ตำบลบ้านสร้างเดิมเป็นพื้นที่ป่าไม้เบญจพรรณ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิด ติดกับผืนป่าเขาใหญ่ สัตว์ที่มีมากที่สุด คือ ช้างป่า เนื่องจากสมัยก่อนมีกลุ่มชน ซึ่งไม่มีถิ่นฐานที่อยู่แน่นอนได้อพยพมาจากเมืองเวียงจันทร์ ซึ่งในท้องที่นี้มีช้างอาศัยอยู่จำนวนมาก ชาวบ้านจึงขนานนามท้องที่นี้ว่า “บ้านซ้าง” แต่สำเนียงของชาวเวียงจันทร์ เรียกบ้านช้างว่า “บ้านสร้าง”
ตำบลบ้านสร้าง ห่างจากศาลหลักเมืองจังหวัดปราจีนบุรี โดยเฉลี่ยประมาณ 20 กิโลเมตร เนื้อที่เฉลี่ยประมาณ 40.04 ตารางกิโลเมตร (พื้นที่ 25,028 ไร่) เป็นพื้นที่ราบลุ่มติดกับแม่น้ำลำคลองโดยมีแม่น้ำสายหลักคือ แม่น้ำปราจีน อาชีพหลัก ทำนา อาชีพเสริม ทำสวน เลี้ยงปลา ค้าขาย
โดยตำบลบ้านสร้างได้ก่อตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลบ้านสร้างเมื่อประมาณปี 2555 ต่อมาในปี 2558 ได้มีการทบทวนขบวนสภาองค์กรชุมชนตำบลบ้านสร้าง จึงได้มีการเปลี่ยนคณะกรรมการโดยมี นางนุกูล ชาญณรงค์เป็นประธานสภาองค์กรชุมชน หลังจากนั้นในปี 2561 ทางคณะทำงานขบวนองค์กรจังหวัดปราจีน ได้มาประชาสัมพันธ์โครงการบ้านพอเพียง ให้สำรวจผู้ที่เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัย บ้านมีสภาพทรุดโทรม ผ่านกระบวนการพิจารณากลั่นกรองจากคณะทำงานในระดับตำบล จัดทำโครงการฯเสนอมายังสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) สนับสนุนงบประมาณ ไม่เกินหลังละ 18,000 บาท ตามวัสดุที่ใช้จริง 46 ราย งบประมาณทั้งสิ้น 670,269 บาท ซึ่งหากการซ่อมแซมมีส่วนเกินที่มากกว่าจำนวนเงินที่ได้รับ ทางเจ้าของบ้านจะต้องเป็นผู้จ่ายเองในส่วนนั้น ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงที่ช่วยเหลือแก่ผู้ยากไร้ที่ต้องการจะซ่อมแซมบ้านของตัวเองในส่วนที่จำเป็น เพื่อให้สามารถอยู่อาศัยได้
ขั้นตอนในการดำเนินการโครงการบ้านพอเพียง คณะกรรมการ ประกอบไปด้วย ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ผู้นำกลุ่มอาชีพในชุมชน และตัวแทนจากสภาองค์กรชุมชน ตั้งเป็นคณะกรรมการขึ้นมา 15 คน โดยได้ นางนุกูล ชาญณรงค์ เป็นประธานคณะกรรมการโครงการบ้านพอเพียง หลังจากนั้นจึงได้ประชุมคณะกรรมการฯ ในการทำความเข้าใจการดำเนินงานโครงการบ้านพอเพียงชนบทและวางแผนการลงพื้นที่สำรวจข้อมูล แล้วให้ผู้นำชุมชนในแต่หมู่บ้าน ลงไปสำรวจผู้เดือดร้อนในชุมชนแล้วนำรวบรวมข้อมูลมานำเสนอต่อคณะกรรมการ โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่า ผู้ที่จะเข้าโครงการต้องเข้าเป็นสมาชิกของกองทุนบ้านพอเพียง ได้มีผู้เดือดร้อนที่ขอเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 46 ราย
หลังจากนั้นทางคณะกรรมการจึงได้ลงพื้นที่ไปสำรวจเพื่อประเมินการซ่อมแซมบ้านในแต่ละหลัง และทำสัญญากู้ยืม เพื่อเป็นหลักประกันในการคืนงบประมาณกลับมายังกองทุน และหมุนเวียนเพื่อไปซ่อมบ้านผู้เดือดร้อนหลังอื่นๆอีก ขั้นตอนต่อมาได้ประสานงานกับร้านขายวัสดุก่อสร้าง เพื่อจัดซื้อของไปซ่อมแซมให้แก่บ้านของสมาชิกโครงการฯ ดำเนินการซ่อมแซมโดยใช้แรงงานในชุมชนเป็นหลัก จนแล้วเสร็จทุกหลัง จีงทำการสรุปงานและทำรายงานต่อคณะทำงานในระดับจังหวัดต่อไป
ขั้นตอนในการบริหารจัดการงบประมาณ สมาชิกก็จะต้องส่งเงินให้แก่กลุ่มออมทรัพย์ชุมชน โดยในปีแรกที่ทำนั้นทางคณะกรรม ได้ใช้ระบบการประเมินการผ่อนส่งตามค่าซ่อมแซม คือ หากผู้เดือดร้อนใช้งบซ่อมแซมไม่เกิน 10,000 บาท จะต้องผ่อนส่งเดือน 200 บาทและอีก10% ของค่าผ่อนเพื่อเป็นเงินออมของกองทุน รวมเป็น 220 บาท หากผู้เดือดร้อนใช้งบซ่อมแซมไม่เกิน 18,000 บาท จะต้องผ่อนส่งเดือน 300 บาทและอีก10% ของค่าผ่อนเพื่อเป็นเงินออมของกองทุน รวมเป็น 330 บาท และสุดท้าย หากผู้เดือดร้อนใช้งบซ่อมแซมเกิน 18,000 บาท จะต้องผ่อนส่งเดือน 500 บาทและอีก10% ของค่าผ่อนเพื่อเป็นเงินออมของกองทุน รวมเป็นเงิน 550 บาท เนื่องจากในปีแรกทางคณะกรรมได้ใช้ระบบการประเมินการซ่อมแซมตามจริง แต่ภายหลังได้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการ ในปีต่อมาจึงได้ใช้ระบบเดียว คือ กู้ยืมได้หลังละ 18,000 บาท จะต้องผ่อนส่งเดือน 300 บาทและอีก10% ของค่าผ่อนเพื่อเป็นเงินออมของกองทุน รวมเป็น 330 บาท โดยเมื่อผู้เข้าร่วมโครงการผ่อนส่งครบก็จะคืนเงินออมให้แก่ ผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ผู้ร่วมโครงการได้มีเงินออม
“เนื่องจากผู้เดือดร้อนบางรายเป็นผู้ที่ไม่รายได้ เช่นผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุและผู้พิการ เราจึงมองว่าเค้าคงไม่มีปัญญามาผ่อนส่งเรา เราจึงได้ไปหาผู้สนับสนุนมาเพื่อ สงเคราะห์บ้านผู้เดือดร้อนแทน เพื่อมาซ่อมแซมบ้านให้เค้าเนื่องจากสภาพการเป็นอยู่เค้าลำบากจริงๆ”
ตัวอย่างบ้านที่ได้รับการช่วยเหลือ


นายสมชื่น มาตรา หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านสร้าง อำเภอบ้านสร้าง ปราจีนบุรี
โดยบ้านของนายสมชื่น ได้รับการซ่อมแซม โดยการเปลี่ยนหลังคาใหม่และได้ลงเสาปูน รวมถึงเปลี่ยนฝ้ากำแพง
นางนุกูล ชาญณรงค์ เล่าว่า เมื่อก่อนบ้านหลังนี้เป็นบ้านยกสูง แต่เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ตำและอยู่ติดริมแม่น้ำทำให้เมื่อเข้าฤดูฝน ก็จะโดนน้ำท่วมจนถึงตัวบ้าน อีกทั้ง นายสมชื่น ยังเป็นผู้ป่ายติดเตียง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ โดยเมื่อก่อนได้อยู่ ภรรยาอีกคน ซึ่งพิการทางสายตา แต่เมื่อปีที่แล้วได้เสียชีวิตลง ทำให้ นายนุกูล จึงอาศัยอยู่คนเดียว โดยมีลูกหลานบ้านข้างๆเข้ามาดูแลบ้างเป็นครั้งคราว โดยบ้านหลังนี้ทางคณะกรรมได้ สงเคราะห์ให้ เนื่องจากเป็นผู้ไม่มีรายได้และได้รับความเดือดร้อนจริงๆ โดยได้รับการสนับสนุนจากร้านวัดุก่อสร้าง ทั้งวัสดุและค่าแรง ซึ่งบ้านหลังนี้ได้รับการยกให้พื้นสูงขึ้นกว่าเดิมเพื่อป้องกันน้ำท่วมและเปลี่ยนฝ้ากำแพงใหม่และปรับปรุงห้องน้ำให้สะดวกยิ่งขึ้น โดย นายสมชื่นได้ขอบคุณโครงการนี้มากๆ เนื่องจากถ้าหากยังไม่ได้รับการซ่อมแซมบ้าน เวลาน้ำท่วมมา ตนก็หนีไม่ได้อยู่ดี พอได้บ้านใหม่แบบนี้ก็ทำให้ตนไม่ต้องกลัวน้ำท่วมอีกต่อไป



