“เกาะปันหยี” ชุมชนเก่าแก่ เหนือผืนทะเลในอ่าวพังงา จังหวัดพังงา… เกาะปันหยี เป็นเกาะเล็ก ๆ มีที่ราบประมาณ 1 ไร่ มีบ้านเรือน 300 หลังคา มีประชากรประมาณ 4,000 คน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของที่ว่าการอำเภอเมืองพังงา ประมาณ 7 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นเขาหินปูนสูงชะลูด แวดล้อมด้วยเกาะน้อยใหญ่ ย้อนหลังกลับไปนับร้อยปี บรรพบุรุษของคนปันหยี ซึ่งเป็นครอบครัวชาวชวา จำนวน 3 ครอบครัว อพยพมาจากอินโดนีเซียโดยเรือใบ 3 ลำ เพื่อค้นหาแหล่งทำกินที่ดีกว่าเดิม พวกเขาตกลงกันว่าหากใครพบที่ทำกินก่อน ให้สื่อสัญญาณด้วยการปักธงที่ยอดเขา และในที่สุดครอบครัว “โต๊ะบาบู” ก็พบเกาะหนึ่งก่อนใคร จึงขึ้นไปปักธงไว้ที่ยอดเขา และตั้งชื่อเกาะนั้นว่า “ปันหยี” ที่แปลว่า “ธง”

พื้นที่ส่วนใหญ่ของ เกาะปันหยี ตั้งอยู่ในทะเลอ่าวพังงา และบริเวณป่าชายเลนอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา มีหมู่บ้านจำนวน 4 หมู่บ้าน คือ บ้านท่าด่าน ตั้งอยู่บริเวณน้ำตื้นในอ่าวพังงา, เกาะปันหยี ตั้งอยู่บริเวณน้ำตื้นในอ่าวพังงา, เกาะไม้ไผ่ ตั้งอยู่บนเกาะและป่าชายเลนอ่าวพังงา และเกาะหมากน้อย ตั้งอยู่บนเกาะในอ่าวพังงา ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และประมาณร้อยละ 2 นับถือศาสนาอื่น ๆ และส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านประมงเป็นหลัก นอกจาก นี้ยังมีการประกอบอาชีพ เช่น ทำสวนยางพารา สวนมะพร้าว อาชีพรับราชการ การค้าขายและรับจ้าง และด้วยพื้นที่เป็นแผ่นดินอยู่น้อยนิดนี้ ชาว เกาะปันหยี ใช้เป็นที่ตั้งของศูนย์กลางหมู่บ้านและศาสนา ส่วนบ้านเรือน ร้านค้า และโรงเรียนตั้งอยู่ในน้ำ เดิมทีมีทางเดินเชื่อมถึงกันด้วยสะพานไม้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสะพานปูนในปัจจุบัน เวลาน้ำขึ้น
“หมู่บ้านปันหยี” จึงแลดูเหมือนหมู่บ้านลอยน้ำ แต่พอน้ำลงจะเห็นว่าบ้านนับร้อยหลังนั้น ตั้งอยู่บนเสาที่ปักในเลนมาตั้งแต่อดีต ด้านทิศตะวันออกของ เกาะปันหยี จะมีร้านค้าเรียงรายตลอดสองทางเดิน แต่หากต้องการเห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ก็ต้องเดินเลยย่านการค้าไปทางทิศตะวันตก และจะได้พบเห็นศาลาประชาคม สภากาแฟ ร้านค้าสำหรับชาวบ้าน ร้านตัดผม โรงเรียน และมัสยิด ที่อยู่คู่กับชุมชนกลางทะเลมาตั้งแต่อดีต
ทั้งนี้ ชุมชนชาวมุสลิมที่ เกาะปันหยี เป็นกลุ่มที่มีวิถีชีวิตภายใต้บริบทวัฒนธรรมอิสลาม และอาชีพประมง อาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่ที่จำกัดด้านนิเวศน์และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งทำให้ชุมชมสนิทสนมใกล้ชิดกัน อีกทั้งกาลเวลาได้ผูกพันผู้คนทั้งเกาะให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แปลกไหม ? หากเด็ก ๆ บน เกาะปันหยี ไม่เคยเล่นดิน ไม่รู้จักไม้กวาด เพราะที่ เกาะปันหยี ไม่มีฝุ่นไม่มีชายหาดและทรายที่สวยงาม แต่ที่ เกาะปันหยี มีแหล่งชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่สวยงามไม่แพ้ที่ไหน ๆ อีกทั้งวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของผู้คนในสังคม เกาะปันหยี ยังเป็นภูมิคุ้มกันให้ลูกหลานปลอดจากอบายมุข
