ตำบลวังตะเคียน หรือ บ้านวังตะเคียน ได้มาจากคำว่า วัง หมายถึงคุ้งน้ำที่มีความลึก หน้าแล้งก้ไม่มีแห้ง คำว่าตะเคียน หมายถึง ต้นตะเคียนที่มีจำนวนมาก ขึ้นหนาแน่นมากบริเวณคลองห้วยไคร้สองคำนี้ มารวมกันจนเกิดเป็น “วังตะเคียน” หรือ “หมู่บ้านวังตะเคียน” จนถึงปัจจุบัน อาชพหลักของชาวบ้าน คอ การทำนา การทำสวน การทำไร่ พืชไร่ที่สำคญ คือ มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย ยูคาลิปตัส อาชีพเสริม คือ เลี้ยงสตว์ รับจางทั่วไป ส่วนหลังฤดเก็บเกี่ยวแรงงานสวนหนึ่งจะเข้าสู่โรงงาน
นายธเนศ ยังจิตร ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลวังตะเคียน เล่าการขับเคลื่อนงนกองทุนสวัสดิการชุมชนให้ฟังว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลวังตะเคียนเริ่มก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 เริ่มจากได้เข้าร่วมประชุมประชาคมของจังหวัดและได้รับทราบข้อมูลเรื่องกองทุนสวัสมดิการชุมชน จึงได้กลับมาหารือกันภายในตำบล และมองเห็นว่าตำบลวังตะเคียนยังไม่มีนักพัฒนาภาคประชาชน มีเพียงท้องถิ่นกับท้องที่ และองค์การบริหารส่วนตำบลที่ขับเคลื่อนงานพัฒนาในตำบลเท่านั้น ทำให้ภาคประชาชนขาดการมีส่วนร่วม อีกทั้งยังมองว่าหากภาคประชาชนมีโอกาสืเข้ามามรส่วนร่วมในงานพัฒนา จะช่วยเหลืองานราชการให้ทำงานคล่องตัวขึ้นในหลายๆ ที่ระบบราชการไม่สามารถทำได้ หรือทำได้ยาก ทุกฝ่ายในขณะนั้นก็เห็นด้วย จึงได้ร่วมกันก่อตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนขึ้น โดยช่วงแรกผู้นำชุมชน ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล ร่วมด้วยช่วยกันเชิญชวนชาวบ้านในตำบลเข้ามาเป้นสมาชกกองทุนฯ และได้สมาชิกแระตั้งจำนวน 280 คน มีเงินกองทุน จำนวน 4,800 บาท หลังจากจัดตั้งเรียบร้อยแล้วสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้ให้การสนบัสนุนงบประมาณขับเคลื่อนงานกองทุนสวัสดิการชุมชนจำนวน 55,000 บาท ตั้งแต่นั้นกองทุนฯ ก็ได้พัฒนา ขยายสมาชิกเรื่อยมา เป้นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งในการขยายฐานสมาชิกนั้นคณะกรรมการไม่อยากให้กองทุนเติบโตไปในทิศทางที่ชาวบ้านไม่เข้าใจ อีกทั้งกองทุนสวัสดิกรชุมชนยังมีควาซ้ำซ้อนกับกลุ่มฌาปนกิจหมู่บ้าน เงินสงเคราะห์ค่าทำศพ ทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่ากองทุนสวัสดิการนี้เป็นแนวทางหนึ่งที่จะได้ค่าทำศพ เหมือนเช่น กลุ่มฌาปนกิจ เมื่อเป็นเช่นนั้น กองทุนฯ จึงต้องสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านเสียใหม่ ว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนไม่ใช่ดู้แลเพียงแค่เรื่อง “คนตาย” เท่านั้น แต่ยังเป็นการดูแลกันในเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่อง เช่น การเกิด การแก่ การเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งเป็นสวัสดิการขึ้นพื้นฐานที่ชาวบ้านพึงจะได้รับ อีกทั้งกองทุนเองไม่ต้องการให้ชาวบ้านยึดเงินเป็นที่ตั้ง แต่อยากส่งเสริมให้ทุกคนรู้จักแบ่งปันช่วยเหลือ กันและกัน จึงได้ตั้งสโลแกนของกองทุน ว่า “ช่วยเหลือ แบ่งปัน ดูแลกัน วันละบาท” และสร้างสวัสดิการด้านอื่นๆ ให้ชาวบ้านเข้าใจคำว่าสวัสดิการมากขึ้น ทำให้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันนี้กองทุนฯ จำนวนสมาชิกประมาณ 2,300 คน มีเงินกองทุนรวมกว่า 3.9 ล้านบาท
จัดสวัสดิการให้กับสมาชิก 9 ด้าน ได้แก่
- สวัสดิการด้านการเกิด ช่วยเหลือค่าคลอดบุตร เป็นเงิน 1,500 บาท
- สวัสดิการด้านเจ็บ/ป่วย รักษาพยาบาล ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายแก่สมาชิกกรณีการนอนพักรักษาในโรงพยาบาล คืนละ 200 บาท ไม่เกิน 2,000 บาท/ปี
- สวัสดิการด้านการเสียชีวิต ตามเงื่อนไข ดงันี้
แรกเข้า – 179 วัน ได้รับพวงหรีดเคารพศพ 1 พวง พร้อมทั้งเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม 1 จบ
เป็นสมาชิก 6 เดือน หรือ 180 วัน ถึง 2 ปี ได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท
เป็นสมาชิกเกิน 2 – 5 ปี ได้รับเงินช่วยเหลือ 10,000 บาท
เป็นสมาชิกเกิน 5 – 10 ปีขี้นไป ได้รับเงินช่วยเหลือ 15,000 บาท
- สวัสดิการด้านผู้สูงอายุ เมื่อสมาชิกกองทุนมรอายุ 60 ปี กองทุนจะเป็นผู้จ่ายเงินสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนให้ ปีละ 365 บาท และจ่ายเงินบำนาญตามเงื่อไขดังนี้
เป็นสมาชิกครบ 15 ปี ได้รับเงินบำนาญ 300 บาท/เดือน
เป็นสมาชิกครบ 20 ปี ได้รับเงินบำนาญ 400 บาท/เดือน
เป็นสมาชิกครบ 25 ปี ได้รับเงินบำนาญ 500 บาท/เดือน
เป็นสมาชิกครบ 30 ปี ได้รับเงินบำนาญ 600 บาท/เดือน
เป็นสมาชิกครบ 35 ปี ได้รับเงินบำนาญ 700 บาท/เดือน
เป็นสมาชิกครบ 40 ปี ได้รับเงินบำนาญ 800 บาท/เดือน
- สวัสดิการด้านทุนการศึกษา สนับสนุนค่าเครื่องแบบนักเรียนและหนังสือเรียน สนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่เด็กกำพร้า หรือ ครอบครัวประสบอุกภัยและ วาตภัย
- ประเพณี
- ผู้พิการ/ผู้ด้อยโอกาส สนับสนุนการเป็นสมาชิกกองทุนให้แก่ผู้ด้อยโอกาส
- สิ่งแวดล้อม
- สวัสดิการด้านการส่งเสริมอาชีพ
- สนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์
นอกจากสวัสดิการ 9 ด้านนี้ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลวังตะเคียนยังได้ขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต ร่วมกับหน่วยงานภาคีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกด้วย เช่น ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ โดยเชื่อมโยงการขับเคลื่อนงานกับกรมการเกษตร เกษตรตำบล และเครือข่ายเกษตรอินทรย์ตำบลเขาแก้ว ซึ่งเป็นตำบลที่ขับเคลื่อนเรื่องเกษตรอินทีย์จนประสบผลสำเร็จแล้ว และได้ร่วมกันบริหารสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ เกิดเป็นสหกรณ์ระดับจังหวัดปราจีนบุรี