุมชนให้ครบทุกตำบล และขยายฐานสมาชิกให้กว้างขวางขึ้น โดยใช้หลักการ “3 ประสาน” คือเงินสมทบจาก 1. เงินออมสมาชิก 2. งบอุดหนุนจาก พอช. (รัฐบาล) และ 3. งบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต./เทศบาล)
นายนิกรกล่าวต่อ หน้าที่ของกระทรวง พม. คือการสนับสนุนและเป็นที่ปรึกษา แต่หัวใจสำคัญคือการบริหารงานโดยชุมชนเอง กองทุนสวัสดิการชุมชนที่มีประสิทธิภาพต้องเกิดจากคนในพื้นที่จับมือกับท้องถิ่นและรัฐบาล ผมในฐานะลูกหลานย่าโม พร้อมจะสนับสนุนงบประมาณและประสานงานเต็มที่ และจะนำเรื่องราวความสำเร็จของพี่น้องด่านเกวียนและชาวริมรางพะไลไปเล่าขานเป็นตัวอย่างในการลงพื้นที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เห็นว่าพลังชุมชนสามารถเปลี่ยนประเทศได้
“ความสำเร็จของด่านเกวียนคือบทพิสูจน์ว่า หากชุมชนเข้มแข็งและมีการจัดการตนเองที่ดี เงินเพียงวันละบาทก็สามารถเปลี่ยนเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ดูแลคนได้ทั้งชีวิต ผมจะนำโมเดลการจัดการนี้ไปขยายผลต่อ เพื่อให้กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่คนไทยทุกคนได้รับอย่างทั่วถึง” นายนิกรกล่าว
ตั้งเป้าสมาชิกเพิ่ม 2 เท่าภายใน 1 ปี ด้วยความมั่นใจในศักยภาพของคนโคราช โดยคาดหวังว่าภายใน 1 ปีจากนี้ จะเห็นจำนวนสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนในอำเภอโชคชัยและพื้นที่ใกล้เคียงเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เพื่อให้มีเงินกองทุนหมุนเวียนในการดูแลสวัสดิการเบื้องต้นในยามที่ภาครัฐยังเข้าไม่ถึง พร้อมขอบคุณภาคีเครือข่ายทุกส่วน ทั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัด ส.ส.ในพื้นที่ และอาสาสมัคร พม. (อพม.) ที่ทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อสร้างสังคมไทยที่มั่นคงและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นายนิกร กล่าวทิ้งท้าย
นางวนิชา พรสันเทียะ
เปลี่ยนเงินออมเป็นพลังดูแลคนทุกช่วงวัย
นางวนิชา พรสันเทียะ ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลด่านเกวียน กล่าวว่า กองทุนฯก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2558 ด้วยจำนวนสมาชิกเริ่มต้นเพียง 44 คน และมีเงินกองทุนสะสมแรกเริ่มเพียง 244,945 บาท ทว่าด้วยความเชื่อมั่นในระบบการออมวันละบาทและการบริหารงานที่โปร่งใส ทำให้ปัจจุบันกองทุนฯ เติบโตอย่างก้าวกระโดด มีสมาชิกรวม 826 คน และมีเงินกองทุนรวมสูงถึง 4,374,676.60 บาท
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน กองทุนฯ สามารถจัดสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิกในรูปแบบ “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” ไปแล้วกว่า 1,180 คน คิดเป็นวงเงินช่วยเหลือรวม 1,105,745 บาท ซึ่งถือเป็นหลักประกันทางสังคมที่คนในชุมชนร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อดูแลกันเองโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวนางวนิชากล่าว
นางธิดารัตน์ แสงปัก
ความสำเร็จของกองทุนสวัสดิการคนโคราช
นางธิดารัตน์ แสงปัก ประธานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดนครราชสีมากล่าวว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลด่านเกวียน อำเภอโชคชัย คือหนึ่งในเครื่องยืนยันว่าการทำงานเชิงเครือข่ายคือหัวใจสำคัญ โดยความเข้มแข็งของด่านเกวียนนั้นเชื่อมโยงกับเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งในระดับอำเภอ ซึ่งปัจจุบันในพื้นที่ อำเภอโชคชัย มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนรวมแล้ว 9 พื้นที่ มีจำนวนเงินกองทุนสะสมรวมกันสูงถึง 27,104,664 บาท ถือเป็นกลไกหลักในการดูแลสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้แก่คนในอำเภออย่างทั่วถึง
นางธิดารัตน์กล่าวต่อ ภาพรวมทั้ง จังหวัดนครราชสีมา มีการขยายผลกองทุนสวัสดิการชุมชนไปอย่างกว้างขวาง โดยครอบคลุมพื้นที่การทำงานถึง 149 พื้นที่ มีสมาชิกที่ยังคงสถานะและร่วมขับเคลื่อนงานในระบบสูงถึง 106,637 คน ส่งผลให้มีเงินทุนหมุนเวียนในระบบกองทุนรวมทั้งสิ้น 512,326,505.74 บาท ที่ภาคประชาชนร่วมกันถักทอขึ้นเพื่อดูแลกันเอง ตั้งแต่สวัสดิการการเกิด การเจ็บป่วย การช่วยเหลือผู้สูงอายุ ไปจนถึงการเสียชีวิต ซึ่งเป็นการลดภาระงบประมาณภาครัฐและสร้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในการจัดการตนเอง
เป้าหมายสำคัญของการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชนในจังหวัดนครราชสีมา คือการขยายฐานสมาชิกและการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเพื่อให้กองทุนเป็นสิทธิสวัสดิการพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้ โดยเน้นการทำงานบูรณาการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาวนางธิดารัตน์กล่าวในตอนท้าย






