โดยบน เกาะปันหยี ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ซึ่งชุมชนได้ร่วมกันกำหนดกติกาของชุมชนขึ้นมาในการห้ามไม่ให้บุคคลนำ เครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ขึ้นมาบนเกาะ และถึงแม้จะอยู่ไกลจากฝั่ง แต่ชาวปันหยีก็มีไฟฟ้าใช้เป็นของตัวเอง อย่างไรก็ตาม นอกจากไปสัมผัสกับวิถีชีวิตของ หมู่บ้านเกาะปันหยี บ้านกลางน้ำของชุมชนมุสลิม ที่ถูกสร้างอยู่กลางทะเลโดยไม่มีพื้นดินมานานกว่า 200 ปี เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกแวะมาเยี่ยมชมตลอดปีแล้ว ใกล้ ๆ กันยังมีสถานที่ท่องเที่ยวให้ได้ไปชมกัน เช่น ภูเขาเขียน ซึ่งมีภาพเขียนโบราณเป็นรูปคนและสัตว์ต่าง ๆ เช่น ลิง ปลาโลมา จระเข้ ฯลฯ อยู่ภายในถ้ำ เชื่อกันว่าเป็นภาพเขียนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ก่อนถึงตัวเกาะปันหยีประมาณ 400 เมตร อยู่บริเวณภูเขา ชาวบ้านเลยเรียกกันว่า “เขาเขียน” และ ถ้ำทะลุ มีเป็นลักษณะคล้ายเกาะตั้งอยู่ในทะเล มีช่องว่างระหว่างกลางเรียกว่า ถ้ำทะลุ นักท่องเที่ยวสามารถพายเรือซีแคนู ชมบริเวณโดยรอบได้ และนี่คือ เกาะปันหยี หมู่บ้านกลางทะเล
ด้านงานพัฒนา ชาวชุมชนเกาะปันหยีมีฐานการทำงานชุมชนบนฐานวัฒนธรรมและประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานและมีการรวมตัวกันทำกิจกรรมต่างๆอยู่แล้ว โดยมีกลุ่มองค์กรชุมชนต่างๆดังต่อไปนี้
กลุ่ม/องค์กรชุมชน
ประกอบด้วย 1) ลูกเสือชาวบ้าน 1 รุ่น 2) ไทยอาสาป้องกันชาติ 1 รุ่น จำนวน 28 คน 3) กลุ่มสตรีอาสาพัฒนา 4 กลุ่ม จำนวน 177 คน 4) กลุ่มเยาวชนหมู่บ้าน/ตำบล 4 กลุ่ม จำนวน 168 คน5) กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต 1 กลุ่ม จำนวน 363 คน 6) กลุ่มอาชีพต่าง ๆ 6 กลุ่ม 7) อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน 2 รุ่น จำนวน 83 คน
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2556 ได้มีจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนขึ้น เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2556 โดยมีนางสาว กัญญาณัฐ เหมพิทักษ์ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลเกาะปันหยี โดยมีกลุ่มเข้าร่วมจดแจ้งจำนวน 16 กลุ่ม สมาชิก 24 คน ในช่วงแรก สภาองค์กรชุมชนตำบลเกาะปันหยี ได้มีการจัดทำแผนพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่ต่อมาได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานต่างๆ และได้รับการสนับสนุนและพัฒนาจนมีชื่อเสียงเป็นสินค้าโอท๊อปประจำตำบลหลายชนิด เช่น น้ำพริกกุ้งเสียบ เครื่องประดับมุก ชนิดต่างๆ เป็นต้น
การประกอบอาชีพของราษฎรส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพด้านประมงเป็นหลัก นอกจาก นี้ยังมีการประกอบอาชีพ เช่น ทำสวนยางพารา สวนมะพร้าว อาชีพรับราชการ การค้าขายและรับจ้าง
ท่ามกลางต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม เหมาะสมที่เป็นเมืองท่องเที่ยว ทั้งในกระแสหลัก และ การท่องเที่ยวโดยชุมชน ตำบลเกาะปันหยี นับเป็นตำบลที่มีศักยภาพในด้านการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ประกอบกับ เมื่อมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่เป็นจำนวนมากทำให้ ประชาชนในพื้นที่เกิดการรวมตัวทำกิจกรรมที่เป็นอาชีพเสริมที่ต่อเนื่องจากการท่องเที่ยวได้แก่ กลุ่มอาชีพต่างๆ เกิดขึ้นในตำบลเป็นอย่างมากได้แก่ กลุ่มอาชีพ แปรรูปอาหารทะเล ในรูปแบบต่างๆ เช่น กลุ่มผลิตน้ำพริกกุ้งเสียบ กลุ่มปลาเค็ม กลุ่มกะปิ รวมทั้งการแปรรูปอาหารทะเลในรูปแบบต่าง ๆ นอกจากนั้นที่ตำบลเกาะปันหยียังเป็นแหล่งผลิตเครื่องประดับที่ ทำจากหอยมุก ที่มีชื่อเสียงในระดับต้นๆ ของจังหวัด และ ทั่ง กลุ่มผลิตอาหารแปรรูปและกลุ่มเครื่องประดับมุก เป็นกลุ่มที่ได้รับรางวัลสินค้าโอท็อปในระดับ 4 ดาวและ 3 ดาว สามารถนำไปขายในงานแสดงสินค้าต่างๆ ทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวชุมชนได้เป็นอย่างดีทีเดียว
สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อของเกาะปันหยีที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลย คือ “น้ำพริกกุ้งเสียบ”
ซึ่งการทำน้ำพริกกุ้งเสียบ บ้านเกาะปันหยี หมู่ที่ 2 ตำบลเกาะปันหยี อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา เป็นภูมิปัญญาที่ได้รับการสืบทอดมาจากคนรุ่นเก่าในชุมชน ซึ่งเดิมทีเกาะปันหยีได้มีการทำกุ้งเสียบขาย โดยนำกุ้งมาเสียบไม้ขายเป็นแผง และต่อมาได้นำมาใส่ส่วนผสมและปรุงรสเป็นน้ำพริกกุ้งเสียบ ซึ่งในพื้นที่บ้านเกาะปันหยีมีผู้ที่ทำน้ำพริกกุ้งเสียบขายอยู่ประมาณ 10 ราย ประกอบกับบ้านเกาะปันหยีเป็นที่ท่องเที่ยวของจังหวัดพังงา อยู่ในอ่าวพังงา มีสินค้าขายนักท่องเที่ยวมากมายหลายอย่าง เช่น ของที่ระลึก เสื้อผ้า อาหาร กะปิ กุ้งแห้ง ปลาหมึกแห้ง และน้ำพริกกุ้งเสียบ ซึ่งในอดีต กะปิ เป็นสินค้าขึ้นชื่อของเกาะปันหยี แต่ปัจจุบันน้ำพริกกุ้งเสียบเป็นสินค้าที่ขึ้นชื่อของเกาะปันหยีซึ่งเป็นการนำวัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชนมาแปรรูปเป็น
ผลิตภัณฑ์ชุมชนซึ่งได้รับการสืบทอดมาเป็นเวลานานและเป็นสินค้าที่ขายดีของบ้านเกาะปันหยี ซึ่งคนนิยมซื้อเป็นของฝาก และได้ลงทะเบียนคัดสรรสินค้า OTOP ของอำเภอเมืองพังงา ผ่านการคัดสรรเป็นสินค้า OTOP ระดับ 5 ดาวนแสดงสินค้าของทางราชการและ จำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวและบุคคลทั่วไป สร้าง รายได้ให้กับคนชุมชนเป็นอย่างดี

นอกจากนั้นชาวบ้านบนเกาะยังมีรายได้จากการทำประมง ด้วยมีพื้นที่ที่เอื้ออำนวยคือหมู่บ้านแทบทั้งหมดด้านหน้าของหน้าผาหินปูนเหนือน้ำทะเล ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำประมงพื้นบ้าน ตลอดจนมีร้านขายของที่ระลึกและร้านอาหารมากมายบนเกาะ เป็นแหล่งที่ นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาแวะเยี่ยม ชมมีสินค้าที่ระลึกจำหน่าย เช่น ผลิตภัณฑ์จากเปลือกหอย ผ้าบาติก สร้อย กำไล แหวน ที่ทำมา จากหอยมุก และยังมีผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีก เช่น น้ำพริกกุ้งเสียบ กะปิและเป็นจุดพักทานอาหาร นักท่องเที่ยว มักนิยมมาทาน อาหารบนเกาะเป็นจำนวนมาก
จากต้นทุนและสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เอื้อต่อการพัฒนาอาชีพและรายได้ ประกอบกับเป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยม นักท่องเที่ยวพากันหลั่งไหลกันเที่ยวชมพื้นที่บนเกาะเป็นจำนวนมากทำให้ชุมชนต้องปรับตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยังคงยึดวิถีชีวิตภายใต้บริบทวัฒนธรรมอิสลามที่มีวิถีปฏิบัติที่เป็นเอกลักษณ์ ประกอบกับชุมชนได้มีการยึดโยงความเป็นเครือญาติและวิถีวัฒนธรรมเดียวกัน และ สามารถ นำ พรบ สภาองค์กรชุมชนมาใช้เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน รวมทั้ง การพัฒนาคุณภาพชีวิต การจัดสวัสดิการชุมชนให้กับสมาชิก โดยเฉพาะสวัสดิการ กรณี การเสียชีวิต ที่มีการยึดโยงกับวิถีความเชื่อและมีการทำงานร่วมกันกับคระกรรมการมัสยิดซึ่งเป็นศูนย์กลางในการรวมจิตใจของผู้คนบนเกาะอยู่แล้ว