โดยส่งเสริมให้สมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลวังตะเคียนและชาวบ้านในตำบลเข้าร่วมโครงการเกษตรอินทรีย์ มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ เพื่อที่จะให้ชาวบ้านมีพื้นที่เรียนรู้ในวิธีการทำเกษตรอินทรีย์ของเรา และร่วมแลกเปลี่ยน เรียนรู้ แลกเปลี่ยนกัน ตรวจสอบคุณภาพของผลผลิตกับเครือข่ายอื่นๆในจังหวัด เนื่องจากมองเห็นโอกาสเพราะว่าผลผลิตเกษตรอินทรีย์ตอนนี้ตลาดมีสูความต้องการสูง แต่กำลังผลิตมีน้อย ดังนั้นหากเราเชื่อมโยงกลุ่มเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ได้ ทำให้ เรามีอำนาจการต่อรอง เป้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนอีกทางหนึ่ง
ป้าอรุณ ดาวสูงเนิน อายุ 63 ปี สมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชน และได้เข้าร่วมกลุ่มเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ตำบลวังตะเคียน ป้าเริ่มทำเกษตรอินทรีย์มาได้ประมาณ 1 ปี ทุกวันป้าจะเข้าไปดูแลแปลงผัก เก็บผักไปขาย วันนึงได้รายได้จากการขายผักประมาณ 200 – 300 บาท วันไหนมีตลาดหน้า อบต. ก็จะได้รายได้มากถึง 500 บาท/วัน ทำให้มีรายได้มาดูแลตัวเอง รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าที่สามารถพึ่งพาตนเองได้
ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้แก่ผู้สูงอายุ โดยร่วมจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุขึ้น นายบุยะวัตน ทิพโอสถ ประธานโรเรียนผู้สูงอยุตำบลวังตะเคียน เล่าเรื่องโรงเรียนผู้สูงอายุให้ฟังว่า สภาองค์กรชุมชน และกองทุนสวัสดิการชุมชนเห้นถึงความสำคัยของผู้สูงอายุในชุมชน เนื่องจากในชุมชนมีผู้สูงอยุมาก ส่วนใหญ่ลูกหลานต้องออกไปทำงานโรงงานในเมือง ผู้สูงอายุหลายรายต้องอยู้บ้านคนเดียว ทำให้รู้สึกเหงา บางรายรู้สึกว่าคุณค่าในตนเองนั้นหายไป เมื่อเห็นดังนั้น จึงได้ร่วมกันตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุขึ้น กองทุนฯ ส่งเสริมให้สมาชิกกองทุนที่มีอายุครบ 60 ปีขึ้นไป เข้ามาเป็นสมาชิก โดยโรงเรียนผู้สูงอายุนั้น จะมีกิจกรรมให้กับสมาชิกได้ทำ เช่น การทอเสื่อ ทำกระเป๋า ทอผ้าถุง เป็นต้น
ลุงธเนศ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ตนนั้นอยากจะให้ชาวบ้านมีสวัสดิการโดยการมีส่วนร่วม เนื่องจากที่ผ่านมาส่วนราชการจะมาทำในลักษณะนโยบาย ตามกฎหมาย ตามคำสั่ง แต่สิ่งที่ชาวบ้านคิดเอง ทำเอง มันน้อย เพราะฉะนั้นเราเลยต้องสร้างกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลวังตะเคียนให้มีตัวตนเพื่อที่ตำบลจะได้รับการช่วยเหลือพัฒนาคุณภาพชีวิต มันเป็นกุศล เราก็อยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เพื่อเป็นการตอบแทนแผ่นดิน อย่างน้อยเราก็มีเงินบำนาญมีกินมีใช้อยู่ มีสมองพอจะช่วยเหลือในเรื่องของเอกสาร เรื่องของการประสานงาน ถ้าเข้ามาทำงานตรงนี้ก็จะมีส่วนที่ได้ช่วยเหลือชุมชน และจะได้เป็นหลักในการสร้างคนรุ่นต่อๆ ไป”