นางนารี ขวัญยืน บ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านสร้าง อำเภอบ้านสร้าง ปราจีนบุรี
โดยบ้านของ นางนารี ได้รับการซ่อมแซม โดยการสร้างห้องน้ำใหม่และต่อเติมหลังคา
นางนารีขวัญยืนเล่าว่า เมื่อก่อนบ้านของตนนั้นปลูกไว้แค่ให้พออยู่ได้และทำพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นร้านขายของ แต่ที่ได้รับความลำบากก็คือในส่วนของห้องน้ำ เนื่องจากตนก็ไม่ได้มีเงินเก็บที่เพียงพอจะทำให้ดีจึงทำตามกำลัง โดยการใช้สังกะสีมาคลุมเป็นห้องน้ำ แต่เมื่อเวลาผ่าน สังกะเหล่านั้นก็ผุพังและเริ่มที่จะหักลงมา ทำให้เดือดร้อนเวลาที่จะเข้าห้องน้ำ ต้องขอบคุณโครงการนี้มากที่มาช่วยให้ได้ห้องน้ำใหม่ ลำพังตนเองก็ไม่มีเงินเก็บที่จะสามารถสร้างใหม่ได้ ดีที่มีโครงการนี้ จึงทำให้ตนเองใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
ปัจจุบันถึงแม้ว่าโครงการบ้านพอเพียงตำบลบ้านสร้างจะสามารถซ่อมแซมบ้านที่ได้รับความเสียหายไปแล้วบางส่วน แต่ก็ยังบ้านอีกหลายหลังที่ยังรอการช่วยเหลือจากโครงการนี้อีกหลายหลัง ซึ่ง คุณนุกูล ประธานคณะกรรมการบ้านพอเพียง ได้เล่าว่า หลังจากที่ได้สำรวจและซ่อมแซมบ้านที่เดือดร้อนในรอบแรกเสร็จแล้ว หลังจากนั้นในรอบต่อมาจึงผู้เดือดร้อนในชุมชนได้มาร้องขอเข้าร่วมรางการเป็นสำนวนมาก เนื่องจากเห็นแล้วว่ามันสามารถซ่อมแซมได้จริงๆ ทางคณะกรรมจึงได้ไปสำรวจและคัดเลือกผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจริงๆก่อน โดยที่แผนดำเนินการต่อไปที่คณะกรรมการจะทำคือการ ตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนและส่งเสริมให้คนในชุมชนได้เข้าถึงสวัสดิการพื้นฐาน และให้ได้รู้จักการออมทรัพย์
ปัญหาและข้อติดขัดในการดำเนินงานของคณะกรรมการบ้านพอเพียงตำบลบ้านสร้างพบว่า ปัญหาจากการบริหารจัดการ เนื่องในปี 2561 และ 2562 ใช้ระบบในการช่วยเหลือไม่เหมือนกัน ทำให้ในช่วงแรกที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบจึงมีชาวบ้านบางส่วนออกมาตั้งข้อสังเกตุ ถึงงบประมาณในการซ่อมสร้าง รวมถึงการที่ เลือกซื้อวัสดุจากร้านก่อสร้าง ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่ามันแพงกว่าปกตินิดหน่อย แต่ทางคณะกรรมก็ได้ชี้แจงว่า สาเหตุที่ได้เลือซื้อร้านนี้ก็เพราะมีวัสดุที่ครบครันและจัดส่งให้ถึงที่ อีกทั้งยังสะดวกต่อการ ติดตาม ตรวจสอบและเคลียบิลค่าใช้จ่าย และเรื่องการสื่อสารของทาง พอช. ในเรื่องของตัวรูปแบบวิธีการบริหารเนื่องจากไม่มีรูปแบบแน่นอน ทำให้เกิดปัญหาเวลาบริหารโครงการ อีกทั้งในส่วนของรูปแบบเอกสารที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้เกิดความล่าช้าในการส่งงาน