นายประสิทธิ์ เหมมินทร์ ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชน เล่าว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเกาะปันหยี ก่อต้งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2553 ปัจจุบันกองทุนมีสมาชิกทั้งหมด 1,447 คน มีเงินกองทุนจำนวน 3,989,958.72 บาท มีการจัดสวัสดิการ 5 ประเภท ประกอบด้วย 1) สวัสดิการกรณีเสียชีวิต 2) สวัสดิการเกี่ยวกับการเจ็บป่วย/รักษาพยาบาล 3) สวัสดิการเกี่ยวกับเด็กแรกเกิด/คลอดบุตร 4) สวัสดิการคนด้อยโอกาส/คนพิการ และ5) สวัสดิการผู้สูงอายุ ให้การสนับสนุนทั้งหมด 1,359 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 3,246,809 บาท ได้รับการสมทบจากรัฐบาลแล้วจำนวน 3 ครั้ง นอกจากนั้นยังได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี จาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการหนุนเสริมทั้ง งบประมาณ และการให้คำปรึกษาต่างๆ
สำหรับปัญหาและอุปสรรค
การขับเคลื่อนงานพัฒนาในตำบลนั้น อาจมีอยู่บ้างที่ในบางฤดูกาล ที่นักท่องเที่ยวมีจำนวนน้อย (เนื่องจากเป็นฤดูมรสุม) ทำให้ ชาวบ้านมีรายได้ลดลง และปัญหาค่าครองชีพสูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าพาหนะ (เรือ) ในการเดินทาง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรหลาน ที่ต้องส่งลูกไปเรียนหนังสือในตัวเมือง เฉลี่ยค่าเรือ และค่ารถวันละประมณ 150-200 บาท ชุมชนจึงต้องมีแผนรับมือ และเตรียมเงินออมไว้ใช้ในฤดูมรสุม และสภาองค์กรชุมชนตำบลได้มีการจัดทำแผนพัฒนาร่วมกับท้องถิ่นใน
การประสานความร่วมมือ
การพัฒนาด้านอื่นๆที่นอกจากการพัฒนาด้านเศรษฐกิจเช่น การขยายเขตไฟฟ้า จากเดิมชุมชนไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ ก็ได้มีการประสานงานไปยังการไฟฟ้าเพื่อศึกษาทางเลือกการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ การส่งเสริมระบบสุขภาพ โดยมีการนำจุดเด่นของชุมชนกลางทะเลมาเป็นจุดที่ส่งเสริมและดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วย ในการประสานความร่วมมือในการสร้างสนามฟุตบอล กลางทะเล ที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในประเทศ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมการออกกำลังกายให้กับเด็กและเยาวชนแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนั้นยังได้มีการประสานแผนกับท้องถิ่นในการพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน โดยเฉพาะการพัฒนากลุ่มอาชีพ และกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ในตำบลให้มีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น
แผนที่ดำเนินการในอนาคต
สำรวจข้อมูลด้านที่อยู่อาศัย และปรับปรุงบ้านเรือน และที่อยู่อาศัยที่มีสภาพทรุดโทรมให้มีสภาพที่แข็งแรง และชาวชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พัฒนายกระดับการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ
ผู้ประสาน : นายประสิทธิ์ เหมมินทร์ โทร.076-440425






